‘อนุสรณ์’ จี้ปฏิรูปการคลังทั้งระบบ ชี้ตัดงบปี 70 แค่หลักพันล้านไม่พอแก้วิกฤตหนี้
วันที่ 13 ส.ค.69 ที่รัฐสภา รศ.อนุสรณ์ ธรรมใจ สส.พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร แถลงข่าวถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการปฏิรูปการคลังของประเทศไทยทั้งระบบ โดยระบุว่าการพิจารณาปรับลดงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ของหน่วยงานต่างๆ ในขณะนี้ยังไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์ทางการคลังในอนาคต หรือการรับมือกับดักวิกฤตหนี้สาธารณะ
เนื่องจากภาพรวมการปรับลดงบประมาณที่ทำได้เพียงระดับหลักพันล้านบาทนั้น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้เพียงเล็กน้อยและตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่เร่งด่วนออกไปได้เพียงบางส่วนเท่านั้น แต่ระบบการคลังของไทยทั้งระดับชาติและท้องถิ่นยังคงเต็มไปด้วยปัญหาความไม่โปร่งใส การทุจริต และการใช้เงินภาษีที่ไม่คุ้มค่า
รศ.อนุสรณ์ ชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดจากการผูกขาดอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ทำให้การจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าศักยภาพ โดยเฉพาะการปฏิรูปภาษีทรัพย์สินที่ยังไม่สามารถผลักดันได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้ภาระภาษีตกอยู่กับชนชั้นกลาง โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือน จึงเสนอให้รัฐบาลปฏิรูปรายได้และกระจายภาระภาษีอย่างเป็นธรรม สร้างแรงจูงใจให้ธุรกิจนอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบมากขึ้น
นอกจากนี้ยังพบปัญหาว่างบประมาณปี 2570 ยังมีความกระจัดกระจาย ไม่สะท้อนฐานะทางการคลังที่แท้จริง เพราะยังไม่ใช่การจัดทำงบประมาณแบบรวมยอด ที่รวมไปถึงเงินนอกงบประมาณของหน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ กองทุนหมุนเวียน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งขาดการกำกับตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพจนนำไปสู่การรั่วไหลของเม็ดเงิน
สำหรับการปฏิรูปการคลังทั้งระบบที่เปรียบเสมือนการผ่าตัดใหญ่นั้น รศ.อนุสรณ์ ได้เสนอแนวทาง 4 ข้อ ประกอบด้วย 1. การปฏิรูปรายได้และขยายฐานภาษี 2. การจัดทำงบประมาณแบบรวมยอดควบคู่กับงบประมาณฐานศูนย์ และการประเมินผลตามสัมฤทธิ์ของโครงการ 3. ทบทวนมาตรการประชานิยมและรายจ่ายประจำทั้งหมด และ 4. การปิดรูรั่วทุจริตจัดซื้อจัดจ้างที่รั่วไหลสูงถึง 200,000 - 500,000 ล้านบาทต่อปี
ทั้งนี้ยังให้ข้อมูลเกี่ยวกับรายจ่ายสวัสดิการบุคลากรภาครัฐที่เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจาก 300,000 ล้านบาทในปี 2560 มาอยู่ที่เกือบ 600,000 ล้านบาทในปี 2570 ขณะที่จำนวนบุคลากรคงที่อยู่ที่ประมาณ 3 ล้านถึง 3.2 ล้านคน สะท้อนว่าต้นทุนต่อบุคลากรเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5% ต่อปี โดยในงบปี 2570 มีรายจ่ายบุคลากรรวมสูงกว่า 800,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 37.9% ของงบประมาณทั้งหมด ซึ่งสูงกว่าประเทศที่มีระดับการพัฒนาใกล้เคียงกันอย่างฟิลิปปินส์และมาเลเซีย รวมถึงสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงถึง 17%
ในประเด็นหนี้สิน รศ.อนุสรณ์ เสนอให้รัฐบาลเร่งชำระคืนภาระตามมาตรา 28 ของ พรบ.วินัยการเงินการคลัง ให้กับสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ โดยเฉพาะกรณี ธกส. ที่รัฐบาลค้างชำระหนี้สูงถึง 960,000 ล้านบาท แต่กลับมีการจัดสรรงบชดเชยในปี 2570 เพียง 35,982 ล้านบาท ซึ่งอาจกระทบต่อสภาพคล่องและภารกิจของสถาบันการเงินได้ พร้อมเสนอให้ทยอยลดเพดานภาระตามมาตรา 28 กลับสู่ระดับไม่เกิน 30% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี หลังจากที่มีการขยายเพดานมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลชุดก่อนเพื่อรองรับมาตรการช่วยเหลือประชาชน
"ความพยายามในการตัดลดงบประมาณรายจ่ายลงเปรียบเสมือนการห้ามเลือดเท่านั้น แต่การปฏิรูปการคลังทั้งระบบคือการผ่าตัดใหญ่ที่เราต้องเร่งดำเนินการ ทั้งการปฏิรูปรายได้และขยายฐานภาษี การทำงบประมาณแบบรวมยอดที่สะท้อนภาพรวมทั้งหมด และที่สำคัญที่สุดคือการปิดรูรั่วจากการทุจริตในระบบการจัดซื้อจัดจ้างที่รั่วไหลปีละกว่าสองถึงห้าแสนล้านบาท เพื่อให้นำเงินเหล่านี้กลับมาดูแลสวัสดิการและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างแท้จริง"
นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำถึงการปฏิรูประบบราชการโดยเริ่มต้นจากการสะสางปัญหาการทุจริตสอบข้า ราชการท้องถิ่น โดยเสนอให้มีการตรวจสอบย้อนหลัง 10 ปี เนื่องจากเป็นกระบวนการทุจริตขนาดใหญ่ที่ทำต่อเนื่องมานาน โดยเฉพาะในช่วงที่ไม่มีการเลือกตั้งท้องถิ่น เพื่อสร้างระบบคุณธรรมและเปิดโอกาสให้คนมีความรู้ความสามารถเข้าสู่ระบบราชการ
ซึ่งประเด็นนี้มีความเชื่อมโยงกับปัญหาความไม่เชื่อมั่นในการสรรหาองค์กรอิสระและการคัดเลือก สว. ที่ส่งผลต่อการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจ พร้อมเสนอให้ใช้หลักการ Risk-based approach ในการตรวจสอบจุดที่มีความเสี่ยงต่อการทุจริตสูง และผลักดันกฎหมายคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสเพื่อปกป้องข้า ราชการระดับกลางและล่าง
รศ.อนุสรณ์ เปิดเผยว่า คณะกรรมาธิการการเงินการคลังฯ กำลังติดตามตรวจสอบกรณีการใช้ตลาดหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียนในการฟอกเงินของกลุ่มทุนสีเทา ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าห่วงใยและอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของไทยในการเป็นศูนย์กลางทางการเงินระดับโลก โดยมีการเชิญเลขาธิการ ก.ล.ต. มาชี้แจง
รวมถึงการเตรียมประสานประธานรัฐสภาเพื่อนำคณะ สส. เดินทางไปยังประเทศเมียนมา เพื่อพบปะกับอองซานซูจีและนักโทษการเมือง เพื่อผลักดันกระบวนการสันติภาพและมนุษยธรรมในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจะส่งผลบวกต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจของไทยโดยรวม
#อนุสรณ์ #ปฏิรูปการคลัง #งบปี70 #วิกฤตหนี้ #หนี้ประเทศ #เศรษฐกิจไทย #การคลัง #ข่าวการเมือง #ข่าววันนี้ #สยามรัฐออนไลน์ #siamrathonline








