ตรวจ “ประกันคุณภาพ” “มหาวิทยาลัยสวนดุสิต” ได้อะไร?
ดร.สุขทิพย์ สุขใส บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสวนดุสิต นำเสนอบทความเรื่อง “ตรวจ “ประกันคุณภาพ” “มหาวิทยาลัยสวนดุสิต” ได้อะไร?” ความว่า การประกันคุณภาพการศึกษาในบริบทของสถาบันอุดมศึกษาไทย จะถูกกำหนดความหมายไว้เป็นกลไกควบคุมมาตรฐาน ที่มุ่งตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างการดำเนินงานกับเกณฑ์ที่ถูกกำหนดไว้ แต่หากพิจารณาในเชิงทฤษฎีองค์การ การประเมินคุณภาพภายในที่ดำเนินอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีศักยภาพเกินกว่าหน้าที่ในการควบคุมมาตรฐานเพียงอย่างเดียว แต่จะต้องทำหน้าที่เป็นกลไกปรับโครงสร้างการคิดขององค์กรทั้ง และบังคับให้สถาบันต้องเผชิญหน้ากับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับตนเองอย่างเป็นระบบ ปีละครั้ง โดยไม่มีข้อยกเว้น
กรณีของมหาวิทยาลัยสวนดุสิตในรอบปีการศึกษา 2568 สามารถนำมาเป็นตัวอย่างในการวิเคราะห์ เนื่องจาก ไม่ใช่เพียงเพื่อประเมินว่าสถาบันแห่งนี้ “ผ่านเกณฑ์” หรือไม่ แต่จะนำเพื่อสังเคราะห์ว่า เมื่อระบบประกันคุณภาพถูกวางให้ทำหน้าที่เชิงยุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่อง ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อองค์กรมีมิติใดบ้างที่มากไปกว่า คะแนนประเมินเพียงอย่างเดียว โดยผลกระทบที่เกิดมี 4 ประการ โดยแต่ละประการมีความสำคัญต่อการทำความเข้าใจบทบาทของการประกันคุณภาพในสถาบันอุดมศึกษาไทยในปัจจุบัน

ประการแรก การประกันคุณภาพทำให้เกิดการเปลี่ยนกรอบความคิดจาก “การทำตามขั้นตอน”
สู่ “การมุ่งผลลัพธ์” ผลการประเมินตามเกณฑ์ IQA ในรอบปีการศึกษา 2568 มหาวิทยาลัยสวนดุสิตได้คะแนนเต็มครบทุกตัวชี้วัดในทุกพันธกิจหลัก ถ้ามองอย่างผิวเผินอาจดูเหมือนมีความสำเร็จในทุกด้านในการดำเนินงานของมหาวิทยาลัย แต่ถ้ามองอีกมุมคือ ด้านการประกันคุณภาพคะแนนเต็มในเชิงมาตรฐานซึ่งไม่ใช่จุดหมายที่แท้จริง
แต่เป็นเพียง “ใบผ่านทาง” ที่เปิดพื้นที่ให้องค์กรก้าวเข้าสู่มิติที่ยากขึ้นคือ การวัดผลกระทบเชิงประจักษ์ โดยในข้อนี้คณะกรรมการประเมินภายนอกมีความคิดเห็นว่า ตัวชี้วัดของมหาวิทยาลัยยังสะท้อน Output มากกว่า Outcome และควรปรับเกณฑ์การวัดสัดส่วนอาจารย์ที่มีความสามารถทางภาษาอังกฤษ หรือผลกระทบเชิงประจักษ์ต่อชุมชน แทนการนับจำนวนโครงการหรือเครือข่ายความร่วมมือเชิงปริมาณ จากที่กล่าวว่าทำให้เกิดความท้าทายเชิงบวก
ที่ระบบประกันคุณภาพมอบให้ ไม่ใช่เพียงการหลงดีใจอยู่กับตัวเลข มากกว่าคุณค่าที่วัดได้ยากแต่มีความหมายจริง
ประการที่ 2 การประกันคุณภาพได้แปรสินทรัพย์ทางปัญญา ให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ ในรอบครึ่งปีแรกของการรายงานผล มูลค่าจากการดำเนินงานของหน่วยงานธุรกิจวิชาการ ทั้งในรูปรายได้โดยตรงและคุณค่าทางอ้อม มีการเติบโตในทุกหน่วยงาน ขณะที่งบประมาณสนับสนุนงานวิจัยตลอดปีการศึกษาอยู่ในระดับที่สูงกว่าปีก่อนหน้าอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งมีการยื่นขอความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาเพิ่มขึ้น ตัวเลขทั้งหมดเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นได้เอง แต่เป็นผลพวงโดยตรงจากระบบประกันคุณภาพที่ให้ทุกหน่วยงานต้องรายงานและติดตามผลลัพธ์อย่างเป็นระบบผ่านวงจร PDCA จนเกิดกลไก เช่นกองทุนนวัตกรรมสวนดุสิตและสำนักนวัตกรรมชุมชน แปลงงานวิจัยให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายได้จริง และยกระดับรายได้ของเกษตรกรในพื้นที่เป้าหมายได้อย่างเป็นรูปธรรม จึงสามารถสรุปได้ว่า การประกันคุณภาพในที่นี้ไม่ใช่ภาระงานเอกสารแต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐาน ที่เปลี่ยนความรู้ให้เป็นทุน

ประการที่ 3 ยกระดับสถานะและความน่าเชื่อถือของมหาวิทยาลัยในเวทีนานาชาติ ที่มาของความสำเร็จเริ่มจากการตัดสินใจเชิงโครงสร้างด้วยระบบ SDU QA โดยกำหนดให้การประเมินคุณภาพในระดับหลักสูตร ใช้มาตรฐาน AUN-QA ของเครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียน แทนที่จะใช้เกณฑ์ภายในประเทศแต่เพียงอย่างเดียว การวางแผนการดำเนินงานแบบนี้เท่ากับเป็นการประกาศจุดยืนว่า มหาวิทยาลัยสวนดุสิตเลือกวัดตนเองด้วยไม้บรรทัด ที่ยาวกว่ากรอบความสามารถของตนเอง ผลที่ตามมาทำให้เห็นภาพชัดคือ ทั้งหมดของหลักสูตรในมหาวิทยาลัย ผ่านการตรวจประเมินตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ครบถ้วน สะท้อนความกล้าเปรียบเทียบตนเองกับมาตรฐานที่สูงกว่า ไม่ใช่ความพึงพอใจอยู่กับมาตรฐานที่คุ้นเคย ผลลัพธ์เชิงประจักษ์ปรากฏชัดในอันดับด้านความยั่งยืนของ Times Higher Education ซึ่งขยับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จนก้าวขึ้นมาอยู่ในกลุ่มต้นๆ ของประเทศไทย ซึ่งเป็นผลสะสมจากวางแผยของการเก็บข้อมูลตามกรอบ SDGs ที่ระบบประกันคุณภาพภายในกำหนดให้ทำอย่างต่อเนื่องทุกปี จนสามารถนำเสนอข้อมูลเปรียบเทียบย้อนหลังได้อย่างมีน้ำหนักทางวิชาการ ซึ่งการประกันคุณภาพไม่ใช่เพียงเครื่องมือควบคุมคุณภาพภายใน แต่เป็นสะพานเชื่อมโยงมหาวิทยาลัยไทยขนาดกลางแห่งหนึ่งเข้าสู่การยอมรับในระบบเปรียบเทียบระดับโลก
ประการที่ 4 การประกันคุณภาพได้เผยให้เห็นประเด็นท้าทาย เรื่องความมั่นคงหลังเกษียณและการรักษาบุคลากรที่มีศักยภาพ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกองค์กรต้องตระหนักถึงความเสี่ยงด้านทุนมนุษย์ในระยะ และจะส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันในทศวรรษถัดไป เช่นเดียวกับข้อเสนอให้วิทยาเขตและศูนย์การศึกษาแสดงศักยภาพให้มากกว่านี้ ซึ่งไม่ใช่เพียงประเด็นเรื่องโครงสร้างการบริหาร หากคือ โอกาสในการสร้างความเข้มแข็งให้บุคลากรในแต่ละพื้นที่ได้พัฒนาความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่สอดคล้องกับบริบทของตน จนต่อยอดเป็นองค์ความรู้ใหม่ที่ส่งกลับคืน ทั้งแก่มหาวิทยาลัยและจังหวัดที่เป็นที่ตั้ง การที่ระบบประกันคุณภาพมองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ท้าทายทั้งที่ผลคะแนนโดยรวมอยู่ในระดับดีมากทำให้เป็นสิ่งที่ยืนยันว่า ระบบนี้มีความน่าเชื่อถือเพียงพอที่จะเป็นกระจกสะท้อนความจริง ไม่ใช่เครื่องมือประดับเกียรติยศเพียงอย่างเดียว
สิ่งที่มหาวิทยาลัยสวนดุสิตได้จากการประกันคุณภาพ จึงไม่ใช่เอกสารรับรองหรือคะแนนตัวเลข แต่เป็นโครงสร้างขององค์กรแห่งการเรียนรู้ที่ผูกโยงมาตรฐานเชิงคุณภาพ มูลค่าทางเศรษฐกิจ สถานะระดับสากล และความกล้าเผชิญความท้าทายของตนเองไว้ด้วยกัน
คำถามที่ผู้บริหารทุกระดับควรถามตนเองต่อจากนี้ ไม่ใช่ “ปีนี้ได้คะแนนเท่าไร” แต่คือ “ปีนี้มหาวิทยาลัยมีอะไรดีขึ้น” และ “สิ่งต่อไปอะไรคือ ความท้าทายที่เราจะต้องทำ” ซึ่งเป็นคำถามที่ยากกว่า แต่คือ...แก่นแท้ของการประกันคุณภาพที่แท้จริง