นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวปาฐกถาในงานบางกอกโพสต์ ฟอรั่ม 2026 เนื่องในโอกาสครบรอบ 80 ปี หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ภายใต้หัวข้อ “วิสัยทัศน์ประเทศไทย: ขับเคลื่อนการค้า ปลดล็อกการเติบโตอย่างยั่งยืน” ว่า การขับเคลื่อนการค้าในโลกปัจจุบันจำเป็นต้องมองให้ไกลกว่าการเพิ่มมูลค่าการส่งออก โดยต้องใช้ “การค้า” เป็นเครื่องมือสร้างมูลค่า เปิดโอกาสใหม่ และสนับสนุนการเติบโตของประเทศอย่างยั่งยืน ท่ามกลางความท้าทายจากภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ การกีดกันทางการค้า ความยั่งยืน และความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
นางศุภจี กล่าวว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับตัวให้สอดรับกับโลกที่กำลังก้าวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแบบหลายขั้ว โดยต้องดำเนินนโยบายการค้าที่ “เปิดกว้าง กระจายความเสี่ยง และรักษาสมดุล” พร้อมสร้างทางเลือกใหม่ให้กับประเทศ โดยไทยต้องเปิดกว้างเพื่อทำงานและเป็นพันธมิตรกับทุกประเทศ
ขณะเดียวกันต้องกระจายการพึ่งพาตลาดส่งออก เพราะปัจจุบันประมาณ 1 ใน 3 ของมูลค่าการส่งออกไทยมาจาก 2 ตลาดหลัก ซึ่งอาจกลายเป็นความเสี่ยงหากยังพึ่งพาตลาดอย่างกระจุกตัว จึงต้องเร่งเปิดตลาดใหม่และสร้างความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ ทั้งผ่านความตกลงการค้าเสรี การเจรจาการค้า คณะผู้แทนการค้า และความร่วมมือในรูปแบบอื่น ๆ
“เราต้องเปิดกว้าง กระจายตลาด และรักษาสมดุล เพราะไทยเป็นประเทศขนาดกลางถึงเล็กเมื่อเทียบกับประเทศมหาอำนาจ เราจึงต้องสร้างทางเลือกให้กับตัวเอง และทำงานร่วมกับทุกฝ่าย” นางศุภจี กล่าว
ทั้งนี้ นางศุภจี กล่าวว่า ไทยมีจุดแข็งและศักยภาพจำนวนมากที่สามารถนำมาต่อยอดเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ได้แก่ ภาคเกษตรและอาหาร ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของประเทศ ภาคการผลิตที่ต้องยกระดับไปสู่เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ยานยนต์ยุคใหม่และอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ภาคบริการ การท่องเที่ยว และสุขภาพ รวมถึงวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์
นอกจากนี้ ไทยยังมีจุดแข็งด้านทำเลที่ตั้ง ซึ่งอยู่ใจกลางเอเชีย สามารถเชื่อมโยงการค้าจากเหนือสู่ใต้และจากตะวันออกสู่ตะวันตก จึงมีโอกาสพัฒนาศักยภาพด้านโลจิสติกส์และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน ขณะเดียวกันไทยมีผู้ประกอบการจำนวนมากที่ภาครัฐต้องสนับสนุนให้สามารถดำเนินธุรกิจได้ง่ายขึ้น
นางศุภจี กล่าวว่า จากจุดแข็งดังกล่าว ไทยจำเป็นต้องปลดล็อก “3 ช่องว่าง” เพื่อสร้างการเติบโต ได้แก่
ช่องว่างด้านมูลค่า ต้องเปลี่ยนจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่า โดยให้ความสำคัญกับแบรนด์ ทรัพย์สินทางปัญญา การออกแบบ มาตรฐาน และประสบการณ์
ช่องว่างด้านตลาด ต้องมองหาตลาดใหม่ ช่องทางใหม่ และเครื่องยนต์ใหม่ในการขับเคลื่อนการเติบโต
ช่องว่างด้านการมีส่วนร่วม ต้องทำให้เอสเอ็มอีและผู้ประกอบการรายเล็กมีส่วนร่วมกับการเติบโตของประเทศมากขึ้น
“เอสเอ็มอีมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย โดยสร้างประมาณ 35% ของจีดีพี แต่สัดส่วนดังกล่าวแทบไม่เปลี่ยนแปลงมาหลายปี สิ่งที่เราต้องทำไม่ใช่เพียงปกป้องเอสเอ็มอี แต่ต้องให้อุปกรณ์ ทักษะ และการสนับสนุนที่จำเป็น เพื่อให้เอสเอ็มอีสามารถแข่งขันและเติบโตได้” นางศุภจี กล่าว
ทั้งนี้ ประเทศไทยมีผู้ส่งออกจดทะเบียนประมาณ 30,000 ราย ในจำนวนนี้ประมาณ 7,000 รายเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ ขณะที่ประมาณ 22,000 รายเป็นเอสเอ็มอีและผู้ประกอบการรายย่อย แต่ผู้ประกอบการกลุ่มดังกล่าวสร้างมูลค่าการส่งออกเพียงประมาณ 12% จึงยังมีโอกาสเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการรายเล็กให้สามารถขยายธุรกิจและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทยได้อีกมาก
สำหรับแนวทางการปลดล็อกการเติบโต นางศุภจีเสนอ 4 ด้านสำคัญ ได้แก่
ปลดล็อกตลาด กระจายการพึ่งพาตลาดส่งออกและเปิดตลาดใหม่ โดยแม้ความตกลงการค้าเสรีจะเป็นเครื่องมือสำคัญ แต่การเปิดตลาดไม่จำเป็นต้องรอเพียงการจัดทำความตกลงการค้าเสรี ซึ่งอาจใช้เวลา จึงต้องใช้ทั้งการเจรจาการค้า คณะผู้แทนการค้า และความร่วมมือรูปแบบต่าง ๆ เพื่อสร้างโอกาสในตลาดใหม่ โดยเฉพาะตลาดที่มีศักยภาพ ขณะเดียวกันต้องใช้ประโยชน์จากการที่การส่งออกของไทยในปีนี้เติบโตในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ เพื่อขยายฐานการค้าให้กว้างขึ้น
ปลดล็อกมูลค่า เปลี่ยนจากการมองเพียงสิ่งที่ประเทศไทยมี ไปสู่การตั้งคำถามว่า “โลกต้องการอะไร” และอะไรคือคุณค่าที่ตลาดโลกต้องการ โดยปรับจากการให้การผลิตเป็นตัวนำตลาด ไปสู่การผลิตที่มีตลาดเป็นตัวนำ เพื่อให้สินค้าและบริการของไทยตอบโจทย์ความต้องการของโลกมากขึ้น และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านแบรนด์ ทรัพย์สินทางปัญญา การออกแบบ มาตรฐาน และประสบการณ์
ปลดล็อกโอกาส ขยายโอกาสไปสู่เอสเอ็มอี ผู้ประกอบการรายย่อย และผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม ให้สามารถเข้าถึงทักษะ ความรู้ ความสามารถ และการสนับสนุนที่จำเป็น เพื่อยกระดับศักยภาพและแข่งขันในตลาดได้มากขึ้น โดยเป้าหมายไม่ใช่เพียงการปกป้องผู้ประกอบการรายเล็ก แต่ต้องทำให้สามารถเติบโตและมีส่วนร่วมในการสร้างความมั่งคั่งให้กับประเทศได้มากขึ้น
ปลดล็อกความเชื่อมั่นและความยืดหยุ่น สร้างความร่วมมือกับประเทศคู่ค้าโดยมุ่งหาผลประโยชน์ร่วมกัน ไม่ใช่การมุ่งแสวงหาประโยชน์ฝ่ายเดียว พร้อมสร้างความเชื่อมั่นและความเป็นหุ้นส่วนที่สามารถรับมือกับความท้าทายของโลก ซึ่งมีอุปสรรคและความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น
นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า “ความเชื่อมั่น” เป็นหนึ่งในสิ่งที่มีค่าที่สุดในการสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ เพราะจะช่วยให้ไทยสามารถยกระดับความร่วมมือไปสู่การเป็นหุ้นส่วนในระดับที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่โลกกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนและห่วงโซ่อุปทานกำลังถูกปรับเปลี่ยน ประเทศต่าง ๆ จำเป็นต้องมีพันธมิตรที่ไว้วางใจได้ ดังนั้น ไทยควรสร้างบทบาทของตนเองให้เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า
สำหรับการขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรม นางศุภจี กล่าวว่า ในส่วนของกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนที่รับผิดชอบด้านการค้าและบริการ จะมีการทำงานผ่าน 4 คณะทำงาน ได้แก่ 1. เศรษฐกิจสร้างสรรค์และเศรษฐกิจจากผู้มาเยือน 2. เกษตรและความมั่นคงทางอาหาร 3. ชุมชนและเอสเอ็มอี และ 4. การค้าระหว่างประเทศ โดยจะไม่ทำงานแบบแยกส่วน แต่ต้องเชื่อมโยงการทำงานระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ และภาคเอกชน เพื่อสร้างผลลัพธ์ร่วมกัน
การทำงานดังกล่าวจะยึดหลักสำคัญ 5 ประการ คือ ปลดล็อกข้อจำกัด ทำงานเป็นทีมเดียวกัน สร้างมูลค่าจากปริมาณไปสู่คุณค่า เชื่อมโยงการทำงานอย่างไร้รอยต่อ และมีผลลัพธ์ที่สามารถวัดผลได้
นางศุภจี กล่าวว่า ในระยะต่อไปจะต้องกำหนดผลสำเร็จสำคัญระยะสั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถเห็นผลได้ภายใน 6-12 เดือน มีความชัดเจน เป็นรูปธรรม และวัดผลได้ ขณะเดียวกันต้องกำหนดผลสำเร็จสำคัญสำหรับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างและสร้างเครื่องยนต์ใหม่ของประเทศในระยะยาว เพื่อไม่ให้การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าส่งผลเพียงระยะสั้น แต่ต้องนำไปสู่รูปแบบการเติบโตที่ยั่งยืน โดยต้องจัดลำดับความสำคัญ กำหนดเจ้าภาพและพันธมิตร กำหนดกรอบเวลา มีหมุดหมายที่ชัดเจน และมีตัวชี้วัดผลสำเร็จที่สามารถวัดผลได้
นอกจากนี้ นางศุภจี กล่าวว่า รัฐบาลกำลังทำงานอย่างเต็มที่เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เป้าหมายดังกล่าว โดยการดำเนินงานต้องสร้างสมดุลระหว่างการแก้ปัญหาในระยะสั้นกับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเพื่อคว้าโอกาสในระยะยาว ไม่ใช่ดำเนินการที่ให้ประโยชน์เฉพาะหน้าแล้วสูญเสียโอกาสในอนาคต แต่ต้องสร้างรูปแบบการเติบโตที่สามารถรับมือกับความท้าทายในปัจจุบันและสร้างศักยภาพในการเติบโตอย่างยั่งยืน
“เราไม่ได้ทำสิ่งที่จะให้ประโยชน์เพียงระยะสั้นแล้วปล่อยให้ประโยชน์ระยะยาวหายไป แต่ต้องทำให้สิ่งที่เรากำลังดำเนินการอยู่สามารถรับมือกับความท้าทายในวันนี้ และปรับเปลี่ยนโครงสร้างเพื่อให้เราสามารถคว้าโอกาสในระยะยาว ซึ่งจะนำไปสู่รูปแบบการเติบโตที่ยั่งยืนของประเทศ” นางศุภจี กล่าว
#ศุภจีสุธรรมพันธุ์ #ศุภจี #กระทรวงพาณิชย์ #เศรษฐกิจไทย #การค้าไทย #ส่งออกไทย #เอสเอ็มอี #ผู้ประกอบการไทย #ตลาดส่งออก #เศรษฐกิจไทยวันนี้ #ข่าวเศรษฐกิจ #ข่าววันนี้








