“นักลงทุนไทย-เทศ” ฝันหน้าตารัฐบาลใหม่ เม็ดเงินมหาศาลจ่อลงทุนเข้าประเทศ ช้าอาจอดได้!
การลงทุนในประเทศไทย ณ เวลานี้ มีหลายประเทศให้ความสนใจที่จะนำเม็ดเงินมาลงทุน เนื่องจากประเทศไทยมีศักยภาพในการสนับสนุนการลงทุน ทั้งพื้นที่ในการสร้างโรงงาน ศักยภาพแรงงาน การคมนาคมขนส่ง ข้อกำหนดทางกฎหมาย
แต่ช่วงนี้ต้องยอมรับว่า ความชัดเจนทางการเมือง ยังส่งผลต่อการตัดสินใจของนักลงทุน เพราะไม่ทราบว่า รัฐบาลใหม่ที่เข้ามาบริหารประเทศ จะยังคงยึดแนวทางในการสนับสนุนเหมือนที่ผ่านมาหรือไม่!!!
ทั้งนี้มุมมองของ “นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์” เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) มองเรื่องนี้ว่า สถานการณ์การลงทุนไทยระหว่างรอจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่นั้น ช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา บีโอไอได้จัดประชุมทีมผู้บริหารทั้งส่วนกลาง ศูนย์ภูมิภาค 7 แห่ง และสำนักงานต่างประเทศ 16 แห่ง เพื่อเตรียมการจัดทำข้อเสนอแผนการขับเคลื่อนการลงทุนภายใต้รัฐบาลใหม่ เช่น การปรับเปลี่ยนเครื่องมือและกฎหมายด้านการส่งเสริมการลงทุนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น, การออกแบบมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านเข้าสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่
รวมทั้งการผลักดันการลงทุนใน 5 อุตสาหกรรมมุ่งเป้า (บีซีจี, อีวี, สมาร์ท อิเล็กทรอนิกส์, ดิจิทัล, อุตสาหกรรมสร้างสรรค์), การส่งเสริมให้ไทยเป็นที่ตั้งสำนักงานภูมิภาค (Regional Headquarter), การขับเคลื่อนการลงทุนในพื้นที่เป้าหมายต่างๆ เพื่อให้เกิดอุตสาหกรรมสมัยใหม่ตามศักยภาพของพื้นที่, การพัฒนาผู้ประกอบการไทยให้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของซัพพลายเชนระดับโลก เป็นต้น
อย่างไรก็ตามในระหว่างรอตั้งรัฐบาล บีโอไอยังเดินหน้าทำงานอย่างเต็มที่และต่อเนื่อง เพื่อดึงการลงทุนในห้วงเวลาสำคัญที่เป็นโอกาสทองสำหรับการลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ที่ไทยมีโอกาสสูงในการเป็นฐานการผลิตหลักของภูมิภาค และมีอีกหลายบริษัทอยู่ระหว่างการพิจารณาจะเข้ามาลงทุนเพิ่มเติมในไทย ทั้งการผลิตรถยนต์ แบตเตอรี่ ชิ้นส่วนสำคัญ และระบบชาร์จไฟฟ้า ที่เห็นได้ชัดเจนของประเทศที่สนใจลงทุนในประเทศไทย “จีน”
โดย “นายนฤตม์” กล่าวว่า สัญญาณของนักลงทุนจีนที่ย้ายฐานออกมาจากประเทศจีนเริ่มเห็นชัดมากขึ้น โดยกลุ่มนักธุรกิจจีนกลุ่มใหม่ๆ ที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย กลุ่มหลักๆ คือ อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมดิจิทัล โดยเฉพาะใน 2 กลุ่มแรกทั้ง EV และ อิเล็กทรอนิกส์ นั้น พบว่ามีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
สำหรับอุตสาหกรรม EV ที่ผ่านมาถือว่าประเทศไทยมีความโดดเด่นในภูมิภาค จากมาตรการส่งเสริมของทางภาครัฐที่ออกมาอย่างชัดเจน โดยตั้งเป้าหมายเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ EV ของภูมิภาค โดยมีนักลงทุนในอุตสาหกรรม EV ของจีนเข้ามาลงทุนชัดเจนแล้วหลายราย เช่น เอ็มจี, เกรท วอลล์ มอเตอร์, บีวายดี และ เนต้า รวมทั้งมีอีก 2 รายที่ประกาศแผนลงทุนในไทยแล้ว ทั้ง ฉางอัน ออโตโมบิล และ จีเอซี ไอออน
จากการตรวจสอบข้อมูลสถิติการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ปี 2565 ของบีโอไอ พบว่า ข้อมูลการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ 6 เดือนแรกของปี 2566 (ม.ค.-มิ.ย.66) มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมจำนวน 507 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 304,041 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2565 จำนวนโครงการเพิ่มขึ้น 33% ส่วนมูลค่าเพิ่มขึ้น 141% โดยจำนวนโครงการต่างชาติทั้งหมดที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนครึ่งปี 2566 จีนมีจำนวนโครงการที่ยื่นขอรับการส่งเสริมมากที่สุด 132 โครงการ คิดเป็น 26% ของโครงการลงทุนต่างประเทศทั้งหมด สำหรับมูลค่าเงินลงทุนสูงที่สุดมาจากจีนเช่นกัน มูลค่ารวม 61,526 ล้านบาท คิดเป็น 20% ของมูลค่าเงินลงทุนจากต่างประเทศที่ยื่นขอรับการส่งเสริม
เมื่อรวบรวมข้อมูลตัวเลขจากบีโอไอพบว่าในช่วงเวลา 6 ปี ตั้งแต่ปี 2561 จนถึงครึ่งแรกของปี 2566 พบว่ามียอดการขอรับส่งเสริมการลงทุนจากนักลงทุนจีนรวม 900 โครงการ วงเงินรวม 5.26 แสนล้านบาท
โดย 5 ประเภทธุรกิจที่นักลงทุนสัญชาติจีนลงทุนสูงสุด คือ 1.การผลิตยางล้อและยางใน จำนวน 15 ราย มูลค่าการลงทุน 16,563 ล้านบาท 2.การผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์เสริม อื่นๆ สำหรับยานยนต์ซึ่งมิได้จัดประเภทไว้ในที่อื่นจำนวน 101 ราย มูลค่าการลงทุน 13,568 ล้านบาท 3.การผลิตเหล็กและเหล็กกล้าขั้นมูลฐานอื่นๆ ซึ่งมิได้จัดประเภทไว้ในที่อื่น จำนวน 46 ราย มูลค่าการลงทุน 12,043 ล้านบาท 4.การซื้อและการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นของตนเองที่ไม่ใช่ เพื่อเป็นที่พักอาศัย 1,940 ราย มูลค่าการลงทุน 11,480 ล้านบาท และ 5. การผลิตและการส่งไฟฟ้า 67 ราย มูลค่าการลงทุน 11,174 ล้านบาท
ด้านภาคเอกชนมีมุมมองที่น่าสนใจ ซึ่ง “นายสนั่น อังอุบลกุล” ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จีนเป็นหนึ่งในประเทศที่ไทยให้ความสำคัญในการดึงการลงทุน ด้วยเหตุนี้หอการค้าไทย และสถานทูตจีนประจำประเทศ ไทยจึงได้ร่วมกันตั้งคณะทำงาน Task Force เพื่อศึกษาการขยายการลงทุนของจีนในไทย ปัจจุบันเห็นสัญญาณนักลงทุนจีนสนใจเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น ในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงทั้งรถ EV อิเล็กทรอนิกส์ และดิจิทัล สอดคล้องกับนโยบายส่งเสริมการลงทุนเพื่อสร้างเศรษฐกิจใหม่ของบีโอไอ
เห็นได้จากก่อนหน้านี้ค่ายรถยนต์ใหญ่ของจีนได้ทยอยเข้ามาทำการตลาดในไทย และเวลานี้ยังได้เข้ามาลงทุนผลิตและประกอบ โดยใช้ไทยเป็นฐานการผลิต เบื้องต้นคาดจะมีการลงทุนจากกลุ่มนี้ไม่น้อยกว่า 2 หมื่นล้านบาท ใน 1 ปีข้างหน้า ทั้งนี้หอการค้าฯจะได้ร่วมมือใกล้ชิดกับบีโอไอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดึงการลงทุนจากจีนอย่างต่อเนื่อง
"ในระหว่างรอการจัดตั้งรัฐบาลใหม่นี้ ภาพที่เราเห็นคือนักลงทุนต่างประเทศยังมีความลังเล และชะลอการลงทุน แสดงให้เห็นว่าเขาให้ความสำคัญกับการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่งหากจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าก็จะส่งผลให้การจัดทำงบประมาณ และนโยบายทางเศรษฐกิจต่างๆ ล่าช้าไป ซึ่งจะกระทบต่อภาพรวมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยด้วย"
ขณะที่อุตสาหกรรมการบินนั้น ปัจจุบันมีในส่วนของธุรกิจศูนย์ซ่อมอากาศยานที่ จ. เชียงราย โดยพบว่ามีนักลงทุนจากเชียงรายร่วมกับกลุ่มบริษัท Aviation Industry Corporation of China (AVIC) จากจีน จัดตั้งบริษัท เชียงราย เอเวชั่น โฮวดิ้งส์ จำกัดเช่าพื้นที่บริเวณสนามบินเชียงราย ดำเนินธุรกิจศูนย์ซ่อมอากาศยานขึ้น คาดว่าเปิดให้บริการประมาณเดือน ก.ค.67 โดยการลงทุนดังกล่าวจะใช้เงินลงทุนราว 722 ล้านบาท
ต้องยอมรับ “การเมือง-เศรษฐกิจ” แยกออกจากกันไม่ได้จริงๆ เพราะมีเม็ดเงินมหาศาลจ่อลงทุนเข้าประเทศ ช้าอาจอดได้!