ท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ทั่วโลกต้องเผชิญ คำตอบของการอยู่รอดอาจอยู่ที่การยอมให้ 'ธรรมชาติได้ฟื้นฟูธรรมชาติเอง' ร่วมเจาะลึกแนวคิด Sustainable Wellbeing จากเวทีเสวนา "ศูนย์เรียนรู้ ปตท. พลังความรู้เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืน" เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 อาคาร ปตท. สำนักงานใหญ่ เพื่อเป็นเวทีสำคัญในการถ่ายทอดบทเรียนความสำเร็จจากการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมของศูนย์เรียนรู้ ปตท. ที่สร้างประโยชน์ต่อคุณภาพชีวิต (Wellbeing) และเชื่อมโยงการทำงานร่วมกับเครือข่ายทั้งภาครัฐ วิชาการ และชุมชน ในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดี
ตลอดระยะเวลา 48 ปีที่ผ่านมา ปตท. ในฐานะบริษัทพลังงานแห่งชาติ ได้มุ่งมั่นดำเนินงานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีโครงการสำคัญที่เป็นที่รู้จัก คือ โครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติ 1 ล้านไร่ ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2537 เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับคนไทยทั่วประเทศ และต่อยอดขยายผลการฟื้นฟูป่าจนถึงปัจจุบัน ซึ่งตลอดระยะเวลาดำเนินงาน ปตท. มีองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการปลูกป่าในรูปแบบต่างๆ พร้อมที่จะถ่ายทอดต่อสู่สาธารณชน จึงได้มีการจัดตั้ง “สถาบันปลูกป่าและระบบนิเวศ ปตท.” ขึ้น เพื่อรวบรวมองค์ความรู้ที่มี นำไปต่อยอดเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม ทั้งในด้านงานวิชาการ งานวิจัย และการส่งเสริมการเพิ่มพื้นที่สีเขียว
รวมไปถึงสร้างพื้นที่การเรียนรู้ สนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและขับเคลื่อนการอนุรักษ์ผ่านศูนย์เรียนรู้ ซึ่งในปัจจุบันอยู่ในความดูแลของสถาบันปลูกป่าและระบบนิเวศ ปตท.จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ ศูนย์เรียนรู้ป่าในกรุง กรุงเทพฯ ศูนย์เรียนรู้ป่าวังจันทร์ จังหวัดระยอง ศูนย์ศึกษาเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลนสิรินาถราชินี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (พื้นที่ความร่วมมือกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง)และศูนย์เรียนรู้สวนเฉลิมพระเกียรติฯ 80 พรรษา คุ้งบางกะเจ้า จังหวัดสมุทรปราการ (พื้นที่ความร่วมมือกับกรมป่าไม้)
ภายในงานมีกิจกรรมสำคัญ ๆ ในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการ ประสบการณ์ ในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้ยั่งยืน เริ่มจาก ปาฐกถาพิเศษ “ปตท. สืบสานพระราชปณิธาน การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน โดย ศ.ดร.สนิท อักษรแก้ว ที่ปรึกษาศูนย์เรียนรู้ทรัพยากรป่าไม้และระบบนิเวศ ปตท. และราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ ราชบัณฑิตยสภา ตอนหนึ่งของปาฐกถาพิเศษ ได้กล่าวเน้นย้ำแนวคิดการอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าไม้ที่ยั่งยืนด้วยการใช้กลไกธรรมชาติ ผ่านการขับเคลื่อนสร้างพื้นที่สีเขียวที่หลากหลายตั้งแต่ป่าชายฝั่งถึงยอดเขา การดำเนินงานมุ่งสืบสานพระราชปณิธานด้านสิ่งแวดล้อม และสร้างความตระหนักรู้แก่เยาวชน ผ่านศูนย์เรียนรู้ป่าไม้และระบบนิเวศของปตท.
ขณะที่เวทีเสวนา “พลังความรู้…เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืน…Sustainable Wellbeing” โดย คุณชัชนรินทร์ ชัชวงศ์วาลย์ ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลน สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 3 ดร.สิรินทร์ แก้วละเอียด ที่ปรึกษาด้านป่านิเวศและการปลูกป่าแบบมิยาวากิ ผศ.ดร.พสุธา สุนทรห้าว หัวหน้าภาควิชาการจัดการป่าไม้ คณะวนศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผศ.มณฑาทิพย์ โสมมีชัย อาจารย์ประจำภาควิชาวนวัฒนวิทยา คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดำเนินการเสวนาโดย คุณสุวิกรม อัมระนันทน์ นักแสดงและพิธีกร
โดยเวทีเสวนาได้ร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิด ด้วยการรวบรวมมุมมองผู้เชี่ยวชาญเพื่อขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำ โดยเน้นการเปลี่ยนความรู้ด้านการอนุรักษ์เป็นผลลัพธ์เชิงบวกผ่านศูนย์เรียนรู้ระบบนิเวศทั้ง 4 แห่ง แนวทางหลักประกอบด้วย การใช้กลไกธรรมชาติ (Nature-based Solutions) ควบคู่กับแนวคิด Nature Positive เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศ และการยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนให้เติบโตไปพร้อมกับสิ่งแวดล้อม
สำหรับเวทีเสวนา “ผลลัพธ์เชิงสังคม-เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมจากศูนย์เรียนรู้ ปตท. โดย คุณวัลลภ ปรีชามาตย์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานขับเคลื่อนนโยบายและกลไก กองจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) คุณบุบผาทิพย์ แช่มนิล กลุ่มรักษ์เขาชะเมา จ. ระยอง คุณพีรธร เสนีย์วงศ์ ผู้ก่อตั้งร้านศูนย์บาท ชุมชนอ่อนนุช 14 ไร่ กรุงเทพฯ คุณพศิกา เสกตระกูล ประธานกลุ่มกิจการเพื่อสังคมเพจบางกะเจ้า จ. สมุทรปราการ ดำเนินการเสวนาโดย คุณคมสัน หงภัทรคีรี ผู้จัดการศูนย์ศึกษาเรียนรู้ระบบนิเวศ ป่าชายเลนสิรินาถราชินี จ.ประจวบคีรีขันธ์
สะท้อนความสำเร็จในการเปลี่ยน "พลังความรู้" ให้เป็นประโยชน์ที่จับต้องได้จริงในทุกมิติ โดยแบ่งออกเป็น 3 ด้านหลักได้แก่ ผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อม เปลี่ยนพื้นที่เสื่อมโทรมและที่รกร้างให้กลายเป็นระบบนิเวศป่าที่สมบูรณ์ ทั้งป่าเมือง ป่าบก และป่าชายเลนเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอน ช่วยดูดซับก๊าซเรือนกระจกผ่านพื้นที่สีเขียวต้นแบบ ช่วยลดปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเมือง ดักจับฝุ่นละออง และสร้างแนวกันชนภัยธรรมชาติในพื้นที่ชายฝั่ง
ผลลัพธ์ด้านสังคม เป็นห้องเรียนธรรมชาติที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านพฤกษศาสตร์และการอนุรักษ์แก่เยาวชนและประชาชน ยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน สร้างสภาพแวดล้อมที่ดี ส่งเสริมสุขภาวะ และความใกล้ชิดระหว่างคนกับป่าสร้างจิตสำนึกและเครือข่ายรักษ์โลก เปลี่ยนบทบาทคนในพื้นที่และคนเมืองให้กลายเป็นผู้พิทักษ์และภาคีเครือข่ายดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
ผลลัพธ์ด้านเศรษฐกิจ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากผ่านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศรอบศูนย์เรียนรู้ เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น เปิดพื้นที่และโอกาสในการจัดจำหน่ายสินค้าของเครือข่ายชุมชนสู่ตลาดในระดับที่กว้างขึ้น เป็นต้นแบบการปลูกป่าเศรษฐกิจและพืชสมุนไพรที่สามารถพัฒนาต่อยอดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจในอนาคต
นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการและกิจกรรมการเรียนรู้อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น นิทรรศการ Green Wellness for Sustainable Living : แสดงผลการดำเนินงานสถาบันปลูกป่าและระบบนิเวศ ปตท. ศูนย์เรียนรู้ ปตท. และ เครือข่ายสิ่งแวดล้อม ร้อยเรียงเรื่องราวบอกเล่าความเป็นมาของจุดเริ่มต้นของสถาบันฯ ผ่านนิทรรศการ กว่า 3 ทศวรรษ ตั้งแต่ ปี 2537 ปตท.ได้อาสาเข้าร่วมโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติ 1 ล้านไร่ จนบรรลุเป้าหมายในปี 2545 จนเกิดเป็นองค์ความรู้ความเชี่ยวชาญก่อตั้งเป็น สถาบันปลูกป่าและระบบนิเวศ ปตท. และต่อยอดเป็นโครงการฟื้นฟูป่าจนปัจจุบันอยู่ที่ 1,345,582 ไร่ ครอบคลุม 59 จังหวัดทั่วประเทศ มุ่งเน้นฟื้นฟูระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ และขยายผลองค์ความรู้ฟื้นฟูป่าเป็นศูนย์เรียนรู้ทั้ง 4 ศูนย์ฯ
รวมถึงนิทรรศการศูนย์เรียนรู้ทั้ง 4 ศูนย์ฯ ประกอบด้วย ศูนย์เรียนป่าในกรุง กรุงเทพมหานครฯ ในพื้นที่ทั้งหมด 12 ไร่ เพื่อให้เป็นแหล่งเผยแพร่องค์ความรู้ด้านการปลูกป่าแบบผสมผสาน เป็นพื้นที่สะสมพันธุ์ไม้พื้นถิ่นต่าง ๆ ของกรุงเทพมหานคร โดยพลิกฟื้นผืนป่าจากพื้นที่ทิ้งขยะรกร้างสู่การสร้างป่านิเวศ โดยการจำลองสังคมพืชป่าท้องถิ่นของกรุงเทพฯ แห่งเดียวในประเทศไทย
ศูนย์เรียนรู้ป่าวังจันทร์ จ.ระยอง ในพื้นที่ 351.35 ไร่ โดยพลิกฟื้นพื้นที่เกษตรเชิงเดี่ยว ที่ดินเสื่อมโทรม สู่พื้นที่ป่าต้นแบบภาคตะวันออก และแปลงเกษตรที่ยั่งยืน ปัจจุบันได้พัฒนาศูนย์เรียนรู้ให้เป็นพื้นที่สาธิตการปลูกป่าและวิจัยการฟื้นฟูป่าหลากหลายรูปแบบให้สอดคล้องกับการจัดการป่าไม้และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่รวบรวมพันธุ์ไม้ท้องถิ่นภาคตะวันออกและพันธุ์ไม้หายากของไทย
ศูนย์ศึกษาเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลนสิรินาถราชินี จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นพื้นที่ความร่วมมือในการทำงานของ ปตท.กับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ในพื้นที่ทั้งหมด 717.33 ไร่ ให้บริการแก่นักท่องเที่ยว จำนวน 50 ไร่ ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าคลองเก่า-คลองคอย ตำบลปากน้ำปราณ อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการฟื้นฟูป่าชายเลนจากนากุ้งร้างแห่งแรกของประเทศไทย เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้งานวิชาการ และงานวิจัยต่าง ๆ ภายในศูนย์เรียนรู้ การพลิกฟื้นป่าชายเลนจากพื้นที่นากุ้งร้างการต่อยอดการใช้ประโยชน์จากไม้ชายเลน และบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติภายในศูนย์เรียนรู้ให้เป็นแหล่งนิเวศบริการที่ดี
ศูนย์เรียนรู้สวนเฉลิมพระเกียรติฯ 80 พรรษา คุ้งบางกะเจ้า จ.สมุทรปราการ เป็นพื้นที่ความร่วมมือในการทำงานของ ปตท.กับกรมป่าไม้ ในพื้นที่ทั้งหมด 38 ไร่ เป็นสวนสาธารณะที่จัดสร้างขึ้นเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 9) ครบ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ถือเป็นพื้นที่สวนสาธารณะสีเขียวขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากสวนศรีนครเขื่อนขันธ์ (148 ไร่) เพื่อเป็นพื้นที่ศึกษาวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้
ด้านระบบนิเวศลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง รวบรวมและเผยแพร่ ข้อมูลและงานวิจัยของคุ้งบางกะเจ้า รวมถึงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ จัดกิจกรรมนันทนาการ และพักผ่อนสำหรับประชาชนทั่วไป
นอกจากนี้ยังมี นิทรรศการจากเครือข่ายสิ่งแวดล้อม สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสถาบันลูกโลกสีเขียว ภายในงานมีกิจกรรม Workshop อนุรักษ์ธรรมชาติ ได้แก่ การจัดดอกไม้ในโหลแก้วพร้อมน้ำมันหอมระเหยจากธรรมชาติ (มารีจีรัง) การทำเทียนหอมผสมดอกไม้แห้ง และการทำพวงกุญแจรีไซเคิลจากกล่องพลาสติก (Trash to Trend)
บทเรียนจากเวทีเสวนาศูนย์เรียนรู้ ปตท. ในครั้งนี้ ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า 'ความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืน' จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากเราเลือกที่จะเดินแยกจากธรรมชาติ คำตอบในการรับมือกับความท้าทายด้านภูมิอากาศโลก จึงไม่ใช่การควบคุม แต่คือการทำความเข้าใจและยอมรับในกลไกของธรรมชาติ ผ่าน 4 ศูนย์เรียนรู้ต้นแบบ ในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน








