สสปน.นำทัพ 3 ประเทศ ประชุมร่วม “LIMEC”
สสปน.นำทัพ 3 ประเทศ ประชุมร่วม “LIMEC” เปิดเส้นเชื่อมการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจระหว่างประเทศ แจงประชุมผ่านมา 2 ครั้ง เม็ดเงินทะลักเข้าไทยนับหมื่นล้าน พร้อมประตูใหม่ ลย“บ้านนากระเซ็ง จ.เลย”
นายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดการประชุม และนิทรรศการ (องค์การมหาชน) (สสปน.) เปิดเผยว่า การประชุม “ระเบียงเศรษฐกิจหลวงพระบาง – อินโดจีน – เมาะลำไย" หรือ Luangprabang -Indochina-Mawlamyine Economic Corridor (LIMEC) เกิดจากการรวมตัวของภาคเอกชน ประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรม หอการค้า สภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ของ 3 ประเทศ คือ ประเทศไทย สปป.ลาว และสหภาพเมียนมา ซึ่งมีเส้นทางคมนาคมติดต่อกัน โดยประเทศไทย คือกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 “อินโดจีน” ได้แก่ เพชรบูรณ์ พิษณุโลก อุตรดิตถ์ สุโขทัย ตาก ส่วนของ สปป.ลาว ได้แก่ แขวงไชยะบุรี แขวงหลวงพระบาง และสหภาพเมียนมา ได้แก่ รัฐกระเหรี่ยง รัฐมอญ
ทั้งนี้ LIMEC จึงเป็น ระเบียงเศรษฐกิจระหว่าง หลวงพระบาง อินโดจีน เมาะลำไย ซึ่งเป็นแนวเส้นทางที่เชื่อมโยงเมืองที่สำคัญจากสมาชิกทั้ง 3 ประเทศเข้าด้วยกัน ได้แก่ หลวงพระบาง ไซยะบุลี เพชรบูรณ์ อุตรดิตถ์ พิษณุโลก สุโขทัย ตาก เมียวดี พะอาน และเมาะลำไย โดยจะมุ่งเน้นไปที่ความสัมพันธ์ 5 ด้าน คือ การค้าการลงทุน, การท่องเที่ยว, การศึกษา, สุขภาพ และโลจิสติกส์ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เกิดการทำธุรกิจ มีการเคลื่อนย้ายทั้งสินค้า บริการ ผู้คน เงินทุนและสารสนเทศระหว่างกันและกัน อันจะนำมาซึ่งการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมร่วมกันของประชาชนในทุกเมืองของสมาชิกในทั้ง 3 ประเทศ พร้อมทั้งส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 ทั้งภาครัฐและเอกชนให้มีความพร้อมในการจัดงานประชุมนานาชาติ และเป็น MICE Destination ของประเทศไทย

นายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดการประชุม และนิทรรศการ (องค์การมหาชน) (สสปน.)
สำหรับ LIMEC ได้จัดมาแล้ว 2 ครั้ง โดยครั้งที่ 1 จังหวัดอุตรดิตถ์ ปี 2558 โดยใช้จุดมุ่งหมายในการจัดงานว่า “ภูดู่ ประตูแห่งมิตรภาพและโอกาส” และครั้งที่ 2 ปี 2559 จังหวัดสุโขทัย โดยใช้จุดมุ่งหมายในการจัดงานว่า “เปิดประตูสู่มรดกโลกเพื่อการท่องเที่ยว การค้าและการลงทุน” โดยผลจากการประชุมทั้ง 2 ครั้ง มูลค่าการค้าชายแดนไทยผ่านจุดผ่านแดนถาวรแม่สอด จ.ตาก และจุดผ่านแดนถาวรภูดู่ จ.อุตรดิตถ์ มีมูลค่าสูงขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับปี 2557 ถึง ปี 2559 คือ ด่านแม่สอด ปี 2557 มีมูลค่ารวม 62,522.04 ล้านบาท ปี 2558 มีมูลค่ารวม 69,060.59 ล้านบาท และปี 2559 มีมูลค่ารวม 80,696.12 ล้านบาท หรือประมาณ 29.07% และด่านภูดู่ ปี 2557 มีมูลค่ารวม 378.69ล้านบาท ปี 2558 มีมูลค่ารวม 473.47ล้านบาท และปี 2559 มีมูลค่ารวม 773.15ล้านบาท หรือประมาณ 99.42% ส่วนสินค้าที่มีการส่งออกทางเมียนมา คือ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ สินค้าทางการเกษตร สินค้าอุปโภคบริโภค และสินค้าที่มีการส่งออกทาง สปป.ลาว คือ วัสดุก่อสร้าง สินค้าทางการเกษตร สินค้าอุปโภคบริโภค อาหารสัตว์
นายจิรุตถ์ กล่าวว่า ส่วนสาระสำคัญในการประชุมครั้งที่ 1 เริ่มต้นจากการเคลื่อนย้ายคน เนื่องจากเป็นจุดเริ่มของการเคลื่อนย้ายหลายๆสิ่งตามมา ไม่ว่าจะเป็นสินค้า บริการ ความรู้ เทคโนโลยี เงินทุน การลงทุน และข้อมูลสารสนเทศ ขณะที่ด้านการค้า การลงทุน ที่ประชุมได้เสนอในเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวก ณ ด่านพรมแดนไทย-ลาว (ด่านพรมแดนภูดู่-ด่านพรมแดนพูดู่) และด่านพรมแดนไทย-เมียนมาร์ (ด่านพรมแดนแม่สอด-ด่านพรมแดนเมียวดี) ให้มีการตรวจตราสินค้าจุดเดียว และเสนอให้มีการประชุมระหว่างภาคเอกชนสามประเทศบนระเบียงเศรษฐกิจนี้อย่างต่อเนื่องเพื่อทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นและเกิดการค้าระหว่างกัน และด้านโลจิสติกส์ มีความเห็นร่วมกันในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชิงกายภาพ (Hard Infrastructure) เช่น อาคาร ถนน สะพาน ไฟฟ้า โทรศัพท์ เป็นต้น และโครงสร้างพื้นฐานเชิงกระบวนการ (Soft Infrastructure) เช่น ระบบเอกสาร พิธีการศุลกากร กฎระเบียบข้อบังคับ พิธีการตรวจคนเข้าเมือง กรอบความร่วมมือต่างๆ เป็นต้น
การประชุมครั้งที่ 2 ด้านการค้าและการลงทุน ผลักดันให้ด่านภูดู่ที่มีความพร้อมในการให้บริการระดับสากล เช่น ความสะดวกในด้านพิธีการศุลกากร ,ภาษีในการส่งออกที่ไม่แตกต่างกันของประเทศในกลุ่ม ,ลดข้อจำกัดปริมาณสินค้าทางการเกษตรผ่านแดน ,การทำวีซ่าแบบ VISA on Arrival ,สนับสนุนให้มีการลงทุนสร้างโรงงานผลิตสินค้าใน สปป.ลาว และสหภาพเมียนมาร์ เช่น เกลือ ยางพารา อาหารทะเลแช่แข็ง ถั่วเหลือง
นอกจากนี้การเชื่อมโยงแหล่งมรดกโลกบนเส้นบนระเบียงเศรษฐกิจ ไม่เพียงแต่ สุโขทัย และ หลวงพระบางเท่านั้น แต่สามารถเชื่อมโยงไปยังเมืองอื่นและแหล่งมรดกวัฒนธรรมอื่นๆในสามประเทศ จากการเชื่อมโยงของระบบโลจิสติกส์ ทั้งทางบก ทางน้ำ และ ทางอากาศ ซึ่งหากมีการลดข้อจำกัดด้าน VISA และการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์ โดยการรวมเอาระเบียงเศรษฐกิจ LIMEC เป็น 1 จุดหมาย (One Destination) ยังผลให้พื้นที่นี้มีความโดดเด่นด้านทรัพยากรการท่องเที่ยวซึ่งพร้อมสำหรับการตอบสนองหลายกลุ่มตลาดและรูปแบบการท่องเที่ยว นอกเหนือจากการท่องเที่ยวมรดกวัฒนธรรม
นายจิรุตถ์ กล่าวต่อว่า การประชุมครั้งที่ 3 ได้กำหนดจุดมุ่งหมายของการจัดงานว่า “PHETCHABUN : The 3rd GATEWAY of LIMEC to GREEN TOURISM and AGRO INDUSTRY” หรือ เพชรบูรณ์ : ประตูที่ 3 แห่ง LIMEC สู่การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และเกษตรอุตสาหกรรม โดยได้เพิ่มช่องทางในการเป็นประตูที่ 3 ที่ด่านสากลบ้านนากระเซ็ง อ.ท่าลี่ จ.เลย โดยเริ่มต้นจาก หลวงพระบาง ไซยะบุลี ปากลาย แก่นท้าว และใช้ช่องทางด่านนากระเซ็ง เป็นประตูเชื่อมต่อรับเข้ามาในประเทศไทย แล้วผ่านมาที่ตัวเมืองด่านซ้าย หล่มเก่า หล่มสัก เขาค้อ ไปสี่แยกอินโดจีนของพิษณุโลก สุโขทัย ตาก ผ่านด่านแม่สอด เข้าไปยังเมียวดี พะอาน ไปสิ้นสุดที่เมาะลำไยของเมียนมา
นอกจากนี้ ในการจัดการประชุมฯได้เสริมให้มีกิจกรรมเพิ่มขึ้น คือ จัดการแสดงสินค้าและบริการของตนเองรวมกันในสถานที่เดียวกัน เพื่อให้ผู้ประกอบการได้รู้จักกัน เรียนรู้กันและกัน อันจะนำไปสู่การจับคู่กันทำธุรกิจ (Business Matching) ร่วมกันให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น