วาดฝันหน้าตา “ทีมเศรษฐกิจ” รัฐบาลชุดใหม่ สารพัดการบ้าน “ปากท้องชาวบ้าน-แข่งขันตลาดโลก” ที่ต้องเร่งทำ!
ผ่านพ้นไปเป็นที่เรียบร้อยกับการเลือกตั้งทั่วประเทศ ซึ่ง ณ เวลานี้ เราได้เห็นหน้าตาของผู้ที่ชนะการเลือกตั้งในครั้งนี้ คือ พรรคก้าวไกล ที่มี 14,136,838 คะแนน ตามด้วยพรรคเพื่อไทย 10,795,470 คะแนน ,พรรครวมไทยสร้างชาติ 4,671,202 คะแนน ,พรรคภูมิใจไทย 1,120,406 คะแนน และประชาธิปัตย์ 905,546 คะแนน
เรียกได้ว่าคะแนนเสียงที่พรรคก้าวไกลได้มาจากประชาชนในครั้งนี้ หักปากกาเซียนหลายสำนัก!!
ขณะที่ภาพรวมของผลการเลือกตั้ง ที่ต้องรอ “กรรมการการเลือกตั้ง” (กกต.) ประกาศรับรองผลภายใน 60 วัน โดย ส.ส.แบบแบ่งเขต ได้แก่ ก้าวไกล 112 ที่นั่ง เพื่อไทย 112 ที่นั่ง ภูมิใจไทย 68 ที่นั่ง พลังประชารัฐ 39 ที่นั่ง รวมไทยสร้างชาติ 23 ที่นั่ง ประชาธิปัตย์ 22 ที่นั่ง ชาติไทยพัฒนา 9 ที่นั่ง ประชาชาติ 7 ที่นั่ง ไทยสร้างไทย 5 ที่นั่ง เพื่อไทยรวมพลัง 2 ที่นั่ง ชาติพัฒนากล้า 1 ที่นั่ง
ส่วน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ จะมีพรรคการเมืองได้เก้าอี้ 17 พรรคการเมือง ได้แก่ ก้าวไกล 39 ที่นั่ง เพื่อไทย 29 ที่นั่ง รวมไทยสร้างชาติ 13 ที่นั่ง ภูมิใจไทย 3 ที่นั่ง ประชาธิปัตย์ 3 ที่นั่ง ประชาชาติ 2 ที่นั่ง พลังประชารัฐ 1 ที่นั่ง เสรีรวมไทย 1 ที่นั่ง ไทยสร้างไทย 1 ที่นั่ง ประชาธิปไตยใหม่ 1 ที่นั่ง พรรคใหม่ 1 ที่นั่ง ชาติพัฒนากล้า 1 ที่นั่ง ท้องที่ไทย 1 ที่นั่ง ชาติไทยพัฒนา 1 ที่นั่ง เป็นธรรม 1 ที่นั่ง พลังสังคมใหม่ 1 ที่นั่ง ครูไทยเพื่อประชาชน 1 ที่นั่ง ทั้งนี้ กกต.ต้องประกาศรับรองผลภายใน 60วัน
และเวลานี้ก็พอที่จะเห็นหน้าตาของรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งมีการบ้านให้รัฐบาลเร่งแก้ไข โดยเฉพาะการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ที่ในช่วงที่ผ่านมาเศรษฐกิจประเทศเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ มากมาย อาทิ การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด ,ปัญหาสงครามระหว่างรัสเซีย – ยูเครน ,ปัญหาเศรษฐกิจโลกตกต่ำ ,และปัญหาวิกฤติพลังงาน
ทั้งนี้ “ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” ระบุว่า โจทย์เศรษฐกิจไทยหลังการเลือกตั้งปี 2566 สำหรับรัฐบาลใหม่สำคัญๆ อาทิ ภาระการคลังที่เพิ่มขึ้น ท่ามกลางนโยบายทางเศรษฐกิจที่ใช้หาเสียงในการเลือกตั้งที่โดยมากแล้วเน้นไปที่การให้ความช่วยเหลือด้านรายได้ให้กลุ่มเปราะบาง การปรับขึ้นค่าแรง การบรรเทาภาระค่าครองชีพจากราคาพลังงานที่สูง ซึ่งต้องใช้งบประมาณเป็นจำนวนมาก และหากสามารถดำเนินการได้ก็จะส่งผลบวกต่อ GDP ในระยะสั้น แต่ก็จะมีโจทย์ภาระการคลังที่เพิ่มขึ้นตามมาด้วย เนื่องจากหากแหล่งเงินที่จะใช้ดำเนินนโยบายดังกล่าวมาจากการจัดสรรงบประมาณใหม่คงทำได้ระดับหนึ่งแต่ไม่น่าจะเพียงพอ หรือใช้รายได้รัฐบาลจากการเก็บภาษีที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น ก็อาจจะต้องรอระยะเวลาให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่ม ซึ่งคงไม่ทันช่วงเวลาที่จะต้องมีรายจ่าย ดังนั้น รัฐบาลใหม่คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะเผชิญการขาดดุลงบประมาณที่เพิ่มขึ้น หรือ นโยบายและมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมจากต่างประเทศ โดยมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมกำลังกลายเป็นมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers) รูปแบบหนึ่งที่มีบทบาทเพิ่มมากขึ้นในเวทีการค้าโลก รวมถึงมีผลต่อการเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญในอนาคต เช่น มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (อียู) หรือ CBAM ที่จะเริ่มให้ผู้ส่งออกในอุตสาหกรรมที่กำหนดรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสินค้าที่จะนำเข้าไปในอียูในเดือนตุลาคม 2566 นี้ และจะเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมคาร์บอนตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป ซึ่งคงต้องขบคิดประเด็นด้านการแบกรับต้นทุนส่วนเพิ่มของผู้ประกอบการ และแรงกดดันต่อรัฐบาลที่จะเพิ่มขึ้นกว่ามาตรการภาคสมัครใจอย่างยากจะหลีกเลี่ยง
ขณะที่ “นายสนั่น อังอุบลกุล” ประธานกรรมการ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สิ่งที่ภาคเอกชนอยากเห็นการเร่งบริหารจัดการราคาพลังงานที่เป็นต้นทุนสูง รวมถึงการดูแลต้นทุนต่างๆ ของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่เพิ่งฟื้นตัวจากโควิดให้ลดลงในระดับที่เหมาะสม ทั้งค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่าแรงงาน และอัตราดอกเบี้ย ล้วนแต่ส่งผลต่อต้นทุนภาคธุรกิจ ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนนโยบายที่พรรครัฐบาลได้ประกาศไว้ควรต้องมีแผนดำเนินการ และระบุแหล่งที่มาของงบประมาณอย่างชัดเจน ให้การใช้จ่ายและบริหารจัดการเป็นไปอย่างเหมาะสม และไม่ให้สร้างภาระทางการคลังให้แก่ประเทศในอนาคต
“ภาคเอกชนอยากให้มีกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลที่รวดเร็วตามกรอบระยะเวลาของกฎหมาย เพราะทุกภาคส่วนจะได้เห็นหน้าตาของรัฐบาลชุดใหม่ รวมไปถึงชุดนโยบายต่าง ๆ ที่จะออกมาตามที่พรรคแกนนำจัดตั้งและพรรคร่วม ได้ตกลงกันที่ก็จะมีความชัดเจน ซึ่งเหล่านี้จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประเทศได้เป็นอย่างมาก”
ส่วน “นายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต” รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า เรื่องเร่งด่วนที่อยากให้รัฐบาลใหม่เร่งดำเนินการแบ่งเป็น 2 เรื่องหลัก ได้แก่ 1.การเพิ่มระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ทั้งในแง่การดึงดูดลงทุนและสร้างแต้มต่อให้อุตสาหกรรมในประเทศ เช่น มาตรการเรื่องต้นทุนพลังงานและค่าไฟฟ้า การปลดล็อกกฎหมายการซื้อขายพลังงานแสงอาทิตย์ การปรับโครงสร้างพลังงานในระยะยาว และ2.แก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชน โดยไม่ใช่เพียงการแจกเงิน แต่เป็นการกระตุ้นให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบและการใช้จ่ายในประเทศ การจัดสรรงบประมาณลงทุนและการใช้จ่ายภาครัฐที่มีประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว รวมถึงการส่งออก
และ “นายศุภชัย เจียรวนนท์” ประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ในฐานะประธานสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคมแห่งประเทศไทย บอกว่า รัฐควรผลักดันนโยบายที่สนับสนุนดิจิทัล คอนเทนต์คุณภาพของไทยด้วยการสร้างอัตลักษณ์ คุณค่าทางวัฒนธรรมไทย ผสมผสานทั้งสื่อวัฒนธรรมและเทคโนโลยี เข้าไว้ด้วยกัน ด้วยการทำคอนเทนต์ที่เกี่ยวกับคุณธรรมและจริยธรรมในช่วงเวลาไพรม์ไทม์ ด้วยการสร้างแรงจูงใจให้เงินทุนสนับ สนุน เช่น หากเป็นละครหลังข่าวอาจจะสนับสนุนงบเรื่องละ 50 ล้านบาท คาดว่าจะใช้งบประมาณ 1,200 ล้านบาทต่อปี เชื่อว่าผู้จัดละครยินดีสนับสนุนที่จะผลิตคอนเทนต์ที่มีคุณภาพแบบนี้ จะช่วยทำให้ประเทศสามารถหล่อหลอมวัฒนธรรมที่ดีงาม ควบคู่ไปกับเทคโนโลยี ถือเป็นการขับเคลื่อนวัฒนธรรมของชาติให้ออกสู่เวทีโลก หรือนำซอฟต์เพาเวอร์ไทย ไปตีตลาดยังต่างประเทศได้ด้วย
หลังจากนี้ คงต้องรอดูโฉมหน้า “รัฐบาลชุดใหม่” ที่แท้จริงว่า เป็นอย่างไร!?! โดยเฉพาะ “ทีมเศรษฐกิจ” ที่เป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ