วันนี้นักศึกษามหาวิทยาลัย เรียนไปเพื่ออะไร?
ผศ.ดร.พิทักษ์ จันทร์เจริญ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสวนดุสิต นำเสนอบทความเรื่อง "วันนี้นักศึกษามหาวิทยาลัย เรียนไปเพื่ออะไร?" ความว่า ในอดีต ถ้าถามว่า “เรียนมหาวิทยาลัยไปเพื่ออะไร?” คำตอบที่คิดได้คงไม่ยากนัก อาทิ เรียนเพื่อให้ได้ปริญญา มีวิชาชีพ มีงานทำ และมีโอกาสสร้างความมั่นคงให้ชีวิต แต่มาในวันนี้คำตอบดังกล่าวก็ยัง “ถูก” แต่ “ยังไม่พอ” เพราะโลกที่นักศึกษากำลังจะก้าวเข้าไปทำงาน แตกต่างจากโลกที่มหาวิทยาลัยเคยออกแบบหลักสูตรไว้รองรับเมื่อสิบหรือยี่สิบปีก่อน
AI ระบบอัตโนมัติ การเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อม ตลอดจนความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ กำลังเปลี่ยนทั้งลักษณะงานและทักษะที่ตลาดแรงงานต้องการ ดังนั้น เมื่อพิจารณาในเชิงกลยุทธ์ เป้าหมายของการเรียนมหาวิทยาลัยต้องขยับจาก “เรียนเพื่อพร้อมทำงาน” ไปสู่ “เรียนเพื่อพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงตลอดชีวิต”
Anthology บริษัทเทคโนโลยีการศึกษา (EdTech) ระดับโลกจากสหรัฐอเมริกา เปิดเผยผลสำรวจนักศึกษาระดับอุดมศึกษา
2,728 คน ใน 11 ประเทศ เช่น ออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา ในเอกสาร The Students’ Perspective 2025 พบว่าเหตุผลอันดับต้น ๆ ที่นักศึกษาเลือกเรียนมหาวิทยาลัยยังเกี่ยวข้องกับอาชีพและเศรษฐกิจ ได้แก่ สาขาอาชีพที่เลือกจำเป็นต้องมีปริญญา (A chosen field requires a degree) 46% ต้องการรายได้สูงขึ้น (Higher earning potential) 40% และต้องการสวัสดิการจากการทำงานที่ดีขึ้น (Better employment benefits) 37% ขณะที่ 31% ต้องการสำรวจทางเลือกด้านอาชีพ (Exploring career options) 26% เรียนเพราะรักการเรียนรู้ (Love of learning) 23% เป็นความคาดหวังของสังคมหรือครอบครัว (Social or family expectations) 22% ต้องการอิสระ/ ไม่ต้องอยู่บ้าน (Independence / moving away from home) และ18% ต้องการสร้างเครือข่ายทางสังคม (Building a social network)
ตัวเลขเหล่านี้บอกเราว่า “งาน” ยังคงสำคัญ แต่ไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของมหาวิทยาลัย
ในเชิงกลยุทธ์ มหาวิทยาลัยไม่ควรมองว่าหน้าที่ของตนคือการผลิตบัณฑิตให้ตรงกับ “ตำแหน่งงาน” เท่านั้น เพราะตำแหน่งงานหนึ่งที่มีอยู่ในวันนี้อาจเปลี่ยนรูปแบบ ถูกแบ่งหน้าที่ให้ AI ทำบางส่วน หรืออาจหายไปในอนาคต สิ่งที่มีคุณค่ากว่าการเตรียมคนให้พร้อมสำหรับงานหนึ่งงานคือการสร้างคนที่สามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ ปรับตัว และสร้างบทบาทใหม่ของตนเองได้เมื่อบริบทเปลี่ยน

นักศึกษาวันนี้เรียนเพื่อสร้าง “ความสามารถในการไปต่อ” มากกว่าการเตรียมตัวเพื่อไปถึงจุดใดจุดหนึ่ง
ความสามารถดังกล่าวเริ่มจากการมีฐานความรู้ที่น่าเชื่อถือ มหาวิทยาลัยยังมีความสำคัญเพราะเป็นพื้นที่ขององค์ความรู้ที่มีโครงสร้าง มีผู้เชี่ยวชาญกำกับการเรียนรู้ มีการฝึกปฏิบัติ การประเมินผล และการรับรองความสามารถ โดยเฉพาะวิชาชีพและงานที่ต้องการความเชี่ยวชาญสูง แต่สิ่งเหล่านี้ต้องทำงานร่วมกับความสามารถอีกชุดหนึ่งที่เทคโนโลยีทดแทนได้ยาก เช่น การคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ ภาวะผู้นำ การทำงานร่วมกับผู้อื่น ความยืดหยุ่น และความอยากรู้อยากเห็น
ในอีกด้านหนึ่ง นักศึกษาต้องเรียนเพื่อ “อยู่กับเทคโนโลยีอย่างรู้เท่าทัน” ไม่ใช่ “ใช้เทคโนโลยีเป็น” เท่านั้น การรู้จัก AI ข้อมูล ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ดิจิทัล และความยั่งยืน จะมีความสำคัญมากขึ้น แต่ความสามารถทางเทคนิคไม่เพียงพอ เนื่องจากผู้เรียนต้องเข้าใจด้วยว่าเทคโนโลยีควรถูกนำไปใช้อย่างไร ให้เหมาะสม รับผิดชอบ และไม่สร้างผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์ต่อมนุษย์และสังคม
เหตุผลสำคัญที่สุดประการหนึ่งว่า ทำไมมหาวิทยาลัยยังมีความหมายในยุค AI? เพราะความรู้ที่หาได้จากอินเทอร์เน็ต และ AI สามารถตอบคำถาม อธิบายเนื้อหา หรือช่วยสร้างผลงานได้ภายในไม่กี่วินาที คุณค่าของมหาวิทยาลัยจะเปลี่นนจากการ “ส่งมอบข้อมูล” ไปอยู่ที่การสร้างความสามารถในการ ตั้งคำถาม ตรวจสอบหลักฐาน ตัดสินใจ และรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตนเอง
มหาวิทยาลัยยังเป็นพื้นที่ของการสร้างเครือข่ายและตัวตน ทำให้นักศึกษาได้พบเพื่อน อาจารย์ นักวิจัย ผู้ประกอบการ นายจ้าง และชุมชน ได้ทดลองทำงานกับคนที่คิดต่าง ได้พบทั้งความสำเร็จและความผิดพลาด ประสบการณ์เหล่านี้มีความสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านจากผู้เรียนไปสู่การเป็นผู้ใหญ่และสมาชิกของสังคม
อย่างไรก็ตาม ไม่มีหลักประกันว่านักศึกษารุ่นต่อไปจะเลือกมหาวิทยาลัยเพียงเพราะ “ใคร ๆ ก็เรียนกัน” อีกต่อไป นักศึกษาจะมองที่ความคุ้มค่ามากขึ้น และจะเลือกมหาวิทยาลัยที่ทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่า สิ่งที่เรียนสัมพันธ์กับอนาคตอย่างไร มีความยืดหยุ่นเพียงใด ได้ประสบการณ์จากโลกจริงหรือไม่ ได้รับการสนับสนุนอย่างไร และเมื่อเรียนจบแล้วเขาจะมี “ความสามารถอะไร” เพิ่มขึ้นนอกเหนือจากใบปริญญา
โจทย์เชิงกลยุทธ์ของมหาวิทยาลัยคือ จากเดิมที่มหาวิทยาลัยออกแบบการศึกษาเป็นเส้นตรง “เข้าเรียน–เรียนสี่ปี–รับปริญญา–ออกไปทำงาน” ต้องเปลี่ยนเป็นระบบการเรียนรู้ที่ผู้เรียนสามารถกลับเข้ามาเรียนได้หลายครั้งตลอดชีวิต ปริญญาตรีเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ก่อนต่อยอดด้วยหลักสูตรระยะสั้น การสะสมหน่วยการเรียนรู้ การเพิ่มทักษะใหม่ และการเรียนรู้จากการทำงานจริง เพราะเมื่อทักษะที่ตลาดต้องการเปลี่ยน คนก็ต้องสามารถกลับมาเรียนรู้และสร้างความสามารถใหม่ได้อีกครั้ง
ผลสำรวจของ Anthology ย้ำประเด็นนี้อย่างชัดเจนว่า เมื่อถามถึงแรงจูงใจในการเรียนให้สำเร็จ นักศึกษาให้ความสำคัญกับรายได้ที่สูงขึ้น 50% โอกาสในการทำงานที่กว้างขึ้น 34% การได้ทำงานวิชาชีพในสาขาของตน 30% ขณะที่ 29% ให้ความสำคัญกับทักษะที่ใช้ได้ตลอดชีวิต และอีก 29% มองถึงความสามารถในการดูแลครอบครัว
ดังนั้น คำถามที่ว่า “วันนี้นักศึกษามหาวิทยาลัย เรียนไปเพื่ออะไร?” จะมีได้หลากหลายคำตอบ
นักศึกษายังเรียนเพื่อมีงานทำ แต่ต้องมากกว่าการมีงาน เรียนเพื่อมีความรู้ แต่ต้องรู้ว่าจะเรียนรู้สิ่งใหม่อย่างไร เรียนเพื่อใช้เทคโนโลยี แต่ต้องรู้ว่าเมื่อใดควรเชื่อ ตั้งคำถาม หรือไม่ควรใช้ เรียนเพื่อมีเครือข่าย แต่ต้องเรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกับ ความแตกต่างและเรียนเพื่อมีอนาคต โดยไม่จำเป็นต้องรู้ตั้งแต่วันนี้ว่าอนาคตนั้นจะมีหน้าตาอย่างไร
เมื่อมองในเชิงกลยุทธ์ คุณค่าของมหาวิทยาลัยในอนาคตจะไม่ได้มองว่า “บัณฑิตรู้อะไรเมื่อเรียนจบ” แต่ต้องมองให้ไกลกว่านั้นว่า “เมื่อโลกเปลี่ยนหลังจากเรียนจบแล้ว บัณฑิตยังสามารถเรียนรู้ ปรับตัว ตัดสินใจ และสร้างคุณค่าใหม่ให้ตนเอง องค์กร และสังคมได้หรือไม่” เพราะนักศึกษาวันนี้คงไม่ได้เรียนเพื่อให้ “พร้อมทำงาน” เท่านั้น แต่นักศึกษากำลังเรียนเพื่อให้ “พร้อมสำหรับอนาคตที่ยังไม่มีใครบอกได้อย่างแน่นอนว่าจะเป็นอย่างไร”