“นพดล” วิเคราะห์ทิศทางธุรกิจพลังงานไทย ชี้พลังงานคือความมั่นคงและต้นทุนชีวิต ย้ำธุรกิจต้องมีกำไรอย่างเป็นธรรม ควบคู่ประชาชนได้รับประโยชน์ ประเทศมีความมั่นคง พร้อมเร่งใช้เทคโนโลยีและความมั่นคงไซเบอร์รับมือโลกยุคใหม่
วันที่ 17 ส.ค.2569 ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา กรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ประธานคณะอนุกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ ด้านการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน อดีตที่ปรึกษาผู้ตรวจการแผ่นดิน อดีตที่ปรึกษาศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ อาจารย์ประจำหลักสูตรปริญญาโท คณะรัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ได้เผยแพร่บทความ เรื่อง ธุรกิจพลังงานของไทยยุคใหม่ ระบุว่า แม้ผมจะมีบทบาทหลักวันนี้ด้านนโยบายตำรวจและอาจารย์สอนเรียนแต่ผมได้ติดตามในฐานะผู้ทำงานเชิงยุทธศาสตร์และนโยบายเกาะติดความมั่นคงของชาติมาโดยตลอดโดยเฉพาะด้านพลังงานตั้งแต่ปี 2557 หลังการยึดอำนาจโดย คสช. โดยได้มีโอกาสนั่งทำงานด้านยุทธศาสตร์อยู่ที่อาคาร 1 กองทัพบก
เมื่อพูดถึง “ธุรกิจพลังงาน” หลายคนอาจนึกถึงน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ไฟฟ้า โรงกลั่น โรงไฟฟ้า หรือบริษัทขนาดใหญ่ แต่สำหรับผม พลังงานมีความหมายมากกว่านั้น
พลังงานคือระบบไหลเวียนเลือดของเศรษฐกิจ เป็นโครงสร้างพื้นฐานของความมั่นคง และเป็นต้นทุนชีวิตของประชาชนทุกครัวเรือนเพราะฉะนั้น โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่ “จะเลือกธุรกิจ หรือเลือกประชาชน” แต่คือ “เราจะออกแบบระบบพลังงานอย่างไร ให้ธุรกิจเติบโต ประเทศมั่นคง และประชาชนได้รับประโยชน์ไปพร้อมกัน”
นี่คือโจทย์ใหญ่ของประเทศไทยในโลกยุคใหม่
พลังงาน คือผลประโยชน์ของชาติ
จากประสบการณ์เป็นหัวหน้าโครงการวิจัยเพื่อปกป้องผลประโยชน์ชาติ และผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก กรมกิจการพลเรือนทหารบก กองทัพบก ในปี 2557 – 2558 และจากพื้นฐานการศึกษาของผมทั้งด้านนโยบายสาธารณะ ยุทธศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ วิทยาการข้อมูล เทคโนโลยี และความมั่นคงไซเบอร์ ทำให้ผมมองเรื่องพลังงานเป็น “ระบบ” มากกว่ามองเป็นธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง
เพราะเมื่อราคาพลังงานเปลี่ยน ต้นทุนแทบทุกอย่างในประเทศเปลี่ยนตาม ตั้งแต่ค่าเดินทาง ค่าไฟของโรงงาน โลจิสติกส์ สินค้าเกษตร การท่องเที่ยว ไปจนถึงความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ประเทศที่มีพลังงานเพียงพอ ราคาสมเหตุสมผล มีแหล่งพลังงานหลากหลาย และมีระบบที่มั่นคง ย่อมมีอิสระในการกำหนดยุทธศาสตร์ของตนเองมากกว่า ดังนั้น ความมั่นคงทางพลังงาน คือส่วนหนึ่งของอธิปไตยทางเศรษฐกิจของประเทศ
ธุรกิจพลังงานต้องมีกำไร — แต่ต้องเป็นกำไรจากการสร้างคุณค่าควบคู่กับมูลค่า
เรื่องหนึ่งที่ควรพูดกันอย่างตรงไปตรงมาคือ ธุรกิจพลังงานไม่สามารถดำรงอยู่ได้ด้วยอุดมการณ์เพียงอย่างเดียว โรงไฟฟ้า ระบบสายส่ง คลังพลังงาน โครงข่าย และเทคโนโลยีแห่งอนาคต ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล มีความเสี่ยงสูง และใช้เวลาคืนทุนนาน ดังนั้น “กำไร” ไม่ควรถูกตีความเท่ากับ “การเอาเปรียบประชาชน” กำไรที่เหมาะสมทำให้เกิดการลงทุน การจ้างงาน เทคโนโลยี และนวัตกรรม สิ่งที่ควรถามไม่ใช่ว่า บริษัทพลังงานควรมีกำไรหรือไม่ แต่ควรถามว่า กำไรนั้นเกิดจากประสิทธิภาพ การแข่งขันที่เป็นธรรม และการสร้างคุณค่า หรือเกิดจากโครงสร้างที่ประชาชนไม่มีทางเลือก นี่คือความแตกต่างที่สำคัญ
ผมจึงเชื่อว่า ประเทศไทยต้องสร้างระบบที่ทำให้ “ธุรกิจที่ดีมีกำไรได้ และประชาชนก็ได้รับประโยชน์ได้พร้อมกัน”
จากมูลค่าของผู้ถือหุ้น สู่คุณค่าของประเทศ
ธุรกิจพลังงานชั้นนำในอนาคต ไม่ควรถามเพียงว่า “กำไรปีนี้เท่าไร” แต่ควรถามเพิ่มเติมว่า บริษัทของเราทำให้ประเทศไทยแข็งแรงขึ้นอย่างไร ช่วยลดต้นทุนประเทศหรือไม่ สร้างเทคโนโลยีและคนไทยหรือไม่
ช่วยประชาชนอย่างไร และหากประเทศเผชิญวิกฤต บริษัทของเราจะช่วยให้ประเทศเดินต่อไปได้หรือไม่ บริษัทที่ตอบคำถามเหล่านี้ได้ ไม่ได้เป็นเพียง “บริษัทพลังงาน” แต่กำลังเป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ของชาติ” ผู้ประกอบการพลังงาน คือผู้รับความเสี่ยงระยะยาวของประเทศ ผมอยากกล่าวกับผู้ประกอบการพลังงานด้วยความเข้าใจว่า คนที่กล้าลงทุนในธุรกิจพลังงาน ไม่ได้เพียงนำเงินมาลงทุนเพื่อแสวงหาผลตอบแทน แต่กำลังรับความเสี่ยงระยะยาวแทนประเทศส่วนหนึ่งด้วย ทุกโรงไฟฟ้า ทุกโครงข่าย ทุกระบบกักเก็บพลังงาน และทุกเทคโนโลยีใหม่ ต้องอาศัยทั้งทุน ความรู้ คน เวลา และความกล้าตัดสินใจท่ามกลางความไม่แน่นอน
เพราะฉะนั้น รัฐไม่ควรมองผู้ประกอบการที่ดีเพียงในฐานะ “ผู้ขายพลังงาน” แต่ควรมองเป็น หุ้นส่วนของประเทศ ขณะเดียวกัน รัฐต้องสร้างกติกาที่เป็นธรรม มีเสถียรภาพ และคาดการณ์ได้ เพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถวางแผนระยะยาวได้อย่างมั่นใจ
เมื่อผู้ประกอบการได้รับผลตอบแทนที่สมเหตุสมผล ประชาชนได้รับความเป็นธรรม และประเทศมีความมั่นคง กำไรของธุรกิจ กับผลประโยชน์ของชาติ ก็ไม่จำเป็นต้องเดินสวนทางกัน ความมั่นคงทางพลังงานยุคใหม่ มีมากกว่าเรื่องน้ำมันและไฟฟ้า วันนี้ ความมั่นคงทางพลังงานต้องคิดพร้อมกันอย่างน้อย 5 เรื่อง
หนึ่ง พลังงานต้องเพียงพอ เศรษฐกิจและประชาชนต้องเดินต่อได้
สอง ราคาต้องแข่งขันได้ พลังงานแพงเกินไป ประเทศก็แข่งขันยาก
สาม แหล่งพลังงานต้องหลากหลาย ไม่ควรพึ่งพาเชื้อเพลิง เทคโนโลยี หรือประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป
สี่ ระบบดิจิทัลต้องปลอดภัย เมื่อพลังงานเชื่อมกับข้อมูลและระบบควบคุมมากขึ้น ความมั่นคงไซเบอร์ก็คือความมั่นคงทางพลังงาน
ห้า การเปลี่ยนผ่านต้องสมดุล ประเทศไทยต้องเดินสู่พลังงานสะอาด แต่ต้องไม่ทิ้งผู้ประกอบการ แรงงาน ชุมชน และประชาชนรายได้น้อยไว้ข้างหลัง
การเปลี่ยนผ่านจึงต้องเป็น “การเปลี่ยนผ่านที่มีทั้งเป้าหมายและปัญญา” ไม่ใช่เปลี่ยนเพราะกระแส และไม่ใช่ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงเพราะกลัวต้นทุน
อย่าเปลี่ยนจากการพึ่งพาแบบหนึ่ง ไปสู่อีกแบบหนึ่ง
การลดการพึ่งพาพลังงานแบบเดิมเป็นเรื่องจำเป็น แต่ประเทศไทยต้องระวังไม่ให้เราเพียงย้ายจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงต่างประเทศ ไปสู่การพึ่งพาแบตเตอรี่ อุปกรณ์ ซอฟต์แวร์ หรือเทคโนโลยีจากต่างประเทศแทน คำถามเชิงยุทธศาสตร์จึงไม่ใช่เพียงว่า “อะไรถูกที่สุดในวันนี้” แต่คือ “อะไรทำให้ประเทศไทยแข็งแรงที่สุดในอีก 10–20 ปีข้างหน้า”
ข้อมูลและเทคโนโลยี จะเปลี่ยนธุรกิจพลังงาน
ธุรกิจพลังงานในอนาคตจะไม่ได้แข่งขันกันเพียงว่าใครผลิตพลังงานได้มากกว่าแต่จะแข่งขันกันด้วยความสามารถในการ “รู้ล่วงหน้า” รู้ว่าความต้องการจะเกิดที่ไหน รู้ว่าระบบจะมีความเสี่ยงเมื่อใด รู้ว่าจะบำรุงรักษาอุปกรณ์ก่อนเสียอย่างไรและรู้ว่าจะบริหารพลังงานให้มีประสิทธิภาพที่สุดได้อย่างไร
ปัญญาประดิษฐ์ ข้อมูล และระบบอัจฉริยะ จะเปลี่ยนบริษัทพลังงานจาก “ผู้ขายพลังงาน” ไปสู่ “ผู้บริหารระบบพลังงานอัจฉริยะ” แต่ยิ่งระบบฉลาดมากเท่าใด ความมั่นคงไซเบอร์ก็ยิ่งสำคัญมากเท่านั้น
ประชาชนต้องไม่ถูกวางไว้ปลายสุดของสมการ
จากประสบการณ์ทำงานด้านการสำรวจความคิดเห็นและการวิจัยทางสังคมศาสตร์ ผมเรียนรู้ว่า นโยบายที่ดีที่สุดในทางเทคนิคอาจล้มเหลวได้ หากประชาชนรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมประชาชนอาจไม่คาดหวังให้พลังงานถูกที่สุดตลอดเวลา แต่เขาต้องการรู้ว่า ราคาที่จ่ายมีเหตุผล ระบบมีความโปร่งใส ผู้ประกอบการไม่เอาเปรียบ และรัฐทำหน้าที่อย่างเป็นธรรม ใบอนุญาตทางกฎหมายทำให้ธุรกิจดำเนินการได้ แต่ ความไว้เนื้อเชื่อใจของสังคมเป็นใบอนุญาตทางสังคมที่ทำให้ธุรกิจดำเนินการได้อย่างยั่งยืน
ธุรกิจที่ประเทศรัก มีคุณค่ามากกว่าธุรกิจที่ประเทศเพียงต้องพึ่งพา
ผมอยากฝากแนวคิดหนึ่งถึงเจ้าของและผู้นำธุรกิจพลังงานของประเทศไทย ความสำเร็จสูงสุดอาจไม่ใช่เพียงวันที่บริษัทมีกำไรมากที่สุด หรือมีมูลค่าตลาดสูงที่สุด แต่อาจเป็นวันที่ประชาชนสามารถพูดได้ว่า “ผมดีใจที่ประเทศไทยมีบริษัทนี้” เพราะบริษัทนั้นสร้างงาน สร้างเทคโนโลยี ทำให้ประเทศมั่นคง แข่งขันกับโลกได้
ช่วยประชาชนในยามวิกฤต เป็นธรรม และเติบโตไปพร้อมกับประเทศไทย
บริษัทเช่นนี้จะมีสินทรัพย์ที่มีค่ากว่าตัวเลขในงบดุล นั่นคือ “ทุนแห่งความไว้เนื้อเชื่อใจ” และความไว้วางใจคือความสามารถในการแข่งขันที่คู่แข่งลอกเลียนแบบได้ยากที่สุด
พลังงานของประชาชน พลังของธุรกิจ พลังของชาติ
ประเทศไทยไม่ควรต้องเลือกระหว่าง ความมั่นคงทางพลังงาน ความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ และความเป็นธรรมต่อประชาชน ประเทศที่บริหารจัดการเก่ง ต้องทำให้ทั้งสามเรื่องเดินไปด้วยกัน ภาคธุรกิจต้องแข็งแรง เพราะประเทศต้องการทุน เทคโนโลยี นวัตกรรม และคนเก่ง ประชาชนต้องได้รับความเป็นธรรม เพราะพลังงานทุกหน่วยมีผลต่อชีวิตของคน และรัฐต้องมองไกลพอที่จะรักษาผลประโยชน์ของชาติท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์
สำหรับผม พลังงานจึงไม่ใช่เพียงสินค้า และไม่ใช่เพียงธุรกิจ พลังงานคือความสามารถของประเทศที่จะผลิตความสามารถของประชาชนที่จะดำรงชีวิต ความสามารถของธุรกิจที่จะแข่งขัน และความสามารถของรัฐที่จะรักษาอธิปไตยทางเศรษฐกิจของตนเอง หากเราทำให้
ธุรกิจเติบโต — ประชาชนได้ประโยชน์ — ประเทศชาติมั่นคง เกิดขึ้นพร้อมกันได้ นั่นต่างหาก คือความสำเร็จที่แท้จริงของพลังงานไทยยุคใหม่








