“สมคิด”ชี้อย่าคิดมากหุ้นร่วง ชี้ธปท.-ตลท.เกาะติด ด้าน"ภากร"ระบุหุ้นรูดกังวลสงครามการค้า-ย้ำหุ้นไทยมีอนาคต

เศรษฐกิจ26 ส.ค. 2562 • 08:38 น.
“สมคิด”ชี้อย่าคิดมากหุ้นร่วง ชี้ธปท.-ตลท.เกาะติด ด้าน"ภากร"ระบุหุ้นรูดกังวลสงครามการค้า-ย้ำหุ้นไทยมีอนาคต
“สมคิด”แนะอย่าตระหนกตลาดหุ้นร่วง ระบุเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ย้ำ ตลาดหลักทรัพย์ฯ-แบงก์ชาติเกะติดใกล้ชิดตลอดเวลา ด้าน“ภากร” ยอมรับหุ้นไทยร่วงจากความกังวลสงครามการค้า และเป็นไปตามตลาดหุ้นต่างประเทศ มั่นใจหุ้นไทยยังน่าสนใจ ราคาไม่แพง เงินปันผลสูง เตรียมใช้เวที “Thailand Focus 2019” ให้ข้อมูลเศรษฐกิจเรียกความเชื่อมั่น นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยเปิดตลาดช่วงเช้าร่วงกว่า 30 จุดว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น มีปัจจัยเนื่องจากความกังวลเรื่องสงครามการค้าของสหรัฐฯและจีน สถานการณ์ Brexit ของอังกฤษที่จะออก จากสหภาพยุโรปหรืออียู ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับตลาดหุ้นไทยเท่านั้น โดยขอให้นักลงทุนอย่าตกใจ และกังวล ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ต้องติดตามการประชุม G7 ที่จะเกิดขึ้นด้วยว่าจะมีทิศทางอย่างไร จะส่งผลเช่นไรต่อตลาดหุ้น อย่างไรก็ตามเชื่อว่า ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีมาตรการรองรับและจะติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดเงินและตลาดทุนอย่างใกล้ชิด ด้านนายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ดัชนีหุ้นไทยที่ปรับตัวลงแรง 34.91 จุด หรือร้อยละ 2.12 ในการซื้อขายภาคเช้าที่ผ่านมาเป็นไปตามทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นต่างประเทศที่ปรับตัวลง เนื่องจากผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน ซึ่งนักลงทุนต้องติดตามข่าวความขัดแย้งทางการค้าอย่างต่อเนื่องว่าจะแก้ปัญหาอย่างไรบ้าง “ขอให้นักลงทุนอย่าตกใจ เพราะเป็นสถานการณ์โลกไม่ใช่จากปัจจัยในประเทศ โดยหุ้นที่ถูกเทขายวันนี้เป็นหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากการส่งออกไปยังอเมริกา ท่องเที่ยว ซึ่งเชื่อว่าเมื่อสถานการณ์สงครามการค้าคลี่คลายหุ้นเหล่านี้จะปรับตัวกลับมา ทั้งนี้ตั้งแต่ต้นปี 2562 ดัชนีหุ้นไทยปรับขึ้นได้ประมาณร้อยละ 3 ในรูปของเงินบาท ปรับขึ้นร้อยละ 9.6 ในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้นตลาดหุ้นไทยได้รับผลกระทบน้อยกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ “ นอกจากนี้หากเทียบระดับราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิ หรือพีอี เรโช ราคาหุ้นไทยถือว่าไม่แพงหากเทียบกับตลาดหุ้นในภูมิภาค และอัตราการจ่ายเงินปันผลยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยในภูมิภาค นอกจากนี้ การกระจายความเสี่ยงยังถือเป็นเรื่องสำคัญ นักลงทุนควรเลือกลงทุนในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบน้อยจากความไม่แน่นอนของสงครามการค้า เช่น กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน กองทุนอสังหาริมทรัพย์ ที่ราคาไม่ได้ปรับลงตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ส่วนกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าหุ้นไทยตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ต่างชาติยังซื้อสุทธิหุ้นไทย แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาจะมีการไหลออกไปบ้างเป็นไปในลักษณะเดียวกับภูมิภาค ซึ่งมั่นใจว่าหากสถานการณ์ต่างประเทศมีความชัดเจนขึ้นเงินทุนต่างชาติจะไหลกลับเข้ามาตลาดหุ้นไทย เพราะนักลงทุนระยะยาว ( Passive Investor) ต้องลงทุนตามน้ำหนักของ MSCI Index ซึ่งที่ผ่านมาได้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นไทยจากร้อยละ 2.5 เป็นร้อยละ 3 และแม้ว่าในช่วง 3-4 เดือนข้างหน้าจะมีการปรับน้ำหนักการลงทุนของ MSCI Index อีกครั้งก็คาดว่ามีผลกระทบไม่มาก เพราะเป็นการปรับลดน้ำหนักการลงทุนหุ้นไทยเพียงเล็กน้อย แม้ว่า MSCI Index จะนำหุ้นจีนกับหุ้นซาอุดิอาระเบียมารวมใน MSCI Emerging Market “ตอนนี้เป็นสถานการณ์โลกไม่แน่นอนสูงติดตามข้อมูล ข่าวสาร และบทวิเคราะห์ให้ดี ในความเสี่ยงมีโอกาสเสมอ ต้องดูว่านักลงทุนรับความเสี่ยงได้อย่างไร เมื่อเทียบกับความสามารถในการทำกำไรของสิ่งที่จะลงทุน มีทั้ง 2 ส่วน สถานการณ์ตอนนี้ไม่ค่อยปกติ ต้องดูข้อมูลให้ดี และตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังไม่จำเป็นต้องออกเครื่องมือมาเพิ่มเติม แต่ควรมีการให้ข้อมูลกับนักลงทุนเมื่อมีสถานการณ์ไม่ปกติมากกว่า” โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ เตรียมจัดงาน “Thailand Focus 2019” ระหว่างวันที่ 28-30 ส.ค.62 ซึ่งจะได้ใช้เวทีดังกล่าวให้ข้อมูลกับนักลงทุนสถาบันต่างชาติถึงทิศทางและนโยบายเศรษฐกิจของประเทศหลังจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยจะย้ำว่ารัฐบาลชุดใหม่ยังคงสานต่อนโยบายสำคัญๆ ทั้งการลงทุนโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ สนับสนุนการอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจในประเทศไทย ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะเสริมความเชื่อมั่นให้นักลงทุนประกอบการตัดสินใจ