Krungthai GLOBAL MARKETS เผยค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 34.75 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง” ตลาดการเงินผันผวนสูง

เศรษฐกิจ26 พ.ค. 2566 • 01:25 น.
Krungthai GLOBAL MARKETS เผยค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 34.75 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง” ตลาดการเงินผันผวนสูง

Krungthai GLOBAL MARKETS เผยค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 34.75 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง” จากระดับปิดวันก่อนหน้า ที่ระดับ 34.60 บาทต่อดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า แม้ว่าการเจรจาขยายเพดานหนี้สหรัฐฯ มีโอกาสที่จะยืดเยื้อและกดดันบรรยากาศในตลาดการเงินสหรัฐฯ ทว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนจากรายงานอัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสแรกและยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานครั้งแรกที่ออกมาดีกว่าคาด รวมถึงแรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นเทคฯ ใหญ่ อย่าง Nvidia +24.4% ซึ่งประกาศผลประกอบการที่ดีกว่าคาดจากแนวโน้มธุรกิจที่ใช้ AI ทำให้หุ้นในธีมการลงทุนเกี่ยวกับ AI ต่างปรับตัวขึ้น อาทิ AMD +11.2%, Microsoft +3.9% อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็เผชิญแรงกดดันจากการปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มพลังงาน (ExxonMobil -1.8%, Chevron -1.7%) ตามการปรับตัวลงแรงของราคาน้ำมันดิบ ทำให้โดยรวมดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq พุ่งขึ้น +1.7% ส่วนดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.88%

ทางด้านตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 พยายามรีบาวด์ขึ้น ก่อนที่จะปิดตลาด -0.32% กดดันโดยการปรับตัวลดลงของหุ้นกลุ่มพลังงาน (TotalEnergies -3.3%) หลังราคาน้ำมันดิบปรับตัวลงกว่า -3% จากการที่ทางการรัสเซียประกาศไม่สนับสนุนการลดกำลังการผลิตเพิ่มเติมโดยกลุ่ม OPEC+ รวมถึงความกังวลต่อแนวโน้มการเจรจาขยายเพดานหนี้สหรัฐฯ อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นยุโรป ยังพอได้แรงหนุนจาก การปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่ม Semiconductor (ASML +5.0%) ตามกระแสการลงทุนในธีมการลงทุนเกี่ยวกับ AI

ส่วนทางด้านตลาดบอนด์ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาด รวมถึงถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดซึ่งต่างยังคงสนับสนุนการใช้นโยบายการเงินที่ตึงตัวต่อไป รวมถึงบรรยากาศในตลาดการเงินที่เริ่มเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น ได้หนุนให้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นทะลุโซนแนวต้านที่เราเคยประเมินไว้ สู่ระดับ 3.82% ส่งผลให้กรอบการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจขยับขึ้นมาเป็นโซน 3.70%-3.90% ซึ่งเราคงมองว่า หากไม่มีปัจจัยหนุนชัดเจน เช่น เฟดมีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ระยะยาวควรเป็นไปอย่างจำกัดและผู้เล่นในตลาดส่วนใหญ่ ต่างก็รอเข้าซื้อบอนด์ในจังหวะบอนด์ยีลด์ปรับตัวขึ้น (Buy on Dip)

ในฝั่งตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก โดยล่าสุดดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ได้ปรับตัวขึ้นใกล้ระดับ 104.2 จุด หนุนโดยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดเริ่มมองว่าเฟดมีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีกได้ นอกจากนี้ ผู้เล่นบางส่วนก็เลือกที่จะถือเงินดอลลาร์เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) จนกว่าจะเห็นความชัดเจนของการเจรจาขยายเพดานหนี้สหรัฐฯ ส่วนในฝั่งราคาทองคำ ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ รวมถึงการปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เป็นปัจจัยที่กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย.) พลิกกลับมาย่อตัวลงสู่ระดับ 1,940 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลุดจากโซนแนวรับของราคาทองคำในระยะสั้นแถว 1,960 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดบางส่วนที่ยังมีมุมมองเป็นบวกต่อแนวโน้มราคาทองคำอาจยังคงทยอยซื้อทองคำในจังหวะปรับฐาน ซึ่งโฟลว์ธุรกรรมดังกล่าวก็มีส่วนช่วยกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงในช่วงคืนที่ผ่านมา

สำหรับวันนี้ ไฮไลท์สำคัญในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจจะอยู่ที่รายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE สหรัฐฯ ในเดือนเมษายน ซึ่งผู้เล่นในตลาดมองว่าอาจอยู่ที่ระดับ 4.3% (อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core PCE อาจทรงตัวที่ระดับ 4.6%) โดยหากอัตราเงินเฟ้อ PCE ออกมาสูงกว่าคาด ก็อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดเพิ่มโอกาสที่เฟดจะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องในการประชุมเดือนมิถุนายนได้ (แต่เราคงมุมมองเดิมว่า เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 5.25%) อนึ่ง ปัจจัยการเมืองสหรัฐฯ จะเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้ โดยผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามความคืบหน้าของการเจรจาขยายเพดานหนี้ (Debt Ceiling) อย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดก็รอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางหลัก อาทิ เฟด และธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพื่อประเมินแนวโน้มนโยบายการเงินในระยะถัดไป

สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาท ในช่วงคืนที่ผ่านมา ค่าเงินบาทได้ปรับตัวอ่อนค่าลงต่อเนื่อง เข้าใกล้โซนแนวต้าน 34.70-34.75 บาทต่อดอลลาร์ อีกครั้ง ตามจังหวะการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ รวมถึงโฟลว์ซื้อทองคำในจังหวะย่อตัว เรามองว่า เงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าลงต่อได้ในวันนี้ แต่การอ่อนค่าของเงินบาทอาจไม่ได้รุนแรงมากจนทะลุโซนแนวต้านสำคัญ หรืออาจไม่ได้อ่อนค่าจนทะลุระดับ 34.75 บาทต่อดอลลาร์ ไปไกลมาก หรืออาจติดอยู่ในโซน 34.80 บาทต่อดอลลาร์ ยกเว้นว่าจะมีแรงขายสินทรัพย์ไทยจากนักลงทุนต่างชาติที่รุนแรง ซึ่งเรามองว่า บรรดานักลงทุนต่างชาติอาจเริ่มอยู่ในโหมด wait and see เพื่อรอจับตาการเจรจาขยายเพดานหนี้สหรัฐฯ รวมถึงรอติดตามการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทยในวันพุธหน้า ซึ่งในส่วนของการประชุม กนง.นั้น เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดเริ่มมองว่า กนง. มีโอกาสส่งสัญญาณพร้อมเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อจนอาจสูงกว่าระดับ 2.00% ที่เคยประเมินกันไว้ เช่น ระดับ 2.25% ทำให้ ผู้เล่นบางส่วนอาจรอทยอยเข้าซื้อบอนด์ไทยหลังจากที่บอนด์ยีลด์ได้ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมาสะท้อนมุมมองดังกล่าวไปแล้วพอสมควร นอกจากนี้ เราประเมินว่า ผู้เล่นบางส่วนอาจรอจังหวะเงินบาทอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้านในการขายทำกำไรสถานะ Short THB และผู้เล่นบางส่วนก็อาจเริ่มกลับมา Long THB บ้าง (แต่ยังคงไม่เยอะมาก จนกว่าจะเห็นความชัดเจนของการเมืองไทย หรือแนวโน้มนโยบายการเงินของเฟด ซึ่งต้องรอจับตาผลการประชุมเฟดเดือนมิถุนายน)

นอกจากนี้ เนื่องจากเงินบาทยังขาดปัจจัยหนุนฝั่งแข็งค่า โดยเฉพาะหากนักลงทุนต่างชาติยังไม่กลับมาซื้อสินทรัพย์ไทยชัดเจน เราประเมินว่า แนวรับของเงินบาทก็อาจยังคงอยู่ในช่วง 34.40-34.50 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเราเห็นผู้เล่นบางส่วน อาทิ ผู้นำเข้าทยอยเข้าซื้อเงินดอลลาร์ในช่วงปลายเดือน

ทั้งนี้ เราคงคำแนะนำว่า ในช่วงที่ตลาดการเงินยังมีความผันผวนสูงจากทั้งปัจจัยการเมืองสหรัฐฯ (ประเด็นขยายเพดานหนี้) และการเมืองไทย ผู้ประกอบการควรใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย อาทิ Option เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 34.50-34.80บาท/ดอลลาร์