อุตฯปูพรมตรวจสอบโรงงานในพื้นที่เสี่ยงไม่พบฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐาน PM 2.5

เศรษฐกิจ23 ม.ค. 2562 • 09:07 น.
อุตฯปูพรมตรวจสอบโรงงานในพื้นที่เสี่ยงไม่พบฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐาน PM 2.5
กระทรวงอุตสาหกรรมการันตี 470 โรงงานในพื้นที่เสี่ยงไม่พบฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐาน PM2.5 ลุยตรวจอีกกว่า 7 พันแห่งต่อเนื่อง คาดแล้วเสร็จ ก.พ.62 นายพสุ โลหารชุน ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรม โดยคณะกรรมการบริหารการป้องกันและแก้ไขปัญหา(ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน:PM 2.5) เดินหน้าดำเนินการตามมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) จากภาคอุตสาหกรรมของกระทรวงอุตสาหกรรม ข้อมูล ณ วันที่ 22 ม.ค.62โดยระดมเจ้าหน้าที่จากกรมโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ลงพื้นที่ตรวจและเฝ้าระวังโรงงานเสี่ยงที่จะก่อมลพิษทางอากาศในพื้นที่เสี่ยงทั่วประเทศ โดยตรวจแล้วรวม 470 โรงงานไม่พบโรงงานที่มีค่าฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐาน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) ทั้งนี้จากการกำกับ ดูแล ตรวจสอบผ่านระบบตรวจวัดมลพิษทางอากาศจากปล่องระบายอย่างต่อเนื่องอัตโนมัติ(Continuous Emission Monitoring System,CEMS)ตลอด 24 ชั่วโมงของกรมโรงงานอุตสาหกรรม ในกลุ่มโรงงานขนาดใหญ่ จำนวน 59 โรงงาน 142 ปล่องพบว่า มีปริมาณฝุ่นค่าเฉลี่ยที่ 0.8 -50 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งไม่เกินค่ามาตรฐานฝุ่นจากปล่องระบายของโรงงานทั่วไปคือ240 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร มาตรฐานขึ้นอยู่กับประเภทและชนิดของเชื้อเพลิง โดยในส่วนของการกำกับดูแลและเฝ้าระวัง กระทรวงอุตสาหกรรมยังได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องด้วยการ โดยมอบหมายให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ดำเนินการตรวจและเฝ้าระวังโรงงานเพื่อป้องกันการเกิดฝุ่นและมลพิษทางอากาศทั่วประเทศ 7,700 โรงงาน สุ่มตรวจวัดมลพิษทางอากาศในพื้นที่ที่เสี่ยง 12 จังหวัดคือ กรุงเทพฯ,นนทบุรี,ปทุมธานี,สมุทรปราการ,สมุทรสาคร ,นครปฐม,พระนครศรีอยุธยา,สระบุรี,ชลบุรี,ระยอง,ปราจีนบุรี และราชบุรีอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในเดือนก.พ.62 “ขอความร่วมมือให้โรงงานในพื้นที่เสี่ยงระมัดระวังในการประกอบกิจการไม่ให้เกิดมลพิษที่จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อลดการเกิดมลภาวะทางอากาศและสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการให้สถานประกอบการอุตสาหกรรม สามารถอยู่ร่วมกับประชาชนและชุมชนในพื้นที่ได้อย่างสมดุลและยั่งยืนต่อไป”