วิกฤติการเมืองคลี่คลาย ส่งสัญญาณ “เศรษฐกิจ” มีทางออก “นักลงทุน” จับตา “นายกรัฐมนตรี-ครม.” ใหม่ หวังไม่แป้ก!!
เป็นที่น่าเบาใจในระดับหนึ่ง กับการเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาล ที่เวลานี้ได้เห็นหน้าตาของผู้เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่ชื่อ “วันมูหะมัดนอร์ มะทา” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ รองประธานสภาฯ คนที่ 1 “นายปดิพัทธ์ สันติภาดา” ส.ส.พิษณุโลก พรรคก้าวไกล และรองประธานสภาฯ คนที่ 2 “นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน” ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ซึ่งทั้ง 3 ท่านนี้จะทำหน้าที่ ผู้วิเคราะห์ และวินิจฉัยเพื่ออนุญาต ในเรื่องของการอภิปราย และจำกัดการอภิปรายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ในสภา รวมไปถึงผู้ดำเนินการประชุมจัดวางการอภิปรายในเรื่องต่าง ๆ ตามวาระที่ประชุม ที่เป็นข้อถกเถียงกันระหว่างพรรครัฐบาล และพรรคฝ่ายค้าน เช่น การอภิปรายไม่ไว้วางใจ, การอภิปรายข้อบังคับใช้ และยกเลิกกฎหมาย, การอภิปรายร่างพระราชบัญญัติรายจ่ายงบประมาณประจำปี ฯลฯ โดยผู้ดำรงตำแหน่งรองประธานสภามีหน้าที่ช่วยเหลือ และปฏิบัติหน้าที่แทนประธานสภาเมื่อติดภารกิจ ตามลำดับ
และหลังจากนี้จะมีแมทช์การเมืองนัดสำคัญ คือ การประชุมร่วมรัฐสภา ระหว่างส.ส.และสมาชิกวุฒิสภาหรือสว. รวม 750 คน เพื่อลงมติเห็นชอบบุคคลให้เป็น “นายกรัฐมนตรี” ที่คาดว่าจะประชุมกันสัปดาห์หน้า 14 ก.ค.
เรื่องนี้ต้องจับต่อมองแบบ “ช็อตต่อช็อต” “วันต่อวัน” ว่าจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นระหว่างทางก่อนถึงวันที่จะเลือก “นายกรัฐมนตรี” คนใหม่ หรือไม่!?!
เพราะเวลานี้ต้องยอมรับว่า การเดินหน้าในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ หรือ เอกชน ที่แทบจะหยุดชะงักในการขับเคลื่อน เพราะต้องดูทิศทางทางการเมืองว่าจะไปในทิศทางใด!!
ซึ่งในมุมมองของภาคเอกชน โดย “นายสนั่น อังอุบลกุล” ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย มองว่า เมื่อกระบวนการเลือกประธานสภาเสร็จสิ้นแล้ว ก็จะเป็นในส่วนของการเลือกนายกรัฐมนตรีซึ่งก็ยังมีสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะ 3 แนวทางที่อาจจะเกิดขึ้นได้
1.ในการโหวตเลือกนายกฯ ส.ว.ให้การสนับสนุนนายพิธา จนได้คะแนนเสียงตามกฎหมายได้เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นแนวทางที่หลายฝ่ายคาดหวังให้เกิดขึ้น ซึ่งหลังจากนั้นก็จะเข้าสู่การจัดตั้งคณะรัฐมนตรี การประกาศนโยบายและการขับเคลื่อนว่าจะมีความโดดเด่นมากน้อยแค่ไหน รวมถึงการจัดทำงบประมาณได้อย่างรวดเร็ว เพื่อให้เศรษฐกิจสามารถเดินหน้าต่อเนื่อง ส่วนนี้จะเกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นและเสถียรภาพของรัฐบาลเอง 2.กรณี ส.ว.ไม่โหวตสนับสนุนนายพิธา แต่ทั้ง 8 พรรคร่วมยังจับมือเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาล โดยอาจจะเสนอแคนดิเดตจากพรรคร่วมขึ้นมาแทน ซึ่งก็ต้องมาพิจารณาว่า ส.ว.จะให้การสนับสนุนหรือไม่ และ 3.กรณี ส.ว.ไม่รับ และเกิดการเปลี่ยนขั้วในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งก็ยังเร็วไปที่จะสรุปในประเด็นนี้
“ดังนั้นคงต้องดูไปทีละขั้นตอนว่าสถานการณ์จะออกมาในทิศทางใด หากสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ไม่มีความวุ่นวาย ไม่มีการชุมนุมประท้วง รัฐบาลนิ่งและมีเสถียรภาพคิดว่าเศรษฐกิจจะสามารถฟื้นตัวได้รวดเร็ว สอดคล้องกับการคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจไทยของหลายหน่วยงานที่ยังมองภาพในมุมบวก โดยเฉพาะ World Bank ที่ล่าสุดมีการปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยดีขึ้นจาก 3.6% เป็น 3.9% ในปีนี้”
เช่นเดียวกับ “นายเกรียงไกร เธียรนุกุล” ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ถือเป็นสัญญาณที่ดีและจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคเอกชน โดยสิ่งที่ต้องติดตามต่อไปคือการเลือกนายกรัฐมนตรีซึ่งคาดว่าจะเป็นสัปดาห์หน้า โดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) หวังว่าการแต่งตั้งรัฐบาลจะแล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งหากกระบวนการดังกล่าวเร็วกว่ากำหนดก็จะยิ่งส่งผลดีมากขึ้น แต่ตรงข้ามหากช้าออกไปก็จะกระทบต่อความเชื่อมั่น
“เชื่อว่าหากมีความชัดเจนการจัดตั้งรัฐบาลไม่เกิน ส.ค.นี้จะส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจโดยเฉพาะความเชื่อมั่นจากภาคการท่องเที่ยวจากต่างชาติจะกลับมาอย่างรวดเร็วในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รวมถึงการลงทุน แต่หากสะดุดก็จะยิ่งช้าก็จะทำให้เศรษฐกิจเสียหายเช่นกัน”
“นายธนิต โสรัตน์” รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย กล่าวว่า ภาคเอกชนพอใจการเสนอแต่งตั้งนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา เป็นประธานสภา ถือว่าสร้างความเชื่อมั่นทั้งนักลงทุนประชาชน นักธุรกิจ เนื่องจากเป็นผู้อาวุโส มีประสบการณ์ ทำให้เกิดกระแสตอบรับที่ดีต่อทุกภาคส่วน ทั้งการลงทุน ตลาดหุ้น ความเชื่อมั่นเหล่านี้ดีขึ้นระดับหนึ่ง เมื่อได้มี ส.ส.เข้ามาทำหน้าที่
ส่วนการจัดตั้งรัฐบาล ภาคธุรกิจไม่อยากเห็นกลุ่มผู้ชุมนุมลงถนนมาประท้วง ยิ่งซ้ำเติมต่อระบบเศรษฐกิจ หากนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ไม่ได้เสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี แต่หากเป็นฝั่งพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะนายเศรษฐา ทวีสิน ซึ่งเป็นนักธุรกิจ ผู้มีประสบการณ์ภาคเอกชนยังพอมีความหวัง สิ่งสำคัญคือ รัฐบาลใหม่ต้องเร่งสรรหามือเศรษฐกิจผู้เชี่ยวชาญอย่างแท้จริงเข้ามาทำงาน เมื่อเสนอรายชื่อ ประชาชน นักลงทุนทั้งในและต่างชาติ แค่เห็นชื่อกระแสตอบรับทันที เพราะมีประสบการณ์ทำงานจะทำให้สร้างความเชื่อมั่นกับทุกฝ่าย เพื่อเข้ามาเร่งแก้ปัญหาหนี้ การส่งออกชะลอตัว การเติมกำลังซื้อให้รายย่อย
หลังจากนี้! ต้องติดตามต่อไป กับการเลือก “นายกรัฐมนตรี” ว่าจะเป็นใคร!?! รวมถึงหน้าตา “คณะรัฐมนตรี” จะเป็นใคร มีความสามารถอย่างไร เป็นผู้มีฝีมือในการบริหารหรือไม่ ล้วนจะต้องลุ้นกันต่อไป!?!