รมว.ศธ. ประเสริฐ ลงพื้นที่ใต้ ยกระดับโรงเรียนปลอดภัย พลิกฟื้นอควาเรียมร้าง 18 ปี  

การศึกษา4 ก.ย. 2569 • 18:15 น.
 รมว.ศธ. ประเสริฐ ลงพื้นที่ใต้ ยกระดับโรงเรียนปลอดภัย พลิกฟื้นอควาเรียมร้าง 18 ปี  
“กระทรวงศึกษาธิการ” ยุคใหม่ เดินหน้ายกระดับการศึกษาภาคใต้ รับการประชุม ครม.สัญจร โดย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นำทีมลงพื้นที่ตรวจราชการ ณ โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามการดำเนินงานตามนโยบายการศึกษา 5 ด้าน ได้แก่  1. คืนเวลาให้ครู เพื่อคืนอนาคตให้เด็ก 2. รื้อสูตรความเหลื่อมล้ำด้านงบประมาณและโอกาส 3. ยกระดับการเรียนรู้สู่โลกความจริง 4. โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง และ 5. สร้างสถาปัตยกรรมใหม่ด้วย พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 
 
โดยมี นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ที่ปรึกษา รมว.ศธ., นายวัลลภ รุจิรากร เลขานุการ รมว.ศธ., นางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำ ศธ., นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์ โฆษก ศธ., นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยผู้บริหาร ศธ. ร่วมลงพื้นที่
 
 
ลงพื้นที่ครั้งนี้ เพื่อติดตามการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษา 5 ด้าน พร้อมเน้นย้ำเรื่อง “ความปลอดภัย” เนื่องจากพื้นที่ตรงนี้ เคยประสบอุทกภัยครั้งใหญ่ จึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติและเหตุการณ์ต่าง ๆ โดยความปลอดภัยในสถานศึกษาครอบคลุมหลายมิติ ทั้งภายในและภายนอกรั้วโรงเรียน รวมถึงภัยทางไซเบอร์ จึงกำชับให้สถานศึกษามีมาตรการรองรับ ซักซ้อมแผนอย่างสม่ำเสมอ ให้ความรู้แก่ครูและนักเรียน มีนักจิตวิทยาให้การดูแล และปฏิบัติตาม 7 มาตรการด้านความปลอดภัยของกระทรวงศึกษาธิการอย่างเคร่งครัด
 
"สำหรับพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งมีความหลากหลายทั้งด้านวัฒนธรรมและเชื้อชาติในลักษณะ “พหุวัฒนธรรม” กระทรวงศึกษาธิการจึงให้ความสำคัญกับการจัดตั้ง สมัชชาการศึกษาเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ โดยมีปลัดกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธาน เพื่อบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และร่วมกันขับเคลื่อนการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทและความหลากหลายของพื้นที่ เสริมความเข้มแข็งให้การจัดการศึกษาในภาคใต้” รมว. ศธ. กล่าวเพิ่มเติม 
นอกจากการติดตามนโยบายด้านการเรียนรู้แล้ว รมว.ศธ. และคณะ ยังได้ลงพื้นที่ตรวจติดตามความคืบหน้าของ "อควาเรียมหอยสังข์" หรือศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทะเลสาบสงขลา ณ วิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ เพื่อรับฟังปัญหาและหาทางออกร่วมกัน ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า ระบบอุปกรณ์และเทคโนโลยีภายในที่ติดตั้งไว้เมื่อ 18 ปีก่อนมีความล้าสมัยจนไม่สามารถซ่อมแซมเพื่อนำกลับมาใช้งานเดิมได้
 
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของตัวอาคารและโครงสร้างหลักยังคงมีความแข็งแรงและมีศักยภาพที่จะนำมาพัฒนาต่อยอดได้ จึงเตรียมนำเรื่องนี้เสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี เพื่อตั้งคณะกรรมการร่วม 8 ฝ่าย ได้แก่ สอศ. จังหวัดสงขลา อบจ.สงขลา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงบประมาณ กรมธนารักษ์ กรมบัญชีกลาง และภาคประชาชน มาร่วมกันระดมความคิดและกำหนดแนวทางขับเคลื่อนให้เกิดประโยชน์สูงสุดในขั้นต้นนี้ มีกำหนดจะนำเรื่องดังกล่าวเสนอต่อที่ประชุม ครม. เพื่อวางกรอบระยะเวลาในการหาข้อสรุปภายใน 90 วัน เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการนำพื้นที่กลับมาใช้ประโยชน์เพื่อเป็นของขวัญแก่พี่น้องชาวสงขลา 
 
 
โดยรูปแบบการบริหารจัดการในอนาคตยังคงเปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาเป็นศูนย์การเรียนรู้แห่งใหม่ สถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ หรือหอประชุม รวมไปถึงข้อเสนอจากกลุ่มศิษย์เก่าที่อยากให้กระทรวงศึกษาธิการดูแลต่อ หรือปรับเปลี่ยนเป็นโมเดลการให้เช่าบริหาร ซึ่งทุกแนวทางต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ซึ่งเบื้องต้นประเมินว่าหากจะปรับปรุงให้พร้อมใช้งานจะต้องใช้วงเงินงบประมาณสูงเกิน 500 ถึง 1,000 ล้านบาท อีกทั้งยังมีภาระค่าบริหารจัดการและบำรุงรักษารายเดือนอีกเดือนละหลายล้านบาทส่วนในเรื่องของคดีความในอดีต ก็ให้ดำเนินไปตามกระบวนการทางกฎหมาย โดยจะไม่นำมาเป็นอุปสรรคในการฉุดรั้งการพัฒนาพื้นที่ เพื่อไม่ให้โครงการนี้ต้องถูกทิ้งร้างอย่างไร้ประโยชน์เหมือนตลอด 18 ปีที่ผ่านมา
 
การลงพื้นที่ตรวจราชการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในครั้งนี้ จึงไม่เพียงแต่เป็นการติดตามงานตามนโยบายปกติเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความตั้งใจจริงในการเข้ามาแก้ไขปัญหาที่ค้างคา เพื่อแปรเปลี่ยนงบประมาณและสมบัติของชาติให้กลับมาสร้างคุณค่าสูงสุด ทั้งในมิติการสร้างความปลอดภัยที่ยั่งยืนให้แก่เยาวชน และการพลิกฟื้นแลนด์มาร์กสำคัญเพื่อประโยชน์ของพี่น้องชาวจังหวัดสงขลาและพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งก้าวต่อไปหลังจากนี้ภายใต้กรอบเวลาที่ชัดเจน จะเป็นหมุดหมายสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตและการศึกษาของภาคใต้ให้เติบโตอย่างมั่นคงสอดรับกับวิถีพหุวัฒนธรรมอย่างแท้จริง