- โฆษณา -

ฐานคิดแบบ MUTATION...เพื่อความอยู่รอด

การศึกษา9 ก.ย. 2569 • 14:53 น.
ฐานคิดแบบ MUTATION...เพื่อความอยู่รอด

ศาสตราจารย์ ดร.บุญเจริญ ศิริเนาวกุล ประธานกรรมการการประเมินคุณภาพการศึกษาภายในมหาวิทยาลัยสวนดุสิต *ที่ปรึกษาอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี นำเสนอบทความเรื่อง “ฐานคิดแบบ MUTATION...เพื่อความอยู่รอด” ความว่า โลกวันนี้เปลี่ยน “เร็วขึ้น” พร้อมกับมีความซับซ้อนและยากต่อการคาดการณ์ทิศทาง โดยเฉพาะเมื่อปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ามาเป็นตัวเร่งสำคัญ สิ่งที่เคยใช้เวลาหลายปีอาจเกิดขึ้นภายในไม่กี่วันหรือเดือน ความรู้ที่เคยสร้างความได้เปรียบอาจกลายเป็นความรู้พื้นฐาน ขณะที่กระบวนการทำงานที่เคยมีประสิทธิภาพอาจไม่สอดคล้องกับบริบทใหม่อีกต่อไป สถานการณ์เช่นนี้ทำให้องค์กรต้องยกระดับจากการคิดว่า “จะเปลี่ยนอย่างไร” ไปสู่การสร้าง “ฐานคิดเพื่อความอยู่รอดท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่คาดการณ์ได้ยาก”

แนวคิดหนึ่งที่สามารถนำมาใช้เป็นฐานในการมองการเปลี่ยนแปลงขององค์กร คือ MUTATION หรือ “การกลายพันธุ์” 

ในทางชีววิทยา การกลายพันธุ์ทำให้เกิดความแปรผัน สิ่งมีชีวิตที่มีคุณลักษณะเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมมีโอกาสรักษาและส่งต่อคุณลักษณะนั้น ขณะที่ลักษณะที่ไม่เหมาะสมจะถูกคัดออกตามกระบวนการวิวัฒนาการ ความอยู่รอดจึงสัมพันธ์ทั้งกับความแข็งแรงและความสามารถในการปรับตัวให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป 

- โฆษณา -

เมื่อนำหลักคิดดังกล่าวมาประยุกต์กับองค์กร MUTATION ไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่างหรือการทำลายของเดิมเพื่อสร้างของใหม่ แต่หมายถึงความสามารถในการทดลอง เรียนรู้ คัดเลือก และพัฒนาสิ่งที่เหมาะสม ให้กลายเป็นความสามารถใหม่ขององค์กร 

ที่ผ่านมาแนวคิดเรื่อง “Transformation” โดยเฉพาะ “Digital Transformation” และ “AI Transformation” นำมาใช้อย่างแพร่หลาย โดยมีลักษณะของการเปลี่ยนแปลงที่กำหนดจุดเริ่มต้น เป้าหมาย แผน และปลายทางไว้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม สภาพแวดล้อมปัจจุบันเปลี่ยนแปลงรวดเร็วจนปลายทางที่กำหนดไว้อาจเปลี่ยนไปก่อนที่องค์กรจะเดินไปถึง 

MUTATION สะท้อนอีกมิติของการเปลี่ยนแปลง จากการมุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ไปสู่การสร้างความสามารถในการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ อย่างต่อเนื่อง ภายใต้ระดับความเสี่ยงที่ควบคุมได้ พร้อมเรียนรู้จากผลที่เกิดขึ้นจริง 

Bb
Bb

ฐานคิดนี้อธิบายได้ด้วยวงจร การสร้างความหลากหลาย–การคัดเลือก–การรักษาไว้” (Variation–Selection–Retention) 

Variation คือ การเปิดพื้นที่ให้เกิดความหลากหลายของความคิด วิธีทำงาน และการทดลอง โดยไม่กำหนดว่าทั้งองค์กรต้องใช้แนวทางเดียวกันตั้งแต่ต้น  

Selection คือ การคัดเลือกโดยอาศัยหลักฐานและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง วิธีการที่ช่วยเพิ่มคุณภาพ ลดเวลา ลดต้นทุน หรือสร้างคุณค่าได้มากกว่าเดิม ย่อมมีศักยภาพที่จะได้รับการพัฒนาและต่อยอด 

Retention คือ การรักษาสิ่งที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผล ไม่ปล่อยให้องค์ความรู้หรือแนวปฏิบัติที่ดีสิ้นสุดลงพร้อมกับโครงการหรือบุคคล แต่ต้องนำมาถ่ายทอด พัฒนา และเชื่อมเข้าสู่ระบบขององค์กร 

การดำเนินกระบวนการดังกล่าวอย่างต่อเนื่องช่วยให้องค์กรขยับจากการ เปลี่ยน” ไปสู่การ “วิวัฒน์” ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงจำนวนมากไม่ได้หมายถึงผลลัพธ์ที่ดีเสมอไป เช่นเดียวกับการกลายพันธุ์ในธรรมชาติที่ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ทุกครั้ง 

องค์กรที่ทดลองอย่างต่อเนื่องโดยขาดระบบคัดเลือกอาจมีโครงการใหม่จำนวนมากโดยไม่สามารถระบุคุณค่าที่เกิดขึ้นได้ชัดเจน ในอีกด้านหนึ่ง การรักษาวิธีการเดิมเพราะเคยประสบความสำเร็จก็อาจนำไปสู่ภาวะยึดติดและลดความสามารถในการปรับตัว ดังนั้น ความอยู่รอดขึ้นอยู่กับความสามารถในการจำแนกให้ได้ว่าอะไรควรรักษา อะไรควรปรับ และอะไรควรเลิก 

แนวคิดนี้สัมพันธ์โดยตรงกับ คุณภาพองค์กร” เพราะคุณภาพไม่ควรถูกจำกัดอยู่ที่การปฏิบัติตามเกณฑ์หรือการรักษามาตรฐานเดิม สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปย่อมทำให้ระบบคุณภาพต้องปรับตาม การที่ยังคงวัดความสำเร็จด้วยวิธีเดิมทั้งหมด องค์กรอาจ ผ่านเกณฑ์” แต่ไม่สามารถตอบโจทย์อนาคตได้ 

การประกันคุณภาพมีบทบาทในการทำให้องค์กรมองเห็นทั้งสิ่งที่ทำได้ดี สิ่งที่ต้องปรับ และพื้นที่สำหรับการพัฒนาแนวทางใหม่ คุณภาพในความหมายนี้ต้องขยับจาก Quality Assurance ไปสู่ Quality Improvement และต่อยอดไปถึง ความสามารถในการปรับตัวขององค์กร 

การมาถึงของ AI ทำให้ประเด็นดังกล่าวชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะความสามารถของ AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วส่งผลให้องค์กรต้องทบทวนรูปแบบและกระบวนการทำงาน ทั้งในส่วนที่ยังจำเป็นต้องรักษา ส่วนที่ควรปรับเปลี่ยน และส่วนที่สามารถออกแบบใหม่ให้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม บางงานอาจเปลี่ยนจาก คนทำ–AI ช่วย” เป็น “AI ทำ–คนตรวจสอบและตัดสินใจ” ขณะที่งานที่เกี่ยวข้องกับคุณค่า จริยธรรม ความสัมพันธ์ หรือผลกระทบต่อมนุษย์ ยังคงต้องให้ความสำคัญกับบทบาทของคน การนำ AI มาใช้จะต้องก้าวไปไกลกว่าการเลือกเครื่องมือสู่การปรับโครงสร้าง กระบวนการ และระบบงานให้สอดคล้องกับบริบทใหม่ขององค์กร 

สำหรับมหาวิทยาลัย ฐานคิดแบบ MUTATION มีความสำคัญมากขึ้น เมื่อความรู้ เทคโนโลยี ตลาดแรงงาน และความต้องการของผู้เรียนเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกัน การเปิดพื้นที่ทดลองรูปแบบใหม่ เช่น Modular Learning, Microcredentials,AI-supported Learning และ Work-integrated Learning จะช่วยให้มหาวิทยาลัยมีข้อมูลจากการดำเนินงานจริงสำหรับพิจารณาว่าแนวทางใดควรพัฒนาและขยายผล 

แต่ละคณะหรือหน่วยงานย่อมมีบริบทและศักยภาพแตกต่างกัน การปรับตัวจึงไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นในรูปแบบเดียวกันทั้งหมด สิ่งที่มหาวิทยาลัยควรสร้างร่วมกันคือ ทิศทาง พื้นที่สำหรับการทดลอง ระบบติดตามผล และกลไกขยายผลจากสิ่งที่พิสูจน์แล้วว่าสร้างคุณค่า 

บทบาทของผู้นำจึงต้องปรับตามบริบทดังกล่าว จากการเป็นผู้กำหนดคำตอบในทุกเรื่อง สู่การสร้างระบบให้องค์กรค้นพบคำตอบได้เร็ว เปิดพื้นที่สำหรับการทดลอง ยอมรับความล้มเหลวที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้ และสามารถมองเห็น “การกลายพันธุ์ที่ดี” เพื่อนำสิ่งที่เริ่มต้นจากพื้นที่เล็ก ๆ มาพัฒนาเป็นความสามารถใหม่ขององค์กร 

ฐานคิดแบบ MUTATION จึงไม่ได้มุ่งให้องค์กรวิ่งตามการเปลี่ยนแปลงทุกเรื่อง หากให้ความสำคัญกับการรักษา DNA ที่มีคุณค่า ควบคู่กับการไม่ยึดติดกับรูปแบบเดิม องค์กรที่เปลี่ยนทุกอย่างอาจสูญเสียตัวตน ขณะที่องค์กรที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงอาจสูญเสียความสามารถในการก้าวไปสู่อนาคต 

ในสภาวะที่ทิศทางของ AI เทคโนโลยี เศรษฐกิจ และสังคมยากต่อการคาดการณ์ ความได้เปรียบขององค์กรจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับความแม่นยำในการวางแผนอนาคตเท่านั้น หากยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการเรียนรู้ ปรับตัว และ “MUTATION” ตัวเองให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง 

สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด พบว่า ความอยู่รอด” ขององค์กรไม่ได้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ครั้งเดียว แต่ควรเกิดจากความสามารถในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ที่เหมาะสม ถูกที่ ถูกเวลา และต่อเนื่อง จนกลายเป็นพลังในการวิวัฒน์ขององค์กร