"ศักดิ์สยาม" ตรวจเยี่ยมกทท. เร่งผลักดัน "สายการเดินเรือแห่งชาติ" พัฒนาท่าเรือแฉลมฉบังระยะที่ 3
วันนี้ (3 มี.ค. 2565) นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม และคณะ เดินทางมามอบนโยบายและรับฟังความคืบหน้าการดำเนินโครงการพัฒนาที่สำคัญของการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) โดยมี พลเรือเอก โสภณ วัฒนมงคล ประธานกรรมการ กทท. คณะกรรมการ กทท. นายเกรียงไกร ไชยศิริวงศ์สุข ผู้อำนวยการ กทท. และผู้บริหาร กทท. ให้การต้อนรับ และได้ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานภายในเขตรั้วศุลกากร ท่าเรือกรุงเทพ
นายเกรียงไกร ไชยศิริวงศ์สุข ผู้อำนวยการ กทท. กล่าวว่า แผนงานโครงการสำคัญในการขับเคลื่อน กทท. “มุ่งสู่มาตรฐานท่าเรือชั้นนำระดับโลก พร้อมการให้บริการด้านโลจิสติกส์ที่เป็นเลิศ เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในปี 2573” อาทิ การพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของท่าเรือ การพัฒนาธุรกิจและสินทรัพย์ การบริหารจัดการทางการเงิน การพัฒนาทรัพยากรบุคคลให้มีประสิทธิภาพ เป็นต้น รวมทั้งรายงานผลการดำเนินงาน การให้บริการ เรือ สินค้า และตู้สินค้าในไตรมาสแรกของท่าเรือกรุงเทพ และท่าเรือแหลมฉบัง คิดเป็นรายได้สุทธิ 3,857 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.75% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า รวมทั้งรายงานความคืบหน้าผลการดำเนินโครงการพัฒนาที่สำคัญ ประกอบด้วย โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 โครงการพัฒนาศูนย์การขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟ (Single Rail Transfer Operation) ที่ท่าเรือแหลมฉบัง การพัฒนาท่าเทียบเรือชายฝั่ง (ท่าเทียบเรือ A) ที่ท่าเรือแหลมฉบัง โครงการพัฒนาศักยภาพโครงสร้างพื้นฐานและการให้บริการของท่าเรือระนอง โครงการพัฒนาท่าเรือบก (Dry Port) โครงการพัฒนาเส้นทางเชื่อมต่อท่าเรือกรุงเทพและทางพิเศษ สายบางนา-อาจณรงค์ (S1) โครงการพัฒนาพื้นที่เพื่อการอยู่อาศัยในชุมชนคลองเตย (Smart Community) การพัฒนาการเชื่อมโยง Data Logistic Chain ด้วยระบบ Port Community System การจัดตั้งสายการเดินเรือแห่งชาติ และการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม
นายศักดิ์สยาม กล่าวว่า ต้องการให้ กทท. สร้างศักยภาพด้านการขนส่งทางน้ำอย่างเต็มที่ตามหลักยุทธศาสตร์ชาติโดยการเชื่อมโยงด้านคมนาคมทั้ง 4 มิติ ทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ และทางราง ภายใต้กรอบกฎหมาย หลักธรรมาภิบาล เน้นการรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชนและส่วนงานที่เกี่ยวข้อง โดยทุกโครงการต้องมีตัวชี้วัดความสำเร็จ ทั้งนี้ ได้มอบนโยบายในการปฏิบัติงาน ดังนี้ 1. เร่งรัดโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ ๓ โดยให้นำระบบท่าเรืออัตโนมัติ (Port Automation) มาใช้ในการปฏิบัติงานและการให้บริการ และเน้นย้ำให้บริหารจัดการพื้นที่แล้วทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมอำนวยความสะดวกเพิ่มศักยภาพในด้าน Shift mode และจัดทำ Action Plan ให้ชัดเจนและรัดกุม
2. จัดตั้งสายการเดินเรือแห่งชาติ ในลักษณะภายในและต่างประเทศ เพิ่มสัดส่วนการขนส่งสินค้าทางน้ำและเสริมศักยภาพการแข่งขันให้กับกองเรือไทย ,3. กระตุ้นการเบิกจ่ายเงินงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจให้ไม่น้อยกว่า 95% โดยต้องอยู่ในกรอบกฎหมายและเป็นไปตามกรอบวงเงินที่ได้รับอนุมัติตามมติ ครม. ,4. สนับสนุนการขนส่งสินค้าทางชายฝั่ง เพื่อลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์โดยรวมของประเทศ พร้อมส่งเสริมให้มีนโยบายปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งจากระบบถนนมาสู่ระบบราง
5. เร่งรัดโครงการพัฒนาท่าเรือบก (Dry Port) เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภูมิภาคต่างๆ เพื่อนำไปสู่การเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค โดยเน้นย้ำให้สร้างความเข้าใจในภาคประชาชนและภาคเอกชน และ6. พัฒนาโครงการ Landbridge เชื่อมโยงการขนส่งอย่างไร้รอยต่อระหว่างอ่าวไทยและทะเลอันดามันตามโครงการพัฒนา SEC โดยให้บูรณาการร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร กรมเจ้าท่า กรมทางหลวง กรมการขนส่งทางบก และการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการพัฒนารูปแบบ การลงทุน และBusiness Model
นอกจากนี้ได้กำชับให้ กทท. บริหารจัดการและแก้ไขปัญหาอุปสรรคด้านการขาดแคลนตู้สินค้าอย่างเร่งด่วน เชื่อว่าหากมีการประสานงานและวางแผนระบบอุปสงค์อุปทานที่ดีจะช่วยบรรเทาปัญหานี้ได้ ในช่วงท้ายได้ฝากการกำหนดมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 ให้ได้ตามหลักมาตรฐานของสาธารณสุข และให้พนักงานการท่าเรือฯ ดูแลสุขภาพของตนเองและปลอดภัยจากเชื้อไวรัสโควิด 19 นอกจากนี้ รชค. ได้ให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมในด้านการบริหารจัดการท่าเรือภูมิภาค ส่วนตัวเชื่อว่ามีโอกาสทางธุรกิจเชิงพาณิชย์และมีศักยภาพที่จะพัฒนาได้ โดยต้องบูรณาการร่วมกับภาคเอกชนและหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการเร่งรัดโครงการพัฒนาพื้นที่เพื่อการอยู่อาศัยในชุมชนคลองเตย (Smart Community) และให้ส่งเสริมสัดส่วนการขนส่งสินค้าทางรางจากท่าเรือแหลมฉบังเข้าสู่ในเมืองเพื่อลดปัญหาจราจรและลดต้นทุนการขนส่งสินค้า