ชะตากรรมปมแก้ปัญหา “รถไฟฟ้าสายสีเขียว” แนวทาง “ผู้ว่าฯกทม.” ปะทะ “ครม.” ใครดีกว่ากัน!?!
ควันหลงจากการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนใหม่ ที่สร้างความฮือฮาจากผลคะแนนที่คนกรุงเทพฯพร้อมใจกาบัตรใส่หีบให้กับ “ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” แบบถล่มทลาย เรียกได้ว่าคะแนนชนะทุกเขตในกรุงเทพฯ หรือ นำแบบม้วนเดียวจบ ได้คะแนนมากกว่า 1.3 ล้านคะแนน ทิ้งคู่แข่งชนิดไม่เห็นฝุ่นตั้งแต่นับคะแนนไปได้ไม่ถึง 50% ของผู้ที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง
เป็นการสร้างปรากฏการณ์ใหม่ของการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ที่สามารถชนะใจคนกรุงเทพฯได้ทุกเขตแบบ 100%
ทั้งนี้ต้องยอมรับการได้มาซึ่งคะแนนเสียงในครั้งนี้ ดร.ชัชชาติ ได้เปิดตัวมาก่อนล่วงหน้า ถึงประมาณ 2 ปี ว่า ตนเองลงสมัครผู้ว่าฯกทม.คนใหม่ แม้ตอนนั้นยังไม่มีทีท่าว่าจะจัดให้มีการเลือกตั้งเมื่อไหร่ก็ตาม
นับเป็นการออกตัวทำคะแนนล่วงหน้าก่อนคู่แข่งรายอื่น ๆ!!
และเมื่อมาถึงวันนี้ผลจากการเปิดตัววันนั้น การเดินหน้าในการดูแลประชาชน การทำตัวให้เข้าถึงประชาชนทุกกลุ่ม
วันนี้ “ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ได้รับการไว้วางใจจากคนกรุงเทพฯ ให้เป็นผู้ว่าฯกทม.คนที่ 17 แบบไม่ต้องสงสัย!!
ซึ่งเมื่อได้มาซึ่งตำแหน่งผู้ว่าฯกทม.คนใหม่ งานที่จะต้องเดินหน้าแก้ปัญหาอย่างที่ได้หาเสียงไว้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปัญหารถติด ปัญหาน้ำท่วม หรือปัญหาคุณภาพชีวิตคนเมือง ล้วนเป็นปัญหาที่สะสมมานาน ต้องใช้เวลาในการแก้ไขปัญหา
แต่มีหนึ่งปัญหาที่ถือเป็นปัญหาที่ท้าทายความสามารถของผู้ว่าฯกทม.คนใหม่ นั่นคือ “การแก้ปัญหารถไฟฟ้าสายสีเขียว”
เพราะที่ผ่านมาทราบกันดีว่า “ปัญหารถไฟฟ้าสายสีเขียว” มีความซับซ้อน มีปัญหาข้อกฎหมาย และความเกี่ยวข้องหลายส่วนทั้งภาครัฐ คณะรัฐมนคตรี และเอกชน พัวพันกันไปหมด!
ที่เห็นได้ชัดหลังจากที่ผลคะแนนเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. คือ นายชัชชาติ เช้ารุ่งขึ้นราคาหุ้นในกลุ่มบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอส (BTS) โดนแรงเทขายกดราคาปรับตัวลดลง จากการที่นักลงทุนกังวลว่า นายชัชชาติ เคยกล่าวไว้ในงานแสดงวิสัยทัศน์และความเห็นผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.ในประเด็นราคาและปัญหาการต่อสัญญาสัมปทานล่วงหน้าของรถไฟฟ้าสายสีเขียว จัดโดยสภาองค์กรผู้บริโภค เมื่อวันที่ 14 กพ.2565
นายชัชชาติ ระบุว่า รายละเอียดของสัมปทานสายสีเขียว ยังมีความสับสนและไม่ชัดเจนต่อสาธารณชน ทั้งสัญญาจ้างเดินรถ ที่ไปจบปี 2585 สัญญาต่อสัมปทานไปจนถึงปี 2602 ที่จะเข้า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่มีรายละเอียดว่าราคาค่าโดยสาร 65 บาท คิดอย่างไร เมื่อไม่มีความโปร่งใสและไม่ชัดเจน จึงเสนอนโยบายภายใต้ข้อมูลไว้ 5 ข้อ สำหรับแก้ปัญหาโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวดังนี้
ข้อ 1 ไม่เห็นด้วยกับการต่อสัญญาสัมปทานสายสีเขียวไปจนถึงปี 2602 ยังมีเวลาเหลือกว่าจะหมดสัญญาสัมปทานปี 2572 และหากจะดำเนินการต้องนำเข้าสู่พ.ร.บ.ร่วมทุน เพื่อความโปร่งใสและเป็นไปตามกฎหมาย
ข้อ 2 กทม.ต้องรีบเจรจาหนี้ โดยให้รัฐรับผิดชอบหนี้ที่เกิดจากงานโยธา โดยเฉพาะหนี้จากส่วนต่อขยาย เพราะเป็นเส้นทางที่วิ่งไปต่างจังหวัด อีกทั้งหากดูรถไฟฟ้าเส้นอื่น รัฐเป็นผู้รับผิดชอบงานโยธาแทบทั้งสิ้น
ข้อ 3 ต้องรีบดูค่าใช้จ่ายและรายได้ส่วนต่อขยายที่ กทม.ให้วิ่งฟรีมา 3 ปี หนี้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งๆ ที่ช่วงส่วนต่อขยายช่วยเติมผู้โดยสารให้เส้นหลัก จึงควรนำข้อนี้มาเป็นข้อต่อรองหาราคาที่เหมาะสม
ข้อ 4 ต้องเปิดเผยสัญญาจ้างเดินรถ ปี 2585 เพื่อให้เห็นว่าสัญญาเป็นอย่างไร เหมาะสมหรือไม่ มีความโปร่งใสหรือไม่ และมีจุดไหนที่รัฐเสียเปรียบ มีจุดไหนที่จะลดค่าใช้จ่ายได้
ข้อ 5 หารายได้อื่นเข้ามาเพิ่ม ทั้งค่าเช่าที่ ค่าโฆษณา ซึ่งหลังหมดสัมปทานปี 2572 รายได้เหล่านี้เป็นของรัฐ สามารถนำมาจุนเจือลดค่าโดยสารได้ พร้อมประเมินค่าโดยสารสายสีเขียวที่เป็นไปได้ 25-30 บาทต่อเที่ยว
ขณะที่เรื่องนี้ “นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มองว่า ประเด็นรถไฟฟ้าสายสีเขียว นั้นให้ปฏิบัติถูกต้องตามระเบียบข้อกฎหมาย ยืนยันหลักการนี้ ส่วนจะมีการรื้อสัญญารถไฟฟ้าสายสีเขียวหรือไม่ก็ไม่ทราบได้ ซึ่งกรุงเทพฯต้องไปดูที่กระทรวงคมนาคมบอกไปแล้วว่าใจความคืออะไร ให้ปฏิบัติถูกต้องตามมติคณะรัฐมนตรี โดยอะไรทำแล้วประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด นั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย และข้อสัญญา
"การที่อยู่ ๆ จะไปลดอะไรต่าง ๆ นานา ต้องไปดูด้วยว่าสัญญาสามารถทำได้หรือไม่ระวังจะเป็นค่าโง่”
เช่นเดียวกับนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ที่พูดถึงความคืบหน้าการต่อขยายสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวหลังได้ผู้ว่าฯกทม.คนใหม่ว่า ต้องมีการพูดคุยกัน วันนี้มีการเปลี่ยนผู้ว่าฯกทม.คนใหม่แล้ว เรื่องดังกล่าวเป็นภาระที่ต่อเนื่องก็ฝากช่วยกันแก้ไขให้เดินได้ก็แล้วกัน และทำให้ถูกต้องแค่นี้เอง ซึ่งตนไม่ได้บอกว่าผิดหรือถูก หลายอย่างอยู่ในอำนาจและอยู่ในกรอบของคณะกรรมการทั้งนั้น ขณะที่นายกฯเพียงให้นโยบายไป และ ครม.เป็นผู้อนุมัติ แต่ทุกคนก็ต้องทำตามกฎหมายที่มีอยู่และต้องรับผิดชอบ
งานนี้จึงเป็นเรื่องที่ต้องจับตามองบทสรุป “รถไฟฟ้าสายสีเขียว” จะออกมาแบบใด!?!
“แนวทางผู้ว่าฯกทม.คนใหม่” ปะทะ “แนวทางคณะรัฐมนตรี”
ใครจะเป็นฝ่ายกำชัย อีกไม่นานเกินรอ!!!