FETCO ชงรัฐตั้งกองทุนซื้อหุ้นกู้เอสเอ็มอีหนุนระดมทุน-ช่วยหลังหมดพักจ่ายหนี้ ชี้ความเชื่อมั่นนักลงทุนซบเซา

เศรษฐกิจ9 ต.ค. 2563 • 16:52 น.
FETCO ชงรัฐตั้งกองทุนซื้อหุ้นกู้เอสเอ็มอีหนุนระดมทุน-ช่วยหลังหมดพักจ่ายหนี้ ชี้ความเชื่อมั่นนักลงทุนซบเซา
สภาธุรกิจตลาดทุนไทย เสนอรัฐช่วยเหลือภาคธุรกิจเอสเอ็มอีให้สามารถเข้ามาระดมทุนในตลาดทุน เล็งตั้งกองทุนช่วยซื้อหุ้นกู้เอสเอ็มอี-แปลงสินทรัพย์เป็นตราสารทางการเงิน พร้อมดึงกลไกของรัฐเป็นคนค้ำประกัน เพื่อจูงใจและลดความเสี่ยงของผู้ลงทุน เผยดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุนยังซบเซาต่อเนื่องจากศก.ถดถอย-การเมืองกดดัน นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า FETCO เสนอรัฐบาลตั้งกองทุนช่วยเหลือธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) เพื่อทำหน้าที่เข้าไปลงทุนในหุ้นกู้ของ SME เพื่อสนับสนุนให้ SME สามารถระดุมทุนผ่านตลาดทุนไทยมากขึ้น และเป็นการช่วยเหลือ SME หลังหมดมาตรการพักชำระหนี้สิ้นเดือนต.ค.63 เช่น หาก SME รายหนึ่งออกหุ้นกู้ 5 ล้านบาท,อีก 1 รายออกหุ้นกู้ 5 ล้านบาท นำมารวมกันเพื่อให้กองทุนดังกล่าวเข้าไปซื้อ โดยมีกลไกของรัฐมาค้ำประกัน เพื่อจูงใจและลดความเสี่ยงของผู้ลงทุน อีกทั้งยังเสนอแนวทางตั้งกองทุนเพื่อเข้าซื้อสินทรัพย์ตราสารทางการเงิน สินเชื่อ หรือหนี้ประเภทสินเชื่อจาก SME ด้วย ทั้งนี้ในเบื้องต้นรัฐบาลได้เห็นชอบในหลักการ เนื่องด้วยตลาดทุนมีศักยภาพในการช่วยเหลือ SME ได้ ซึ่งภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ FETCO เตรียมเข้าหารือกับสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เพื่อหาข้อสรุปของแนวทางดังกล่าวต่อไป โดยเมื่อเช้าที่ผ่านมาได้มีการเข้าพบรองนายกรัฐมนตรี และได้เสนอแนวคิดช่วยเหลือ SME ในแง่การให้ SME มาระดมทุนในตลาดทุนได้ ซึ่งเบื้องต้นมี 2 แนวทางคือ ให้รัฐจัดตั้งกองทุน โดยการนำเงินของนักลงทุนสถาบัน หรือผู้ลงทุนที่สนใจมาเข้าซื้อหุ้นกู้ จากการรวบรวมการออกหุ้นกู้ของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อย และใช้กลไกของภาครัฐเข้ามาเป็นผู้ค้ำประกัน ซึ่งหน่วยงานของรัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องที่จะสามารถเข้ามาร่วมค้ำประกันได้ เช่น บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เพื่อลดความเสี่ยงให้กับผู้ลงทุน หรือตั้งกองทุนซื้อสินทรัพย์ตราสารทางการเงิน นายไพบูลย์กล่าวถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯที่จะเกิดขึ้นในเดือนพ.ย.นี้ว่า FETCO มองว่าหากนายโจ ไบเดน ผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐจากพรรคเดโมแครต ชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ น่าจะช่วยหนุนให้ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวขึ้นได้ ซึ่งไม่ได้แย่เหมือนกับการคาดการณ์ในช่วงก่อนหน้านี้ เนื่องจากนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ และท่าทีการประนีประนอมน่าจะทำให้สงครามการค้าลดความร้อนแรงลง ช่วยให้เศรษฐกิจโลกกลับมาสู่ภาวะปกติหรือมีเสถียรภาพมากขึ้น และเมื่อตลาดหุ้นสหรัฐดี ตลาดเกิดใหม่ ตลาดเอเชีย ซึ่งรวมถึงไทยจะปรับตัวดีไปด้วย ประกอบกับตลาดตราสารหนี้น่าจะปรับตัวดีขึ้นเช่นกันจากสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้น ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือน หรือเดือนธันวาคม 2563 อยู่ในเกณฑ์ซบเซาต่อเนื่องเป็นเดือนที่สอง อยู่ที่ระดับ 67.44 โดยนักลงทุนคาดหวังการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศเป็นปัจจัยหนุนมากที่สุด รองลงมาคือนโยบายภาครัฐและการฟื้นตัวของภาคธุรกิจท่องเที่ยว รวมถึงความคาดหวังการผลิตวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 ส่วนปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ได้แก่ การถดถอยของเศรษฐกิจในประเทศ,สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ,สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และการระบาดรอบสองของไวรัสโควิด-19 ในหลายประเทศ ขณะที่ความเชื่อมั่นรายกลุ่มนักลงทุนพบว่า ความเชื่อมั่นนักลงทุนบุคคลปรับตัวลงเล็กน้อยอยู่ในระดับทรงตัวที่ 80.30 กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์อยู่ในระดับทรงตัวเท่าเดิมที่ 100.00 กลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศปรับตัวลดลงอยู่ในระดับซบเซาที่ 68.42 และกลุ่มนักลงทุนต่างชาติปรับตัวขึ้นมาอยู่ในระดับซบเซาที่ 42.86 สำหรับหมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด คือหมวดอาหารและเครื่องดื่ม (FOOD) และหมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือหมวดธนาคาร (BANK) “ดัชนีหุ้นไทยเดือนกันยายน 2563 ปิดที่ 1,237.04 จุด ปรับตัวลดลงจากเดือนก่อน 5.62% จากหลายปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน อาทิ ข่าวการหยุดชะงักของโครงการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ราคาหุ้นของบริษัทเทคโนโลยีในหลายประเทศปรับลงแรง ข่าวสถาบันการเงินของไทยที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมการโอนเงินที่น่าสงสัย สถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองในประเทศ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0-0.25% ไปจนถึงปี 2566 อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจยังได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการใช้จ่ายภาครัฐ และมาตรการภาครัฐที่ออกมาอย่างต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ" สำหรับปัจจัยต่างประเทศที่ต้องติดตามได้แก่ การกลับมาระบาดอย่างรุนแรงอีกครั้งของไวรัสโควิด-19 จนต้องกลับมาใช้มาตรการ lock down ในหลายประเทศ ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐ - จีนที่เพิ่มมากขึ้น การเจรจา Brexit ระหว่างสหราชอาณาจักรและ EU การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐที่ใกล้เข้ามา ส่วนปัจจัยในประเทศที่น่าติดตามได้แก่ ผลจากการอนุมัติให้บุคคลเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร รวมถึงเปิดรับนักท่องเที่ยวประเภทพิเศษ (Special Tourist VISA: STV) ปัญหาการว่างงานที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น สถานการณ์การเมืองในประเทศที่ร้อนแรงขึ้น และผลจากการกลับมาเริ่มใช้เกณฑ์ปกติ Short Selling Ceiling & Floor ของ SET และ TFEX