ถอดรหัส รปศ. ยุคใหม่! ชี้ทางออกประเทศไทย ผ่าแผน Public Transformation รับมือภูมิทัศน์โลกเปลี่ยน
คณะรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) จัดงานปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “รัฐประศาสนศาสตร์จะตอบโจทย์ประเทศไทยในภูมิทัศน์ใหม่ของโลกอย่างไร?” เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ณ ห้องประชุม ดร.ไสว สุทธิพิทักษ์ โดยได้รับเกียรติจาก ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มาถ่ายทอดมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายครั้งสำคัญของวงการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ในศตวรรษที่ 21 พร้อมนำเสนอแนวคิด “Public Transformation” หรือการเปลี่ยนผ่านเชิงสาธารณะ เพื่อเป็นกรอบคิดใหม่ในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวทันบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยมี ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดี และ รศ.ดร.วลัยพร รัตนเศรษฐ คณบดีคณะรัฐประศาสนศาสตร์ ร่วมต้อนรับและเข้าฟังพร้อมนักศึกษาระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และ ปริญญาเอก คณะรัฐประศาสนศาสตร์มากกว่า 200 คน
ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวเปิดงานว่า การศึกษาด้านรัฐประศาสนศาสตร์ในปัจจุบันกำลังเผชิญโจทย์สำคัญว่า “รปศ. ควรมีหน้าตาอย่างไร เพื่อให้ตอบโจทย์ประเทศไทยทั้งในโลกปัจจุบันและโลกอนาคต” ซึ่งอาจไม่มีคำตอบสำเร็จรูปเพียงคำตอบเดียว สิ่งสำคัญคือการเปิดมุมมองให้กว้างขึ้น มองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างองค์ความรู้ ประสบการณ์ และบริบทที่เปลี่ยนแปลง เพื่อค้นหาแนวทางใหม่ที่สามารถนำไปต่อยอดและสร้างประโยชน์ให้กับประเทศได้
นอกจากนี้ ดร.ดาริกา กล่าวชื่นชมถึง ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ ว่า เป็นผู้ที่มีความโดดเด่นในฐานะ “นักคิดและนักออกแบบคนสำคัญของประเทศ ” จากองค์ความรู้ที่กว้างขวาง ลุ่มลึกประสบการณ์การทำงานในหลากหลายบริบท และการได้พบปะผู้คนจากหลายภาคส่วน ทำให้สามารถมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างเรื่องต่าง ๆ ที่หลายคนอาจยังไม่เคยมองเห็นมาก่อน สำหรับการปาฐกถาพิเศษในวันนี้จึงเป็นข้อเสนอแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องในศาสตร์ที่ว่าด้วยรัฐ การปกครอง การบริหาร ทั้งรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
“สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่การหาคำตอบที่ตายตัวว่า รปศ. ในอนาคตจะต้องเป็นอย่างไร แต่คือการช่วยกันค้นหาสิ่งที่พวกเราอาจยังมองไม่เห็น และนำสิ่งต่าง ๆ มาเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดประกายความคิดและมองเห็นโอกาสใหม่ว่า เราจะสามารถนำองค์ความรู้เหล่านี้ไปต่อยอดอย่างไรได้บ้าง” ดร.ดาริกา กล่าว
อธิการบดี DPU ยังกล่าวว่า ความสามารถในการเชื่อมโยงองค์ความรู้และมองข้ามกรอบหรือเส้นแบ่งเดิม เป็นสิ่งสำคัญอย่างมากในโลกที่มีความซับซ้อนมากขึ้น เพราะหลายปัญหาไม่สามารถแก้ไขได้จากองค์ความรู้หรือศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่ง การพัฒนา รปศ. ในอนาคตจึงควรเปิดพื้นที่ให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างศาสตร์ บุคลากร ภาคส่วน และบริบทของสังคม เพื่อสร้างมุมมองใหม่ต่อการบริหารและพัฒนาประเทศ
ในโอกาสที่หลักสูตรระดับปริญญาโทด้านรัฐประศาสนศาสตร์ดำเนินมาครบ 30 ปี ดร.ดาริกา อธิการบดี DPU ได้มีมุมมองว่า เป็นจังหวะสำคัญของการทบทวนและมองไปข้างหน้าว่า รปศ. จะพัฒนาองค์ความรู้ รูปแบบการเรียนรู้ และบุคลากรอย่างไร ให้สามารถรับมือกับบริบททางเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี และการบริหารประเทศที่กำลังเปลี่ยนแปลง พร้อมหวังว่าการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ในครั้งนี้ จะช่วยเปิดมุมมอง จุดประกายแนวคิด และนำไปสู่การต่อยอดทิศทางของรัฐประศาสนศาสตร์ให้สอดรับกับอนาคตของประเทศไทยต่อไป
ดร.สุวิทย์ ได้ขึ้นกล่าวปาฐกถาโดยเปิดประเด็นว่า โลกปัจจุบันไม่ได้เพียงแค่เปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น แต่กำลังเปลี่ยนเชิงโครงสร้างอย่างสิ้นเชิง ทั้งจากการแบ่งขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์ การเข้ามาของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) วิกฤตสภาพภูมิอากาศ และการเข้าสู่สังคมสูงวัย ความท้าทายเหล่านี้ถือเป็นโจทย์ที่มีความซับซ้อน ไร้เส้นแบ่งระหว่างกระทรวง และไม่มีคำตอบสำเร็จรูป คำถามของรัฐประศาสนศาสตร์ในยุคนี้จึงไม่ใช่เพียงการหาทางบริหารราชการให้มีประสิทธิภาพขึ้น แต่คือการออกแบบการเมือง รัฐ และสังคมใหม่อย่างไร เพื่อให้ประเทศก้าวเดินบนความเปลี่ยนแปลงที่ท้าทายได้ ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนนโยบาย แต่เป็นการเปลี่ยนโครงสร้าง เปลี่ยนระบบ เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์ประชาชนและสังคมอย่างแท้จริง
ในการทำความเข้าใจการเปลี่ยนผ่านนี้ รัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์จำเป็นต้องบรรจบกัน รัฐศาสตร์มุ่งศึกษาการจัดวางอำนาจ ความชอบธรรม และการกำหนดทิศทาง ขณะที่รัฐประศาสนศาสตร์มุ่งเน้นการแปรเจตจำนงสาธารณะให้เกิดเป็นผลลัพธ์ผ่านขีดความสามารถในการบริหารจัดการ หากรัฐมีทิศทางแต่ไร้ขีดความสามารถ การพัฒนาก็จะกลายเป็นความคับข้องใจที่ไร้ทางออก ในทางกลับกัน หากมีขีดความสามารถสูงแต่ขาดความชอบธรรม รัฐก็อาจกลายเป็นเพียงเครื่องมือควบคุม สองศาสตร์นี้จึงต้องบูรณาการร่วมกันเป็นระบบนิเวศการบริหารรัฐกิจ เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านเชิงสาธารณะที่สร้างผลลัพธ์ที่ชอบธรรม ครอบคลุม และยั่งยืน
ดร.สุวิทย์ เสนอว่า ระบบปฏิบัติการของภาครัฐจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนใน 5 มิติหลัก ตั้งแต่การขยับจากการบริหารระบบเดิมไปสู่การกล้าเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง การเปลี่ยนจากการมุ่งเน้นออกกฎระเบียบไปสู่การสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อสังคม การทลายกรอบความคิดแบบแยกส่วนไปสู่การคิดเชิงระบบและการขับเคลื่อนแบบมุ่งเป้า การปรับบทบาทรัฐจากผู้ให้บริการเพียงลำพังมาเป็นผู้ออกแบบระบบนิเวศที่ดึงพลังของทุกภาคส่วนมาร่วมสร้างคุณค่า ตลอดจนการเปลี่ยนจากการยึดกฎเกณฑ์ตายตัวไปสู่การยึดหลักการที่มีความยืดหยุ่น เรียนรู้เร็ว และมีกลไกตรวจสอบที่โปร่งใส
สำหรับบทบาทของเทคโนโลยีและประชาชน ดร.สุวิทย์ เน้นย้ำว่า รัฐแห่งอนาคตต้องขับเคลื่อนด้วยการผสานระหว่างปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) และปัญญาของมนุษย์ (Human Intelligence ) โดยใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แต่ต้องใช้มนุษย์ในการกำกับทิศทาง จริยธรรม และความยุติธรรม เพราะคุณค่าของมนุษย์ในยุคดิจิทัลอยู่ที่ความสามารถในการรับผิดชอบต่อผลของการตัดสินใจ ขณะเดียวกัน ต้องเปลี่ยนมุมมองต่อประชาชนจากการเป็นเพียงผู้รับบริการหรือลูกค้า ไปสู่การเป็นผู้ร่วมสร้างสรรค์อนาคต ที่มีอำนาจและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างแท้จริง
อย่างไรก็ดี ทุกการเปลี่ยนผ่านย่อมมีทั้งโอกาสและความเสี่ยง ดร.สุวิทย์ จึงเตือนถึงด้านมืดของการออกแบบระบบใหม่ที่อาจก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำหรือการใช้อำนาจตามอำเภอใจ นโยบายและการจัดตั้งสถาบันใหม่จึงต้องผ่านการทดสอบทางจริยธรรมอย่างเข้มงวด ทั้งในแง่ของผู้ได้และเสียประโยชน์ ขอบเขตของอำนาจ กลไกการตรวจสอบ และความรับผิดชอบ โดยต้องยึดหลักการสำคัญว่า อำนาจทุกภาคส่วนต้องตรวจสอบได้ ขีดความสามารถต้องรับใช้คุณค่าสาธารณะ ภาครัฐต้องกล้าทดลองและเรียนรู้ การมีส่วนร่วมต้องมีผลจริง และที่สำคัญที่สุดคือ ความก้าวหน้าของประเทศต้องวัดจากคุณภาพชีวิตของผู้ที่มีอำนาจต่อรองน้อยที่สุดในสังคม
ในช่วงท้าย ดร.สุวิทย์ สรุปว่า รัฐประศาสนศาสตร์ในปัจจุบันต้องก้าวข้ามตำราเดิม และตั้งคำถามว่าเรากำลังเตรียมบุคลากรเพื่อบริหารรัฐที่มีอยู่ หรือกำลังเตรียมคนเพื่อสร้างรัฐที่ยังไม่มี หากเป้าหมายยังหยุดอยู่แค่การทำให้ระบบราชการมีประสิทธิภาพมากขึ้น ก็เปรียบเสมือนการพยายามทำให้เรือแล่นเร็วขึ้นโดยไม่รู้ทิศทาง ดังนั้น โจทย์ใหญ่ที่สุดของประเทศไทยในภูมิทัศน์โลกใหม่ จึงไม่ใช่เพียงการสร้างการเมืองที่ดีขึ้นหรือรัฐบาลที่ดีขึ้น แต่คือการสร้างสังคมที่ดีขึ้น ด้วยการร่วมกันออกแบบและสร้างประเทศไทยที่ต้องการให้เกิดขึ้นจริง
ขณะที่ รศ.ดร.วลัยพร รัตนเศรษฐ คณบดีคณะรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้เกิดขึ้นในโอกาสครบรอบ 30 ปีของหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต พร้อมเปิดพื้นที่ให้คณาจารย์ นักศึกษาระดับปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก และศิษย์เก่า ได้ร่วมกันทบทวนบทบาทของรัฐประศาสนศาสตร์ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หลังจากตลอด 3 ทศวรรษที่ผ่านมา หลักสูตรได้พัฒนาบุคลากรออกไปทำงานในหลากหลายภาคส่วน จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญที่จะมองทั้งสิ่งที่สร้างมาและทิศทางที่จะก้าวต่อไปในอนาคต
ปัจจุบันโลกเผชิญการเปลี่ยนแปลงหลายมิติพร้อมกัน ตั้งแต่ Climate Change สิ่งแวดล้อม สงครามและภูมิรัฐศาสตร์ การเมือง โครงสร้างประชากร ความมั่นคงทางอาหาร ไปจนถึงปัญหาความยากจน หลายสถานการณ์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและยากต่อการคาดการณ์ จึงนำมาสู่คำถามว่า รูปแบบการบริหารภาครัฐในปัจจุบัน รวมถึงองค์ความรู้และกระบวนการเรียนการสอนด้านรัฐประศาสนศาสตร์ที่มีอยู่ เพียงพอต่อการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้หรือไม่ และจะพัฒนาคนให้มีศักยภาพในการคิด วิเคราะห์ และออกแบบคำตอบใหม่ให้กับประเทศได้อย่างไร
“เราจึงอยากเปิดมุมมองจากภายนอกเข้ามาเติมเต็มสิ่งที่คณะกำลังทำอยู่ เพราะในฐานะมหาวิทยาลัย เรามีทั้งการเรียนการสอน งานวิจัย และบริการวิชาการ แต่ในโลกที่เปลี่ยนเร็ว คนทำงานด้านรัฐประศาสนศาสตร์ต้องมองให้กว้างและเชื่อมโยงให้ได้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในโลกกำลังส่งผลต่อรัฐ ต่อสังคม และต่อประชาชนอย่างไร การเชิญผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นนักคิดคนสำคัญของประเทศซึ่งมีองค์ความรู้ที่ลุ่มลึก มีประสบการณ์สูงและมีมุมมองด้านการออกแบบอนาคตมาให้ข้อคิด ประเด็นสำคัญ ที่ช่วยจุดประกาย เพิ่มพูนความรู้ หลักคิดให้ทั้งอาจารย์และนักศึกษานำกลับไปคิดต่อว่า เราจะปรับหลักสูตรและพัฒนาการเรียนการสอนให้ตอบโจทย์สังคมแห่งอนาคตได้อย่างไร” รศ.ดร.วลัยพร กล่าว
รศ.ดร.วลัยพร กล่าวต่อว่า ตลอดเกือบ 3 ทศวรรษ คณะรัฐประศาสนศาสตร์มีพัฒนาการจากการเปิดหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิตในปี พ.ศ. 2540 ก่อนขยายสู่ระดับปริญญาตรี และล่าสุดเปิดการเรียนการสอนระดับปริญญาเอก พร้อมพัฒนางานวิจัยและบริการวิชาการควบคู่กัน โดยคณะได้รับทุนสนับสนุนงานวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) อย่างต่อเนื่อง และสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานและพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ รวมถึงการพัฒนาบุคลากรและผู้นำด้านดิจิทัลร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งสะท้อนว่าบทบาทของคณะไม่ได้จำกัดอยู่ภายในห้องเรียน แต่เชื่อมโยงองค์ความรู้ไปสู่การปฏิบัติและการพัฒนาสังคม
ภายในงานยังมีการมอบประกาศเกียรติคุณศิษย์เก่า “30+1” เพื่อเป็นตัวแทนของการเดินทางตลอด 30 ปีของหลักสูตร โดยพิจารณาจาก 3 มิติ ได้แก่ ผู้ที่มีความโดดเด่นด้านวิชาการและผลการเรียน ผู้ที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานและมีบทบาทสำคัญต่อองค์กรหรือสังคม และผู้ที่มีจิตอาสา เสียสละ และทำประโยชน์เพื่อส่วนรวมอย่างต่อเนื่อง ทั้งในช่วงที่ศึกษาและหลังสำเร็จการศึกษา
สำหรับการก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 4 คณะอยู่ระหว่างพัฒนาหลักสูตรและแนวทางการเรียนรู้ใหม่ เพื่อรองรับบริบทที่เปลี่ยนไป โดยมองว่าการบริหารภาครัฐในอนาคตต้องก้าวไกลกว่าการเพิ่มประสิทธิภาพหรือผลผลิต และให้ความสำคัญกับ “ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับประชาชน” มากขึ้น โจทย์สำคัญของทศวรรษที่ 4 คือ เราจะสร้างคนแบบไหนให้พร้อมกับโลกข้างหน้า และจะทำให้รัฐประศาสนศาสตร์เชื่อมโยงผู้คน เทคโนโลยี สังคม และความเปลี่ยนแปลงของโลก เพื่อร่วมออกแบบคำตอบใหม่ให้กับประเทศได้อย่างไร
สำหรับศิษย์เก่าผู้ได้รับประกาศเกียรติคุณจำนวน 31 คน ทำงานในหน่วยงานภาครัฐเป็นส่วนใหญ่ทั้ง ทหาร นักปกครอง นักบริหาร บุคลากรด้านต่าง ๆ ของหลากหลายหน่วยงานหนึ่งในนั้นคือ คุณพยอม ราชสม หัวหน้ากลุ่มงานนวัตกรรม และพัฒนางานระบบงาน และกระบวนการยุติธรรม กองพัฒนานวัตกรรมการยุติธรรม สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรมกล่าวว่า รู้สึกยินดีและขอบคุณมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์และคณาจารย์ที่ยังให้ความสำคัญกับศิษย์เก่า โดยการได้รับประกาศเกียรติคุณในครั้งนี้นับเป็นความภาคภูมิใจ และยังเป็นโอกาสที่ได้กลับมาพบอาจารย์และกลับมาเยี่ยมมหาวิทยาลัยที่ยังคงมีความผูกพันหลังสำเร็จการศึกษา ซึ่งตนเองและเพื่อนแม้จะจบการศึกษาไปหลายปีก็กลับมาร่วมกิจกรรมของคณะบ่อยครั้ง เช่น การศึกษาดูงานต่างจังหวัด สะท้อนถึงความผูกพันและความใกล้ชิดกับคณาจารย์คณะรัฐประศาสนศาสตร์ที่ยังคงต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
ปัจจุบันทำงานด้านนวัตกรรมและการพัฒนากระบวนการยุติธรรม โดยมีส่วนร่วมในภารกิจที่มุ่งช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในกระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่การลดโอกาสเข้าสู่เรือนจำ การดูแลระหว่างอยู่ในเรือนจำ ไปจนถึงการเตรียมความพร้อมก่อนกลับคืนสู่สังคม
“ฝากถึงนักศึกษารุ่นต่อไปให้ใช้โอกาสในมหาวิทยาลัยเก็บเกี่ยวทั้งความรู้ ประสบการณ์ กิจกรรม และเครือข่ายจากอาจารย์และเพื่อนร่วมสถาบันให้เต็มที่ เพราะสิ่งเหล่านี้สามารถนำไปต่อยอดได้ทั้งในการทำงาน การสมัครงาน และการศึกษาต่อในอนาคต โดยย้ำว่าองค์ความรู้จะเกิดประโยชน์สูงสุดเมื่อสามารถนำไปปรับใช้กับงานและสร้างคุณค่าให้กับผู้อื่นและสังคมได้จริง” คุณพยอม กล่าว
สำหรับศิษย์เก่า จำนวน 31 คน ที่เข้ารับประกาศเกียรติคุณ ประกอบด้วย 1.คุณสมบัติ กนกทิพย์วรรณ ผู้อำนวยการเขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร 2.พลตรี กฤตวิทย์ วิยาภรณ์ หัวหน้านายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำรองเสนาธิการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย3.ดร.สาธิต ปรัชญาอริยะกุล กรรมการและเลขาธิการ และผู้อำนวยการสมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA) 4.คุณสมศักดิ์ ธัญคุณากร ผู้บริหาร บริษัท พรทิพย์ แทรเวล จำกัด, ห้างหุ้นส่วนจำกัด เซ่งฮงฮวดกลการ, บริษัท ธารทิพย์ แทรเวล เอเย่นซี่ จำกัด และบริษัท พงษ์ทิพย์ ทัวร์ แอนด์ ทรานสปอร์ต จำกัด 5.คุณพยอม ราชสม หัวหน้ากลุ่มงานนวัตกรรมและพัฒนางานระบบงานและกระบวนการยุติธรรม (นักวิชาการยุติธรรมชำนาญการพิเศษ) กองพัฒนานวัตกรรมการยุติธรรม สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม
6.คุณบุญธรรม บุญชูวงศ์ หัวหน้ากลุ่มงานถ่ายทอด ขยายผลและติดตามประเมินผล (นักวิชาการยุติธรรมชำนาญการพิเศษ) กองพัฒนานวัตกรรมการยุติธรรม สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม 7.คุณสินีนาฎ มะปรางทอง นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม 8.คุณชญาดา นิลสุวรรณ วิทยากรปฏิบัติการ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา สำนักกรรมาธิการ 1 กลุ่มงานคณะกรรมาธิการการพลังงาน 9.คุณมานิตา วนิชาชีวะ นักทรัพยากรบุคคลชำนาญการ สถาบันพัฒนาบุคลากร กระทรวงยุติธรรม กลุ่มงานแผนการพัฒนาทรัพยากรบุคคล สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม
10.คุณธีรภัทร์ ทองคำ Co-Founder - CEO บริษัท เฟรน ออฟ เรียล จำกัด 11.คุณปิยะณัฐ ชัชวาลย์ ปลัดอำเภอ (เจ้าพนักงานปกครองชำนาญการ) ที่ทำการปกครองจังหวัดนครราชสีมา 12.คุณจิตรานุทสุขสัจจี Senior Human Resources Development บริษัท ยูนิกซ์เดฟ จำกัด 13.คุณสมพร แฉ่งฉวี เจ้าหน้าที่บริหารงานบุคคล สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) 14.คุณอรุณรุ่ง อังคณานนท์ นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ กรมการขนส่งทางบก 15.นางสาววรรณรวี อัศวุตมางกุร กรรมการบริษัท เซเว่นเดย์ เฮ้าส์ จำกัด และบริหารดูแลร้าน SEVENDAYS Cafe & Bakehouse บริษัท เซเว่นเดย์ เฮ้าส์ จำกัด / ร้าน SEVENDAYS Cafe & Bakehouse
16.คุณดรุณี ฐานชารี เจ้าพนักงานธุรการชำนาญงาน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (สำนักงาน ป.ป.ท.) สำนักงานเลขาธิการ กลุ่มงานพัฒนาบุคลากร 17.คุณณัฐฌา ศรีพลอย เจ้าพนักงานศาลยุติธรรมชำนาญการ ศาลจังหวัดธัญบุรี สำนักงานศาลยุติธรรม 18.คุณกิตติเดช ศรีสุวรรณ ผู้จัดการกลุ่มงานบริหารจัดการพื้นที่ 2 (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) 19.คุณจรรยาพร โพธิ์ขุนทด นักบริหารงานพาณิชย์ ส่วนประเมินผลองค์กร ฝ่ายวางแผนองค์กร บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด 20.คุณปิลันธนา ศรีเพริศ เจ้าหน้าที่ธุรการ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.)
21.คุณนริศรา พันธ์สุโต ผู้จัดการสมาคมและที่ปรึกษานายกสมาคม และผู้ประกาศรายการโทรทัศน์รัฐสภาภาคประชาชน สมาคมวิศวกรรมระบบขนส่งทางรางไทย (วศรท.) 22.คุณกานต์ชนน์ ทองทา เจ้าพนักงานสถิติชำนาญงาน (หัวหน้างาน) กลุ่มจัดเก็บข้อมูลพื้นที่ 2 กองบริหารจัดเก็บข้อมูลสถิติ สำนักงานสถิติแห่งชาติ 23.คุณนิศมนภรณ์ เนื่องจำนงค์ นักจัดการงานทั่วไป กรมสุขภาพจิต 24.คุณกฤช รัตนโสภา ผู้อำนวยการกลุ่มงานประสานการแก้ไขปัญหาที่ดินของรัฐ 1 กองที่ดินของรัฐ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ 25.คุณโรจน์ระวี พิมพ์สิรินาถ นักวิชาการพาณิชย์ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์
26.คุณนลินทิพย์ หงสีธิ เจ้าพนักงานการเงินและบัญชีชำนาญงาน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า27.นายกรธวัช ตาเจริญ นักวิชาการขนส่งปฏิบัติการ กองแผนงาน กรมท่าอากาศยาน กระทรวงคมนาคม 28.พระครูวัฒนกิตติยากร (เกียรติณรงค์ นาจารย์) เจ้าอาวาสวัดป่าพรหมยาน และเจ้าคณะตำบลแปลงยาว (ธรรมยุต) วัดป่าพรหมยาน จังหวัดฉะเชิงเทรา 29.คุณถนัด ตันนารัตน์ ผู้อำนวยการส่วนโรงงาน สำนักเครื่องจักรกล กรมชลประทาน ปากเกร็ด 30.คุณไปรยาพัสตร์ ศรีจริยา ประกอบธุรกิจรับเหมาและผู้ช่วยวิศวกรอิสระ และ 31.คุณวรณัน สนสร้อย เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคล บริษัท พิสิษฐ์ อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด และบริษัทในเครือ Phisit Group
ผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคณะรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ติดตามได้ที่https://www.dpu.ac.th/th/faculty-of-public-administration



