บอย อินชัวร์
อุบัติภัยรายใหญ่ ทั้งที่มาในรูปแบบอุบัติภัยจากภัยธรรมชาติทั้งลมพายุ ฝนฟ้าคะนอง น้ำท่วม และอีกส่วนมาจากอุบัติภัยหรืออุบัติเหตุเพราะความประมาทเลินเล่อจากเงื้อมือมนุษย์ ซึ่งอุบัติภัยเหล่านี้ล้วนทวีลำดับความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นทุกขณะ บางครั้งภัยที่เราไม่คาดคิดว่าจะอุบัติขึ้น กลับก็เกิด ในตลอดรอบ กว่า1ขวบปีผ่านมา แม้ทุกเคสจะมีการซื้อประกันภัยคุ้มครองเอาไว้เยียวยาผู้บาดเจ็บล้มตาย แต่บางเคสก็หาได้ซื้อความคุ้มครองเยียวยาผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตได้ครอบคลุม โดยเฉพาะการซื้อประกันความรับผิดชอบบุคคลภายนอก ที่ยังพบว่าซื้อวงเงินไม่ค่อยสูงครอบคลุมเหยื่อสังเวยชีวิตอย่างสมเหตุสมผล หากจะมีบ้างบางรายที่ตระหนักซื้อไว้รองรับความเสี่ยงภัยอย่างครอบคลุมทั้งชีวิตและทรัพย์สิน แต่บางรายก็หาได้ตระหนักเรื่องนี้ ไม่ได้ซื้อความคุ้มครองประกันความรับผิดชอบยุคคลภายนอกเอาไว้เลยก็มี ซึ่งนับเป็นอุทาหรณ์เตือนใจและเป็นกรณีศึกษาของเจ้าของทรัพย์สินหรือผู้ประกอบการที่ยังละเลยและควรหันตระหนักและตื่นตัวกับเรื่องนี้ มิใช่ซื้อคุ้มครองเพียงดูแลแต่ทรัพย์สินหรือกิจการตัวเองที่เสี่ยงไว้เท่านั้น
ทั้งนี้หากมองย้อนกลับไปปีกว่าๆผ่านมา ตลอดทั้งปี2568 ภัยส่วนใหญ่สร้างมูลค่าความเสียหายทางทรัพย์สินเสียหายมากกว่า และวงเงินสินไหมจ่ายของประกันจะหนักไปทางเคลมสินไหมทรัพย์สินที่ค่อนข้างสูง หากจะต้องจ่ายเคลมประกันความรับผิดชอบบุคคลภายนอกค่อนข้างสูงเห็นจะเป็นกรณึตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)กำลังสร้างใหม่เกิดถล่มพังครืนลงมา
โดยเหตุการณ์เศร้าสลดตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่พังถล่มเมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568 เกิดจากความบกพร่องในการออกแบบและวิธีก่อสร้าง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและสูญหายจำนวนมาก และยังอยู่ระหว่างการดำเนินคดีทางกฎหมายเพื่อหาผู้กระทำผิดอยู่
กรณีตึก(สตง.ถล่มนั้น มีวงเงินเอาประกันภัยการก่อสร้าง (CAR) รวม 2,241 ล้านบาท โดยมี 4 บริษัทประกันภัยหลักรับประกันร่วมกัน ได้แก่ ทิพยประกันภัย, กรุงเทพประกันภัย, อินทรประกันภัย และวิริยะประกันภัยรายละเอียดการรับประกันภัยวงเงินคุ้มครองรวม: 2,241 ล้านบาท สำหรับความเสียหายระหว่างการก่อสร้างสัดส่วนการรับประกัน: ทิพยประกันภัยรับสูงสุด 40% ส่วนกรุงเทพประกันภัย อินทรประกันภัย และวิริยะประกันภัย ร่วมรับความเสี่ยงในสัดส่วนที่เหลือและมีการทำประกันภัยต่อ (Reinsurance) รองรับไว้แล้ว
กระทั่งถัดมาเกิดเหตุการณ์เขย่าขวัญจากแผ่นดินไหวใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่ออาคารและคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯเมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568 โดยมีหลายบริษัทประกันภัยยักษ์ใหญ่ทั้งไทยและเทศที่รับประกันวินาศภัยหรือประกันภัยทรัพย์สิน (IAR) ให้กับอาคารชุดและห้องชุดทั้งในรูปเจ้าของซื้อประกันผ่านสถาบันการเงินที่ปล่อยสินเชื่อ และอีกส่วนนิติบุคคลอาคารชุดบังคับให้จัดทำประกันไว้
ทั้งนี้เดชะบุญไม่มีใครบาดเจ็บล้มตาย มีแต่อาคารคอนโดแตกร้าวเสียหายกระทบชาวคอนโดนั่งไม่ติดและอพยพเคลื่อนย้ายหาที่พักชั่วคราวโกลาหลทีเดียว จนป่านนี้เงินสินไหมค่าซ่อมแซมยังไม่ได้รับเชื่อว่ามจำนวนมากๆทีเดียว กว่าจะตรวจสอบเงื่อนไขความคุ้มครองภัยแผ่นดินไหวจากกรมธรรม์ของตนเองหรือสอบถามจากทางนิติบุคคลบันทึกหลักฐาน และถ่ายภาพหรือวิดีโอรอยแตกร้าวและความเสียหายทั้งหมดอย่างละเอียดก่อนเริ่มซ่อมแซมแจ้งบริษัทประกัน และเคาะเช็คติดต่อบริษัทประกันภัยหรือธนาคารผู้รับจำนองเพื่อยื่นเรื่องเคลมและรับเลขที่แจ้งเคลมการจ่ายเงินใข้เวบาปาเข้าไปร่วมปี หากตกลงราคาประเมินความเสียหายกันได้ ก็ลากยาวไปอีก ทั้งที่คปภ.ประกาศปาวๆว่าบริษัทประกันต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนภายใน 15 วัน เรียกว่าความเสียหายจากเขย่าขวัญแผ่นดินไหวอาคารคอนโดเที่ยวนี้นับหลายหมื่นล้านบาทเลย
แต่ไม่วายจะหยุดภัยพิบัติเพียงแค่นี้ ส่งท้ายปีกลับดันมาเกิดมหาอุทกภัยใหญ่เป็นปรากฎการณ์ในหลายจว.ภาคใต้ โดยเฉพาะเกิดน้ำท่วมหาดใหญ่เป็นประวัติการณ์อันเนื่องมาจาก1)ผลกระทบของลานีญาเมื่อมันเกิดในพื้นที่ต่างๆ ก็คือ จะทำให้สภาพอากาศเย็นกว่าปกติในบางพื้นที่ และพื้นที่ที่เคยฝนตกอยู่แล้ว ก็จะตกหนักขึ้นกว่าเดิม 2) ปริมาณฝนที่ตกหนัก : สถิติระบุว่า เมื่อวันที่ 22 พ.ย.2568 มีปริมาณน้ำฝนสะสมมากถึง 477 มิลลิเมตรที่จังหวัดสงขลา ขณะที่ในพื้นที่อื่นก็เผชิญกับปริมาณน้ำฝนสะสมที่มากเช่นกันในระดับ 300-400 มิลลิเมตร สภาพภูมิประเทศของเมืองหาดใหญ่ยังเป็นพื้นที่ราบต่ำ ทำให้เมื่อน้ำไหลหลากจากทิศทางต่างๆ ต้องผ่านเมืองหาดใหญ่ก่อนที่จะระบายออกสู่ทะเลสาบสงขลา บวกกับช่วงเวลาที่น้ำทะเลหนุนสูงด้วย ก็ยิ่งทำให้การระบายน้ำออกจากเมืองเจออุปสรรคด้วย 3) สถานการณ์น้ำท่วมในปีนั้น ต้องยอมรับว่าแตกต่างไปจากที่ผ่านมา เพราะถ้าเทียบกับปีที่แล้ว น้ำจะไหลมาจากอำเภอสะเดา แต่ปีนี้ปริมาณน้ำกลับไหลมาจากอำเภอจะนะ เข้าสู่นาหม่อม ก่อนเข้าสู่หาดใหญ่ ทำให้ปริมาณน้ำหลากมีความรุนแรงมากขึ้น
และ4) เมืองหาดใหญ่ได้ขยายตัวเพิ่มมากขึ้น ผ่านการสร้างถนน และอาคารต่างๆ ขึ้นมาแทนที่พื้นที่ตามธรรมชาติ ซึ่งเคยเป็นพื้นที่ที่คอย ‘ซับน้ำ’ ให้กับเมือง เมื่อเป็นเช่นนี้ น้ำที่ไหลลงคลองอู่ตะเภาจึงสามารถเดินทางอย่างรวดเร็ว และรุนแรงมาก จนทำให้เมืองต้องเจอกับน้ำท่วมอย่างหนัก แถมยังมีการเปลี่ยนรูปแบบการใช้ประโยชน์ของที่ดิน จนไปขวางและทับทางระบายน้ำ ทำให้น้ำไหลออกไปจากเมืองได้ยากลำบากยิ่งขึ้น
ขณะนั้นยอดการแจ้งสินไหมทดแทนจากเหตุอุทกภัยเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการประกันภัยรถยนต์มีผู้แจ้งเคลมสินไหมขณะนั้นประมาณ 29,000 ราย มูลค่าความเสียหายรวมเกือบ 8,000 ล้านบาท ส่วนการประกันวินาศภัยประเภทอื่น เช่น บ้านเรือนหรือทรัพย์สินประเภทต่าง ๆ มีการแจ้งเคลมประมาณ 25,000 ราย คิดเป็นมูลค่าสินไหมรวมราว 1.9–2 พันล้านบาท
สรุปตลอดทั้งปี2568 ภัยรายใหญ่ที่ธุรกิจประกันเผชิญวิบากกรรมนั้นล้วนเสียหายต่อทรัพย์สินเป็นมูลค่าสูงไม่น้อยทีเดียว ที่ดูจะหนักสุดๆคงเป็นเคลมแผ่นดินไหมคอนโดเกลื่อนกรุงที่วอลุ่มเรียกร้องสินไหมสูงนับหลายหมื่นล้านบาท และเคลมสินไหมน้ำท่วมหาดใหญ่และหลายจว.อีกนับหลายหมื่นล้านบาท ซึ่งวงเงินเรียกร้องเคลมไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
ก่อนจะผลัดวันใหม่มาสู่ปี 2569 ก็ประเดิมเกิดกรณีเหตุสลดเครนถล่มที่อำเภอสีคิ้ว เมื่อวันที่ 14มกราคม 2569มีบมจ. ทิพยประกันภัย เป็นผู้รับประกันภัย คุ้มครองกรณีเสียชีวิต 1ล้านบาทต่อราย
ถัดมาวันที่ 2ก.ค.2569 ก็เกิดอุบัติเหตุรถยนต์หมายเลขทะเบียน บต 1944 มุกดาหาร เฉี่ยวชนคณะพระภิกษุซึ่งอยู่ระหว่างเดินทางกลับ จากวัดภูมโนรมย์ อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร เพื่อเดินทางไปยังจังหวัดอุบลราชธานี เหตุเกิดบริเวณถนนบ้านนาสีนวล อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ส่งผลให้มีพระภิกษุมรณภาพ 10 รูป บาดเจ็บสาหัส2 รูป และบาดเจ็บอีกจำนวน 10 รูป โดยจากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นพบว่า รถยนต์คันเกิดเหตุได้จัดทำประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (พ.ร.บ.) ไว้กับบริษัท เทเวศประกันภัย จำกัด (มหาชน) มีระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคม 2569 ถึงวันที่ 6 มีนาคม 2570
ทั้งนี้เงื่อนไขจะคุ้มครองกรณีบาดเจ็บได้รับค่ารักษาพยาบาลตามจริงสูงสุดไม่เกินรายละ 30,000 บาท และกรณีเสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวรได้รับรายละ 35,000 บาท ทั้งนี้ หากภายหลังปรากฏว่าผู้ขับขี่รถยนต์คันดังกล่าวมีความรับผิดตามกฎหมาย ผู้ประสบภัยหรือทายาทจะได้รับความคุ้มครองเพิ่มเติมตามเงื่อนไขที่กำหนดในกรมธรรม์ โดยกรณีบาดเจ็บได้รับค่ารักษาพยาบาลตามจริงสูงสุดไม่เกินรายละ 80,000 บาท รวมค่าเสียหายเบื้องต้น กรณีเสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิงได้รับค่าสินไหมทดแทนสูงสุดรายละ 500,000 บาท รวมค่าเสียหายเบื้องต้น และกรณีเข้ารับการรักษาตัวเป็นผู้ป่วยในมีสิทธิได้รับค่าชดเชยรายวัน วันละ 200 บาท สูงสุดไม่เกิน 20 วัน
ทั้งที่กรณีการเกิดเหตุทำนองนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อวันที่ 14 ต.ค.ปี2566 ที่จ.มหาสารคามก็เคยเกิดเหตุสลดรถบรรทุกพ่วง 18 ล้อเสียหลักพลิกคว่ำบนถนนหลวง ใกล้โรงเรียนบ้านท่าสองคอน ต.ท่าสองคอนพุ่งชนพระภิกษุขณะเดินบิณฑบาตดับคาที่ 1 อีก 2 รูปรอดหวุดหวิด
ไม่เพียงเท่านี้ ถัดมาก็เกิดอุบัติเหตุระทึก รถบัสทัศนศึกษา เสียหลักพลิกคว่ำตกถนนหลวงหมายเลข 24 หน้าวัดดังจ.สุรินทร์ นักเรียน-ครูรวม 57 ชีวิตบาดเจ็บ โดยเหตุเกิดเมื่อเวลา 11.22 น.ของ วันที่ 17 ก.ค.2569 ได้มีรถบัสนำนักเรียนทัศนศึกษาจากโรงเรียนแห่งหนึ่ง อ.ขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ พลิกคว่ำบนทางหลวงหมายเลข 214 บริเวณหน้าวัดตาลวก ต.กังแอน อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ ซึ่งนักเรียน 51 คน และครู 6 คน แต่โชคดีไป มีผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิต
จนล่าสุดไม่นานมานี้ก็เกิดเหตุโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่สุดในรอบปี ก็คือเหตุเพลิงไหม้ โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 เวลาประมาณ 23.57 น. ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวมเบ็ดเสร็จถึง 37 ราย และบาดเจ็บกว่า 70 ราย เมื่อมีการพลิกแฟ้มตรวจสอบข้อมูลคปภ.กลับพบว่าสถานประกอบการที่เกิดเหตุ จัดทำประกันอัคคีภัยไว้กับบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) วงเงินเอาประกันภัยรวม 40 ล้านบาท ให้ความคุ้มครองความเสียหายจากไฟไหม้ ฟ้าผ่า และการระเบิดของแก๊สที่ใช้เพื่อการอยู่อาศัย โดยทรัพย์สินที่ได้รับความคุ้มครอง ประกอบด้วย อาคาร วงเงิน 25 ล้านบาท, เฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์ วงเงิน 13 ล้านบาท และสต็อกสินค้าและเครื่องดื่ม วงเงิน 2 ล้านบาท มีระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 18 มี.ค.2569 ถึงวันที่ 18 มี.ค.2570 โดยไม่ปรากฏว่ามีการซื้อประกันความรับผิดชอบบุคคลภายนอก
แต่หายเศร้าโศกกันไม่เท่าไหร่ ก็มาเจอเรื่องสะเทือนใจขึ้นมาอีกจนได้ จากล่าสุดหมาดๆได้เกิดเหตุกราดยิงภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569ไม่กี่วันที่ผ่านมา สร้างความสะเทือนใจในการสูญเสียจากเหตุการนี้อย่างมาก มีผู้เสียชีวิตรวม 9คน ในจำนวนนี้เป็นครู 5 คน รวมถึงปู่และย่าของผู้ก่อเหตุ
ทั้งนี้พบว่าทางบริษัท วิริยะประกันภัย ได้ตรวจสอบและยืนยันความคุ้มครองมาแล้วว่าทางโรงเรียนได้ซื้อประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่มสำหรับสถานศึกษา (PA นักเรียน) โดยมี วงเงินความคุ้มครองจากประกันภัยกลุ่ม (วิริยะประกันภัย)กรณีเสียชีวิต: ได้รับเงินชดเชยสูงสุด 100,000 บาทต่อคนกรณีบาดเจ็บได้รับวงเงินค่ารักษาพยาบาล 10,000 บาทต่อคน
กล่าวโดยสรุป อุบัติภัยรายใหญ่นับว่าเกิดขึ้นในหลากหลายรูปแบบใหม่ๆอย่างไม่เคยมีใครคาดคิดถึงว่าจะเกิด จากหลายต่อหลายเหตุการณ์น่าจะเป็นเครื่องเตือนสติให้เจ้าของทรัพย์สิน หรือผู้ประกอบการ ตลอดจนพี่น้องประชาชนไม่ควรตั้งอยู่บนความประมาท หากควรตื่นตัวในความรับผิดชอบต่อส่วนรวม เมื่อภัยมาถึง ไม่ควรมองข้ามการจัดทำหรือจัดซื้อภัยเพิ่มถึงการประกันความรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอก ในขณะเดียวกันหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องได้เวลาหรือยังที่จะสังคายนากฎหมายใหม่ให้เจ้าของกิจการหรือสถานประกอบการ อาคารตึกสูงได้จัดซื้อความคุ้มครองภัยเพิ่มสำหรับประกันความรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอกในวงเงินที่สูงสอดคล้องและสะท้อนกับสภาพข้อเท็จจริงของค่าครองชีพและอัตราเงินเฟ้อในปัจจุบันอย่างแท้จริง








