“บุรินทร์ อดุลวัฒนะ” จับตา “ดิจิทัลวอลเล็ต” เกาะติด “ศึกอิสราเอล-ปาเลสไตน์”

เศรษฐกิจ20 ต.ค. 2566 • 23:30 น.
“บุรินทร์ อดุลวัฒนะ” จับตา “ดิจิทัลวอลเล็ต” เกาะติด “ศึกอิสราเอล-ปาเลสไตน์”

หมายเหตุ : “ บุรินทร์ อดุลวัฒนะ” กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด  ให้สัมภาษณ์พิเศษรายการ “สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์” ทางช่องยูทูบ Siamrathonline ออกอากาศเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2566 โดยได้ให้ความเห็นถึงการเดินหน้านโยบายแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต คนละ 1หมื่นบาท กับข้อห่วงใยในหลายประเด็นจากนักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์

นอกจากนี้ เอ็มดีจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ฯ ยังติดตามสถานการณ์สงครามระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ จะส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจโลกและต่อประเทศไทยหรือไม่ อย่างไร

- นโยบายแจกเงินดิจิทัล wallet  10,000 บาท กำลังมีข้อกังวลจากหลายๆฝ่าย ทั้งจากนักเศรษฐศาสตร์ ประชาชนในสังคม  ทางด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองเรื่องนี้อย่างไรบ้าง

จริงๆที่หลายๆคนกังวล คือ จำนวนเงินงบประมาณที่จะต้องนำมาใช้ จำนวน5.6แสนล้านบาท ซึ่งจะอยู่ที่ประมาณ 3% ของรายได้ประจำปี หรือ 3% ของ GDP ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่ค่อนข้างมาก  เพราะฉะนั้นความกังวลของนักวิชาการคือ เงินส่วนนี้จะได้ผลกลับมาขนาดไหน ผลประโยชน์ที่ได้รับต่อประเทศชาติ ตลอดจนเม็ดเงินจะเอามาจากไหน เรื่องนี้เป็นสิ่งที่หลายคนกังวล

หลายคนก็บอกว่าจริงๆแล้วการกระตุ้นเศรษฐกิจตรงนี้ คือตัวเงินงบประมาณ 3% ถือว่าไม่ได้มากในเชิงของมหภาค ในเชิงของรัฐบาล ของประเทศชาติไม่ได้เยอะ เพียงแต่อาจจะเป็นเหมือนงบประมาณจัดสรรไปเรียบร้อยแล้ว คล้ายๆเงินงบประมาณที่ต้องเพิ่มเติมขึ้นมา ตรงนี้อาจจะไปกระทบกับพ.ร.บ.วินัยการเงิน การคลัง และที่มาของเงิน ที่รัฐบาลยังไม่ได้ชี้แจงโดยละเอียดว่าจะมาจากไหน จึงเป็นสิ่งที่สร้างความกังวล  ซึ่งรัฐบาลได้ออกมาพูดหลายครั้งแล้วว่าไม่ได้กู้เงินตรงนี้มา

-ทางออกของรัฐบาล ในการที่จะผลักดันนโยบายเรื่องนี้ คือหนึ่งต้องทำความเข้าใจแหล่งที่มาของเงิน นอกจากนี้ การสร้างความมั่นใจ ให้หลายฝ่ายเชื่อมั่นแล้ว ยังจะมีปัจจัยอื่นเพิ่มอีกหรือไม่ ว่าจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง ไม่ใช่เป็นความคาดหวังที่ห่างไกลจากความเป็นจริง

ตอนแรกที่รัฐบาลออกมาว่าจะเป็นดิจิทัลวอลเล็ต  ก็มีข่าวรัฐบาลอาจจะถอยกลับมาใช้เป๋าตัง เพราะตอนแรก ผมคิดว่าหลายคนอาจจะยังไม่เข้าใจว่า ทำไมถึงจะเป็น ดิจิทัลวอลเล็ต ผมว่ารัฐบาลอาจจะยังชี้แจงตรงนี้ไม่ได้ชัด ว่าทำไม จึงไม่แจกเงินธรรมดา นี่คือเรื่องแรก ส่วนเรื่องที่สอง  ที่รัฐบาลบอกจะให้ใช้ภายในแค่ 4 กิโลเมตรของภูมิลำเนา จุดนี้ก็อาจจะมีข้อจำกัดค่อนข้างเยอะโดยเฉพาะประชาชนที่ออกมาทำงานนอกภูมิลำเนาต้องกลับไปเพื่อไปใช้เงิน ก็เป็นข้อกังวล

อันดับสาม ก็คือเรื่องข้อสมมติฐาน ( assumption) ของรัฐบาลว่าเงินลงไปแล้วจะได้ผลต่อ GDP เท่าไหร่ ตรงนี้ผมว่าอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนกับที่นักวิชาการมอง รัฐบาลบอกเงินจะหมุน 5 เท่า 6 เท่า ผมว่าถ้ารัฐบาลชี้แจงแล้ว ทำให้คนสบายใจได้ว่าจะได้ผลมากเท่าไหร่ ผมว่านักวิชาการหลายคนมองว่าเงิน 560,000 ล้าน การแจกเงินเพื่อกระตุ้นการบริโภคอาจจะไม่ได้ยั่งยืน เพราะทำได้เป็นครั้งคราว คงไม่ได้ทำได้บ่อยๆแต่ถ้าหากเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจจะทำได้นาน จะทำให้ GDP ของเราเติบโต ผมว่าสิ่งเหล่านี้มันเป็นคำถาม

และประเด็นเรื่องที่จะแจกเงินให้คนไทยที่มีอายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป จำเป็นหรือไม่ สิ่งเหล่านี้ คือสิ่งที่นักวิชาการมองว่าเราเจาะเป็นกลุ่มเป้าหมายดีกว่าหรือไม่ แทนที่จะเหวี่ยงแหไปทั้งหมด 55 ล้านคน มีความจำเป็นไหม เด็กๆจะเอาเงิน1หมื่นบาทไปทำอะไร  ผมมองว่าถ้าชี้แจงได้ และเป็นนโยบายระยะสั้นที่รัฐบาลบอกว่าอาจจะช่วยบางกลุ่ม อันนี้ก็อาจจะเป็นไปได้ เงื่อนไขการใช้เป็นอย่างไร แล้วทำไมต้องเป็นเงินดิจิทัลวอลเล็ต  ผมว่าตอนนี้ทุกคนรอฟังอยู่

ล่าสุดรัฐบาลได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมา เชื่อว่าอีกไม่นานคงจะมีรายละเอียดออกมา ผมว่าสิ่งเหล่านี้อาจทำให้มีความกังวลบริษัทจัดอันดับเรตติ้ง ก็ออกมาแสดงความกังวล (Concert)  ว่ามีการกู้เงิน ตอนแรกมีข่าวลือว่าอาจจะมีการใช้ธนาคารของรัฐเป็นการไปกู้เงินมาให้ แต่ไม่ได้ออกผ่านตลาดบอนด์ (Bond)  ก็สร้างความกังวลใจว่ามันทำไมรัฐบาลถึงมาหาเงินแนวนี้ ก็เป็นความกังวลที่หลายๆฝ่าย ได้ยกประเด็นนี้ขึ้นมา

-ได้มีการประเมินไหมว่าเสียงสะท้อนจากหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นภาควิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ไปจนถึงภาคการเมืองเอง ทั้งวุฒิสมาชิกได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ล่าสุดมีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อศึกษานโยบายเรื่องนี้ สิ่งต่างๆเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลมากน้อยแค่ไหน

ผมว่าความจริงแล้วรัฐบาล ก็รับฟังอยู่ แต่อาจจะดีกว่านี้ถ้ารัฐบาลออกมาตอบทีละประเด็นเลยว่าสิ่งที่นักวิชาการ ทั้งอดีตผู้ว่าการแบงก์ชาติ ที่ออกมายกประเด็นต่างๆขึ้นมาเกี่ยวกับ ดิจิทัลวอลเล็ต ถ้ารัฐบาลออกมาชี้แจงทีละข้อ ซึ่งผมก็เห็นหลายคน บอกว่าทำไมไม่มาทำการอภิปรายสาธารณะ (public debate) เลย มาคุยกันออกสื่อให้ทุกคนได้ฟัง ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่ง ผมว่าถ้ารัฐบาลรับฟังแล้วก็ชี้แจงได้ชัดเจน ก็ไม่น่าจะมีอะไรน่ากังวล

แต่อีกข่าวหนึ่งก็บอกว่าอาจจะมีการเกลี่ยงบประมาณ มาจากงบประมาณที่มีอยู่แล้ว อันนี้ก็ถ้าบอกชัดเจนและไม่ได้เป็นการกู้เพิ่ม และไม่เป็นการเพิ่มภาระการคลังของรัฐบาล ก็ไม่ได้มีอะไรน่ากังวล

- ในช่วงที่ผ่านมาในส่วนของประเด็นทางการเมือง มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งปัจจัยในส่วนของการเมืองมีผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนมากน้อยแค่ไหน ต่อการที่รัฐบาลจะต้องดำเนินนโยบายเรือธงเรื่องนี้

ในประเด็นเรื่องของการเมือง ผมมองว่าความกังวลไม่ได้มีมาก เนื่องจากนักลงทุน ทั้งต่างชาติและนักลงทุนไทย โดยปกติแล้วจะดูแค่ตัวเลขเป็นสำคัญว่ารัฐบาลลงทุนไปเท่านี้ แล้วจะกลับมากระตุ้นจีดีพีได้เท่าไหร่ จะจัดเก็บภาษีได้เท่าไหร่ ความมั่นคงทางเสถียรภาพทางการเงินของประเทศไทยเป็นอย่างไร ความยั่งยืนการคลังของเราเป็นอย่างไร ซึ่งถ้าออกมาแล้วจัดเก็บรายได้ ได้มากขึ้น กู้ไม่มากจนเกินไป อยู่ภายใต้เพดานหนี้สาธารณะ ผมว่าจุดนี้นักลงทุนเกิดความสบายใจ

ดังนั้นเรื่องการเมือง เป็นเรื่องรอง  เรื่องหลักคือเรื่องตัวเลข จริงๆแล้วนักลงทุนส่วนใหญ่ ไม่ค่อยฟังการเมืองมากนัก แต่จะดูว่านโยบายที่จะออกมาใช้จริงๆนั้น ตัวเลขออกมาเป็นอย่างไร ซึ่งผมว่าบททดสอบจริงๆคือการรอให้รัฐบาลออกมาชี้แจงรายละเอียด และออกมาเป็นมาตรการ จากนั้นนักลงทุน จะสะท้อนความคิดให้ผ่าน ตลาดการเงิน ว่าเขาเชื่อหรือไม่เชื่อ

ฉะนั้น จึงไม่ได้อยู่ที่นักวิชาการออกมาพูด แต่นักลงทุนมีเงินในการลงทุน ดังนั้นสิ่งที่เขากังวล ก็จะสะท้อนจากการที่ถอนเงินออก การขายพันธบัตร จุดนี้คือบททดสอบที่สำคัญ หากรัฐบาลชี้แจงได้ นักลงทุนก็จะคลายความกังวล

- สิ่งที่ทางคุณบุรินทร์เป็นห่วงกับนโยบายนี้ ในส่วนที่อยากจะบอกเพิ่มเติมอะไรกับในส่วนของทางรัฐบาลไปจนถึงภาคประชาชนเองที่เฝ้าติดตาม

ผมมองว่านโยบายควิกวิน การกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเป็นสิ่งที่ดี ในช่วงเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว แต่โดยส่วนตัวของนักเศรษฐศาสตร์ เราไม่ได้อยากเห็นแค่นโยบายควิกวิน ที่ออกมาในระยะสั้นๆ เพราะอาจจะไม่ได้มีความยั่งยืน กระตุ้นเศรษฐกิจได้เป็นครั้งคราว แต่สิ่งที่ประเทศไทยต้องการ คือการเปลี่ยนเครื่องจักร หรือเครื่องยนต์ใหม่ๆในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ตรงนี้ผมว่ารัฐบาลเองได้ให้ความสำคัญในการจะไปดึงเม็ดเงินลงทุนต่างประเทศ และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง

ที่รัฐบาลพูดเรื่องแรงงานในภาคเกษตรที่รายได้น้อย และไม่ยั่งยืน ต้องมาขอพักหนี้สินเรื่อยๆจะเพิ่มรายได้ให้เขาได้อย่างไร เรื่องเครื่องจักรเศรษฐกิจที่ไทยอาจจะเริ่มแพ้ประเทศเพื่อนบ้าน สิ่งเหล่านี้สำคัญกว่ามาก  นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำก็ดีในช่วงที่เราเปลี่ยนผ่าน ในขณะที่เราปรับโครงสร้าง แต่ผมว่าความมั่นคง ยั่งยืนทางเศรษฐกิจ จะมาจากแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งจะไม่ใช่การแจกเงินชั่วคราว  หรือลดค่าไฟ ค่าน้ำ สิ่งเหล่านี้ทำได้ แต่ไม่ยั่งยืน เพราะเรามีงบประมาณจำกัด ซึ่งการแก้ไขอย่างยั่งยืนคือการเพิ่มรายได้ของประเทศ  เพิ่มรายได้ของประชาชน การเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สิ่งเหล่านี้เป็นโจทย์ที่ต้องฝากรัฐบาลเอาไว้

- เราไม่สามารถที่จะพึ่งพาในเรื่องของภาคการท่องเที่ยวได้เพียงอย่างเดียวใช่หรือไม่ เพราะมีผลกระทบหลายด้านที่เกิดขึ้นกับภาคธุรกิจท่องเที่ยวเหมือนกัน

ในภาคการท่องเที่ยว ถ้าเราจะไปพึ่งแต่จำนวนนักท่องเที่ยว อาจจะไม่ได้ยั่งยืน แต่ว่าถ้ามีการท่องเที่ยวเชิงเมดิคอล ทางด้านการแพทย์ ด้านสุขภาพ หรือเราจะดึงให้คนมาเกษียณที่ประเทศไทย หรือจะดึงให้คนมาทำงานในประเทศไทยมากขึ้น แบบนี้จะยั่งยืนกว่า เนื่องจากนักท่องเที่ยวเข้ามาประมาณ 1-2อาทิตย์ก็ไปแล้ว เงินก็หายไป แต่หากมีการย้ายภูมิลำเนามาอยู่ที่ประเทศไทย เกษียณเป็นหมู่บ้าน เราจะสามารถสร้างงาน สร้างอาชีพให้คนในพื้นที่ได้

หรือการดึงคนเก่งๆเข้ามาทำงาน แบบที่สิงคโปร์ ซึ่งคนเหล่านี้มีดีมานด์ในการซื้อบ้าน ซึ่งเราจะสามารถตอบโจทย์ให้กับแรงงานในภาคเกษตรที่มีรายได้น้อย ได้มีแหล่งรายได้ใหม่  หรือการสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ น่าจะสร้างความยั่งยืนมากกว่า

- ปัญหาการสู้รบที่อิสราเอลกับปาเลสไตน์ จะมีผลกระทบกับไทยมากน้อยแค่ไหน

จริงๆแล้วเราได้มีการประเมินกันแล้วพบว่าถ้าผ่านทางการค้า มีผลไม่มาก เนื่องจากไทยมีการส่งออกไปที่อิสราเอล ประมาณ 0.3 % ของยอดการส่งออกทั้งหมด โดยส่งออกไปทางตะวันออกกลางประมาณ 3% ตอนนี้เราประเมินว่าผ่านทางการค้าไม่ได้มีผลมากนัก ส่วนผ่านทางการท่องเที่ยวก็นักท่องเที่ยวอิสราเอลเข้ามาก็ยังไม่ได้เยอะเท่าไหร่นะประมาณไม่กี่หมื่นคนในประเทศไทย เพราะฉะนั้นโดยรวมนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางประมาณ 2.4% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมดที่เดินทางเข้าประเทศไทย

แต่สิ่งที่เราต้องจับตามองคือเรื่องของราคาน้ำมัน  เนื่องจากราคาอาจจะสูงขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นภาระทำให้เราต้องขาดดุลการค้ามากขึ้น แต่ตอนนี้ที่เราประเมิน อิสราเอลไม่ใช่ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ ดังนั้นผลต่อราคาน้ำมันอาจจะไม่ได้มาก แต่ความกังวลจะอยู่ที่ว่า เป็นไปได้ไหมว่าความขัดแย้ง ที่เกิดขึ้นหรือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นที่ไม่ใช่เฉพาะในอิสราเอลมันอาจจะลุกลามไปในภาคอื่น

สมมติว่าอิหร่านเข้ามาอาจจะโดนแบนกระทบน้ำมันหรือมีการโจมตีอิหร่านขึ้นมาซึ่งอิหร่านเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ประมาณ 3 ล้านบาร์เรลต่อวัน อันนี้ก็เป็นความเสี่ยงหรือมันจะเป็นความขัดแย้งขยายตัว แต่เราคิดว่าคงไม่ได้มีผลกระทบ ขณะที่หลายคนบอกว่าสงครามที่เกิดขึ้นจะเป็นเหมือนสงครามคริปเปอร์ในปี 1973หรือไม่ ซึ่งในตอนนั้นราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นถึง 4 เท่า  แต่ผมมองว่าวันนี้บริบทได้เปลี่ยนไป เนื่องจากในเวลานั้นทุกคนเป็นศัตรูกับอิสราเอล คือผู้ผลิตน้ำมันในตะวันออกกลาง

แต่ตอนนี้บริบทเปลี่ยนไป เนื่องจากไม่ใช่ว่าทุกคนจะเห็นด้วย และยังไม่มีใครเปิดตัว ส่วนกลุ่มฮามาส และฮิซบอลเลาะห์ ก็ถูกมองว่าได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ซึ่งนักวิเคราะห์ก็มองว่าหากลุกลามไปถึงอิหร่าน ก็อาจจะเป็นไปได้ แต่คงไม่ได้ลุกลามไปทั้งภูมิภาค หลายๆประเทศไม่ได้อยากจะรบกับอิสราเอล ดังนั้นความขัดแย้งตรงนี้คงไม่ได้ขยายตัว ไปในวงกว้าง ดังนั้นเราจึงเห็นรีแอ็กชันของตลาด ในวันแรกๆที่ราคาน้ำมันขึ้น จากนั้นก็ค่อยๆปรับตัวลงมา ซึ่งผลกระทบอย่างเดียวคือการผ่านราคาน้ำมัน

- ทางศูนย์วิจัยกสิกรไทยฯ อยากจะฝากหรือให้คำแนะนำกับภาคประชาชนในท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจแบบนี้ ทั้งเรื่องของการออม การจับจ่ายใช้สอย การลงทุน

ตอนนี้มีเรื่องหนี้ครัวเรือนต้องระมัดระวัง อย่ากู้หนี้ยืมสินโดยไม่จำเป็น  เรื่องการลงทุนช่วงนี้ก็มีความผันผวน หลายคนบอกว่าอาจจะเป็นจังหวะที่เราเก็บหุ้นพื้นฐานได้ ในบางตัวในส่วนของหุ้นที่ปันผลดี ในส่วนที่อาจจะลิ้งก์กับเศรษฐกิจที่เริ่มจะฟื้น เช่นการท่องเที่ยว หรือหุ้นบางตัวได้อานิสงน์จากการเชื่อมโยงกับดิจิทัลวอลเล็ต