นักวิชาการชี้ AI มีพัฒนาการมายาวนานกว่า 70 ปี แต่ไทยยังถกเถียงเรื่องพื้นฐาน ขณะที่หลายประเทศเร่งพัฒนาทักษะ AI ของประชาชน ย้ำโจทย์สำคัญไม่ใช่ทำให้คนไทย “เคยใช้ AI” แต่ต้องทำให้ “ใช้ AI เป็น” เพื่อเพิ่มรายได้ ยกระดับผลิตภาพ และเสริมขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ
วันที่ 9 มิ.ย.69 ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา อาจารย์วิชานวัตกรรมกระบวนการสันติภาพ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ และที่ปรึกษาคณะดิจิทัล วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม และผู้แทนเครือข่ายวิชาการเพื่อขับเคลื่อน AI เชิงสร้างสรรค์ สถาบันวิจัยความสุขชุมชน ที่ตั้งสำนักงาน ณ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เผยแพร่บทความ "AI อายุ 70 ปีแล้ว โลกกำลังแข่งขัน แต่ ไทยยังถกเถียงกันอยู่ว่ามันคืออะไร"
สวัสดีครับ หากถามว่า AI (Artificial Intelligence) เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อไหร่ นักประวัติศาสตร์ด้าน AI ส่วนใหญ่ยอมรับว่า ปี คริสตศักราช 1956 หรือ พุทธศักราช 2499 ถือเป็น ปีเกิดของ AI หรือประมาณ 70 ปีมาแล้ว เนื่องจากเป็นปีที่มีการจัดประชุมวิชาการที่มีชื่อว่า Dartmouth Summer Research Project on Artificial Intelligence ที่วิทยาลัย Dartmouth College สหรัฐอเมริกา และเป็นครั้งแรกที่นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ชื่อ John McCarthy ใช้คำว่า AI อย่างเป็นทางการ
นั่นหมายความว่า AI ไม่ใช่เทคโนโลยีใหม่ แต่มีพัฒนาการต่อเนื่องมายาวนานกว่า 70 ปีแล้ว สิ่งที่ใหม่ไม่ใช่ AI แต่คือความเร็วที่ AI กำลังเปลี่ยนโลก
วันนี้ในปีพุทธศักราช 2569 แล้ว AI กำลังเข้ามามีบทบาทในทุกมิติของชีวิต ตั้งแต่การศึกษา การแพทย์ การเกษตร อุตสาหกรรม การค้าขาย การบริการภาครัฐ ความมั่นคงทางไซเบอร์ ไปจนถึงความมั่นคงของประเทศ
ในขณะที่ คนไทยจำนวนมากยังถามอยู่ว่า AI คืออะไรนั้น ประเทศต่าง ๆ กำลังแข่งขันด้าน AI และไม่ได้กำลังถามว่า AI คืออะไร แต่พวกเขากำลังถามกันว่า จะใช้ AI อย่างไรให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และทำให้ประเทศของพวกเขาแข่งขันได้มากขึ้น
สิ่งที่ผมเห็นจากกระแสสังคมโซเชียล คือ คนไทยจำนวนมากไม่ได้ปฏิเสธ AI แต่กำลังถามคำถามสำคัญที่รัฐบาลควรตอบให้ชัดเจน และผมเห็นว่าคำถามเหล่านี้เป็นประโยชน์ต่อการทำให้ TH-AI Passport ดีขึ้น โปร่งใสขึ้น และเกิดผลจริงกับประชาชน
คำถามแรก งบประมาณคุ้มค่าหรือไม่
ในมุมมองของผม ความคุ้มค่าของโครงการนี้ไม่ควรวัดเพียงว่า “ใช้งบเท่าไร” แต่ต้องวัดว่า “ทำให้คนไทยใช้ AI เป็นมากขึ้นจริงหรือไม่” หาก AI ช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุน ผู้ประกอบการเพิ่มยอดขาย ครูลดภาระงาน นักเรียนเข้าถึงความรู้ แรงงานเพิ่มผลิตภาพ และประชาชนมีรายได้เพิ่ม โครงการนี้จะไม่ใช่ค่าใช้จ่าย แต่คือการลงทุนในทุนมนุษย์ของประเทศ
คำถามที่สอง ใครได้ประโยชน์
ผู้ได้ประโยชน์ต้องไม่ใช่บริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่ต้องเป็นประชาชน เกษตรกร นักเรียน ครู ผู้ประกอบการ แรงงาน ผู้สูงอายุ คนพิการ และประเทศชาติโดยรวม หากโครงการถูกออกแบบให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และวัดผลจากประชาชนเป็นศูนย์กลาง ประโยชน์จะตกอยู่กับคนไทยทั้งประเทศ
คำถามที่สาม โปร่งใสหรือไม่
รัฐบาลควรเปิดเผยให้ชัดว่า ประชาชนได้ใช้ AI ระดับใด ใช้ได้มากน้อยแค่ไหน มีข้อจำกัดอะไร ใครเป็นผู้ดำเนินการ วัดผลอย่างไร และคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างไร ยิ่งเปิดเผยมาก ความเชื่อมั่นยิ่งเพิ่มขึ้น เพราะโครงการที่ดีไม่ควรกลัวการตรวจสอบ เช่น ประชาชนอาจจะสงสัยเรื่อง ทำไมรัฐบาลไม่ติดต่อทำจัดซื้อจัดจ้างตรงกับบริษัท AI คำตอบคือ โดยหลักการตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 หน่วยงานของรัฐต้องดำเนินการภายใต้หลักการแข่งขันอย่างเป็นธรรม ความคุ้มค่า และความโปร่งใส เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นที่กฎหมายกำหนดไว้โดยเฉพาะ
นอกจากนี้หลายคนตั้งข้อสงสัยว่าเหตุใด TOR ของ TH-AI Passport จึงใช้เวลาจัดทำเพียงประมาณ 30 กว่าวัน แต่ในทางปฏิบัติ เราควรแยกให้ออกระหว่าง "ระยะเวลาการจัดทำ TOR" กับ "ระยะเวลาการพัฒนาแนวคิดและเตรียมโครงการ" เพราะแม้ TOR จะเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง แต่แนวคิด นโยบาย การศึกษาข้อมูล และการเตรียมความพร้อมของโครงการอาจเริ่มมาก่อนหน้านั้นแล้ว ดังนั้น จำนวนวันที่ใช้จัดทำ TOR เพียงอย่างเดียว จึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าโครงการผิดปกติหรือไม่ สิ่งที่สังคมควรพิจารณาร่วมกันคือ มีการศึกษาและวิเคราะห์รองรับเพียงพอหรือไม่ กระบวนการโปร่งใสหรือไม่ และประชาชนจะได้รับประโยชน์จริงหรือไม่
ถ้าทำได้จริง นี่ไม่ใช่โครงการแจก AI แต่คือการลงทุนในอนาคตของคนไทยทั้งประเทศครับ
ควรตอบให้ประชาชนเห็นภาพว่า TH-AI Passport ไม่ใช่แค่ “ได้ใช้ฟรี 1 ปี” แต่ต้องตอบได้ว่า ใช้แล้วชีวิตดีขึ้นอย่างไร โดยยึด 5 คำถามนี้ครับ
1. คนไทยจะได้อะไร
คนไทยจะได้โอกาสเข้าถึง AI ระดับ Pro / Premium ในต้นทุนที่ประชาชนทั่วไปเข้าถึงยาก หากซื้อเองอาจอยู่ระดับหลายร้อยถึงหลักพันบาทต่อเดือนต่อแพลตฟอร์ม แต่โครงการตั้งใจลดกำแพงราคาให้ประชาชน 5 ล้านคนได้ทดลองใช้เครื่องมือระดับสูงภายใต้แนวทาง “เรียนรู้ ใช้เป็น เพิ่มผลิตภาพ เพิ่มรายได้” (Learn to Earn)
ตัวอย่าง: เกษตรกรใช้ AI วางแผนใส่ปุ๋ย ออกแบบการใช้น้ำ มีที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญ AI ได้ทันเวลา ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต แม่ค้าออนไลน์ใช้ AI เขียนโฆษณา เพิ่มยอดขาย นักเรียนใช้ AI เป็นติวเตอร์และนำเสนอสิ่งที่ค้นพบและต่อยอดเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต ครูใช้ AI ลดงานเอกสาร ผู้สูงอายุใช้ AI เข้าถึงข้อมูลสุขภาพและบริการรัฐ ลดความเหลื่อมล้ำในกลุ่มผู้พิการที่เข้าถึง AI ได้
2. ใช้ได้มากน้อยเพียงใด
ประชาชนควรได้รับคำตอบชัดว่า ได้ใช้ AI รุ่นใด ระดับใด มีโควตา โทเคน หรือเครดิตเท่าไรต่อเดือน และใช้กับงานอะไรได้บ้าง ปัจจุบันข้อมูลสาธารณะระบุว่าโครงการออกแบบให้ประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไป 5 ล้านคน เข้าถึง AI ระดับพรีเมียมเป็นเวลา 1 ปี และมีระบบจัดสรรการใช้งานผ่านแพลตฟอร์มกลาง
ตัวอย่างคำตอบที่รัฐควรให้ “ผู้ใช้ทั่วไปได้สิทธิพื้นฐานเพียงพอต่อการเรียนรู้และใช้งานจริง ส่วนผู้ที่เรียนผ่านหลักสูตรหรือใช้งานเพื่ออาชีพจะได้รับสิทธิเพิ่มตามระดับของผลลัพธ์ที่วัดได้”
ทำไม 5 ล้านคน คำตอบนี้ต้องอาศัยหลักทฤษฎีที่เป็นสากลทั่วโลก นั่นคือ 5 ล้านคน หรือประมาณร้อยละ 8-10 ของประชากรวัยใช้งานของประเทศ จะเริ่มเข้าใกล้สิ่งที่นักสังคมศาสตร์เรียกว่า "มวลวิกฤตแห่งการเปลี่ยนแปลง" (Critical Mass) ซึ่งเป็นระดับที่มากพอให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในวงกว้าง ทั้งในระบบเศรษฐกิจ การศึกษา ตลาดแรงงาน และสังคม
แนวคิดนี้สอดคล้องกับ ทฤษฎีการแพร่กระจายนวัตกรรม (Diffusion of Innovations) ของ Everett Rogers ที่อธิบายว่า เทคโนโลยีใหม่จะสร้างผลกระทบในระดับสังคมได้ก็ต่อเมื่อมีผู้ใช้งานจำนวนมากพอจนเกิดการยอมรับและแพร่กระจายต่อเนื่อง ดังนั้น ตัวเลข 5 ล้านคนจึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงตัวเลขทางงบประมาณ แต่เป็นเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่ต้องการสร้างคนไทยจำนวนมากพอที่จะเปลี่ยนประเทศในทางที่ดีขึ้นพัฒนาและเจริญก้าวหน้าขึ้นได้
3. วัดผลอย่างไร
ไม่ควรวัดแค่ “ลงทะเบียนครบ 5 ล้านคน” แต่ต้องวัดว่า “ใช้แล้วเกิดผลจริงหรือไม่” โดยการวัดผลมีทั้งวัดผลผลิต (Output) เช่นจำนวนคนเข้าร่วม จำนวนผู้ผ่านโครงการ และวัดผลลัพธ์ (Outcome) เช่นเข้าโครงการแล้วมีการเปลี่ยนแปลงเชิงทัศนคติและการใช้ต่อ AI ในทิศทางใด และวัดผลกระทบ (Impact) เช่น รายได้เพิ่มขึ้น ต้นทุนลดลง ศักยภาพและทักษะของประชาชนในการใช้ AI เพิ่มขึ้น และเกิดความยั่งยืนในการใช้ประโยชน์และปลอดภัยจากการใช้ AI เป็นต้น
4. ประเทศจะได้อะไร
ประเทศจะได้ทุนมนุษย์ยุคใหม่ ได้คนไทยที่ใช้ AI เป็นมากขึ้น ได้แรงงานที่ผลิตภาพสูงขึ้น ได้ผู้ประกอบการที่แข่งขันได้มากขึ้น และลดช่องว่างระหว่างคนที่มีเงินซื้อ AI กับคนทั่วไป หากทำได้ดี โครงการนี้จะเปลี่ยนจาก “ค่าใช้จ่ายด้านเทคโนโลยี” เป็น “การลงทุนด้านความสามารถของประชาชน”
ตัวอย่าง ถ้าคนไทย 5 ล้านคนประหยัดเวลาทำงานได้เพียงคนละ 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ จะเกิดชั่วโมงผลิตภาพใหม่ระดับหลายล้านชั่วโมงต่อสัปดาห์ นี่คือผลตอบแทนเชิงเศรษฐกิจที่ควรถูกวัดต่อไป
5. ถ้าไม่ทำ ประเทศจะเสียอะไร
ถ้าไม่ทำ ประเทศไทยไม่ได้เพียงแค่เสียโอกาส แต่กำลังเสี่ยงถูกทิ้งไว้ข้างหลังในการแข่งขันครั้งสำคัญที่สุดของศตวรรษที่ 21 เพราะในขณะที่หลายประเทศกำลังเร่งสร้างประชาชนที่ใช้ AI เป็น เพื่อเพิ่มรายได้ เพิ่มผลิตภาพ และสร้างนวัตกรรมใหม่ ประเทศไทยอาจมีคนจำนวนมากที่ยังอยู่เพียงระดับ "เคยใช้ AI" แต่ไม่สามารถนำ AI ไปสร้างคุณค่าให้กับชีวิตและเศรษฐกิจได้จริง ผลที่ตามมาคือ ไม่ใช่แค่การแข่งขันที่ลดลง แต่คือรายได้ที่หายไป งานที่หายไป ธุรกิจที่เสียเปรียบ และโอกาสของคนรุ่นใหม่ที่ถูกประเทศอื่นแซงหน้าไปทีละก้าว ห่างจากพวกเขาจนอาจลับตาไป
ที่น่าเป็นห่วงคือ ถ้าเรายังถกเถียงกันในระดับว่า AI คืออะไร หรือยังไม่รู้จัก AI เลย บางทีคำถามอาจไม่ได้อยู่ที่ AI แต่อยู่ที่ว่า เราตามการเปลี่ยนแปลงของโลกทันหรือไม่เพราะในวันนี้ หลายประเทศไม่ได้กำลังถามว่า "จะใช้ AI ดีหรือไม่" แต่กำลังถามว่า "จะทำอย่างไรให้ประชาชนของพวกเขาใช้ AI เป็น"
จากผลการศึกษาของ Deloitte พบว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีการใช้ Generative AI สูงที่สุดในโลก นักเรียนในภูมิภาคนี้กว่าร้อยละ 90 เคยใช้ AI พนักงานกว่าร้อยละ 72 ใช้ AI ในการทำงาน ขณะที่ประเทศสิงคโปร์มีประชาชนจำนวนมากที่ใช้ AI ในชีวิตประจำวัน การศึกษา และการทำงานอย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลที่เผยแพร่ในปี 2024 พบว่า ประชาชนสิงคโปร์ส่วนใหญ่ใช้ AI ในชีวิตประจำวันหรือการทำงาน และประมาณ 1 ใน 3 หรือร้อยละ 33.3 ใช้งานเป็นประจำทุกวัน และยิ่งกว่านั้นผลสำรวจล่าสุด ชาวสิงคโปร์ประมาณร้อยละ 80 และบางกลุ่มเช่นนักเรียนนักศึกษาชาวสิงคโปร์กว่าร้อยละ 90 กำลังใช้ AI ในรูปแบบต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง
เมื่อกลับมาดูประเทศไทยวันนี้ ผลสำรวจของ Super Poll พบว่า คนไทยมากกว่าร้อยละ 90 เคยได้ยินเรื่อง AI และประมาณร้อยละ 70 เคยใช้ AI อย่างน้อย 1 ครั้ง และกว่าร้อยละ 60 สนับสนุน TH AI Passport แบบมีเงื่อนไข
ตัวเลขเหล่านี้จึงไม่ได้ขัดแย้งกัน ขึ้นกับคำถามที่ใช้ ในทางตรงกันข้าม กลับสะท้อนภาพเดียวกันว่า
"คนไทยรู้จัก AI แล้ว และคนจำนวนมากเริ่มทดลองใช้ AI แล้ว" แต่ประเด็นสำคัญที่ซ่อนอยู่ภายใต้ตัวเลขเหล่านี้ คือ คนไทยจำนวนมากยังอยู่ในช่วง "เคยใช้" มากกว่า "ใช้เป็น"
เหตุผลที่ผมให้ความสำคัญกับประเด็นนี้เป็นพิเศษ เพราะตลอดเส้นทางการศึกษาและการทำงานที่ผมมีโอกาสศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูลและระเบียบวิธีจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน สหรัฐอเมริกา รวมทั้งด้านคอมพิวเตอร์ ไอที ความปลอดภัยทางไซเบอร์และยุทธศาสตร์นโยบายสาธารณะจากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ กรุงวอชิงตัน ดีซี แต่แม้ผมเรียนกับฝรั่งและต่างชาติ แต่ผมน้อมนำพระราชดำรัสของล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ตลอดเวลาว่าเรียนรู้กับฝรั่งไม่ได้ไปเป็นฝรั่งแต่เรียนเพื่อรู้เท่าทันฝรั่งและนำกลับมาเป็นประโยชน์ต่อชาติไทยและคนไทยทุกคน
ผมจึงมองว่า เมื่อ AI มีอายุ 70 ปีแล้ว แต่คนไทยยังถกเถียงกันอยู่ หากการถกเถียงทั้งหมดหยุดอยู่เพียงเรื่องงบประมาณ ขั้นตอน หรือรายละเอียดทางเทคนิค เราอาจกำลังพลาดคำถามที่สำคัญกว่านั้น นั่นคือ ประเทศไทยกำลังเตรียมคนไทยให้พร้อมสำหรับโลกยุค AI หรือไม่ เพราะในขณะที่หลายประเทศกำลังเร่งสร้างคนที่ใช้ AI เป็น เพื่อเพิ่มรายได้ เพิ่มผลิตภาพ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ประเทศไทยไม่อาจปล่อยให้โอกาสสำคัญนี้ผ่านไปเพียงเพราะความขัดแย้งทางความคิดหรือความหวาดระแวงที่ยังไม่ผ่านการพิสูจน์
โลกไม่ได้แข่งขันกันว่าใครอภิปรายเก่งกว่าใคร แต่แข่งขันกันว่าใครสามารถพัฒนาคนของตนเองให้พร้อมสำหรับอนาคตได้มากกว่ากัน โลกไม่รอประเทศไทย และ AI ไม่รอประชาชน หาก TH-AI Passport สามารถทำให้คนไทยอีกหลายล้านคนก้าวจาก “เคยใช้ AI” ไปสู่ “ใช้ AI เป็น” ใช้ AI อย่างปลอดภัย ใช้ AI เพื่อเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน และสร้างโอกาสใหม่ให้กับตนเองและครอบครัวได้จริง โครงการนี้จะไม่ใช่เพียงโครงการด้านเทคโนโลยีของรัฐบาล แต่จะกลายเป็นการลงทุนพัฒนาทุนมนุษย์ครั้งสำคัญของชาติ ถึงเวลาแล้วที่คนไทยจะไม่เป็นเพียงผู้ตามเทคโนโลยีของโลก แต่เป็นประชาชนที่ใช้เทคโนโลยีสร้างอนาคตที่มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนให้กับประเทศไทยร่วมกัน
ดังนั้น โจทย์ของประเทศไทยวันนี้ “ไม่ใช่” ทำอย่างไรให้คนไทย 'เคยใช้ AI' แต่คือ ทำอย่างไรให้คนไทย 'ใช้ AI เป็น’








