ม็อบรถบรรทุก-แท็กซี่ ไม่ทนน้ำมันแพง! บี้ไล่รัฐบาล ปัญหาหลัก “ภาษีน้ำมัน” ต้องแก้ก่อนถึงจุดจบ!

เศรษฐกิจ11 ก.พ. 2565 • 23:15 น.
ม็อบรถบรรทุก-แท็กซี่ ไม่ทนน้ำมันแพง! บี้ไล่รัฐบาล ปัญหาหลัก “ภาษีน้ำมัน” ต้องแก้ก่อนถึงจุดจบ!
ต้องยอมรับว่าปัจจัยราคาน้ำมันเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้รัฐบาลต้องปวดหัว กับการเดินหน้าปรับขึ้นราคาแบบชนิดวันเว้นวัน จนกลายเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน และแม้รัฐบาลจะพยายามคิดหาแนวทางในการควบคุมไม่ให้ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้น ก็ยังไม่สามารถหาสูตรสำเร็จได้สักที ส่งผลให้เวลานี้ปัญหาราคาน้ำมัน กลายเป็นไฟไหม้ฟาง พร้อมจะลุกเติมเชื้อเพลิงไหม้รัฐบาลได้ทุกเมื่อ จะเห็นได้จากล่าสุด “สหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย” จับมือ “สมาคมการค้าเครือข่ายแท็กซี่ไทย” นำรถบรรทุก และรถแท็กซี่ บุกไปหน้ากระทรวงพลังงาน เรียกร้องให้ลดราคาน้ำมันดีเซลเหลือลิตรละ 25 บาท และให้ปรับลดราคาแก๊ส NGV และ LPG โดยให้ยึดราคา ngv กิโลกรัมละ 10 บาท และ LPG กิโลกรัมละไม่เกิน 9 บาท พร้อมแสดงพลังขับไล่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่ไม่สามารถแก้ปัญหาราคาน้ำมันและแก๊สแพงได้ ซึ่ง “นายอภิชาติ ไพรรุ่งเรือง” นายกสหพันธ์การขนทางบกฯ บอกถึงการมาร่วมตัวในครั้งนี้ว่า เพื่อเรียกร้องให้ลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันลงเหลือ 0.10 บาท/ลิตร เป็นเวลา 1 ปี ยกเลิกการนำไบโอดีเซลมาผสมกับน้ำมันดีเซลเป็นเวลา 1 ปี ยกเลิกการอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากโรงกลั่นสิงคโปร์ อัตราค่าขนส่งเพิ่ม 10-20% ตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและกลไกตลาด รวมถึงปรับเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานทันทีเนื่องจากบริหารราชการล้มเหลวไร้ประสิทธิภาพ โดยจะให้เวลารัฐบาล 7 วันในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ก่อนจะเปลี่ยนเป็นการชุมนุมบนท้องถนนต่อไป ขณะที่ทางภาครัฐพยายามอธิบายถึงต้นสายปลายเหตุของราคาน้ำมันที่เป็นอยู่ในเวลานี้ โดย “นายสมบูรณ์ หน่อแก้ว” รองปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า สถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว กระทรวงพลังงาน ก็ได้ตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร มีการขอความร่วมมือผู้ค้าน้ำมันให้ลดค่าการตลาด มีการปรับลดสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปัจจุบันมีการปรับสัดส่วนผสมไบโอดีเซลในน้ำมัน B7 B10 และ B20 ให้เหลือขั้นต่ำร้อยละ 5 โดยปริมาตร หรือเหลือน้ำมันดีเซลเกรดเดียวคือ B5 และก็ยังได้เตรียมมาตรการทั้งระยะสั้นและระยะยาวสำหรับการปรับสัดส่วนผสมไบโอดีเซลให้มีความเหมาะสมและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ดังนั้น ขอให้ประชาชนเข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน การเรียกร้องครั้งนี้มองวิเคราะห์ถึงสาเหตุของต้นเรื่องคือ ราคาน้ำมัน ที่ฝ่ายผู้ประกอบการต้องการให้ลดราคาน้ำมันดีเซลลงเหลือลิตรละ 25 บาท แต่ทางกลับกัน ภาครัฐบอกว่า ได้พยายามทำเต็มที่แล้ว ขอให้ประชาชนเข้าใจ ทั้งนี้ในเรื่องของราคาน้ำมัน มุมมองของนักวิชาการ “ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สิงห์ สิงห์ขจร” ประธานหลักสูตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชานวัตกรรมการจัดการการสื่อสาร มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา มีมุมมองที่น่าสนใจ กล่าวคือ จากข้อมูลของสำนักงานนโยบายและแผน กระทรวงพลังงาน ซึ่งเผยแพร่ทางเว็บไซต์ http://www.eppo.go.th ทำให้เห็นว่าในน้ำมันหนึ่งลิตรมีการจัดเก็บภาษีอยู่ 3 ส่วน ซึ่งมีภาษีสรรพสามิต ภาษีเทศบาล และภาษีมูลค่าเพิ่ม มีการเก็บเงินเข้ากองทุน 2 กองทุน ซึ่งมีกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และกองทุนเพื่ออนุรักษ์พลังงาน รวมไปถึงค่าการตลาดของผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมัน ภาษีสรรพสามิตของน้ำมันเชื้อเพลิงในแต่ละชนิดมีการจัดเก็บตามอัตราส่วนของน้ำมันเบนซิน และน้ำมันดีเซล ที่นำไปผสมกับส่วนผสมที่มาจากพลังงานธรรมชาติ เช่น น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 มีส่วนผสมของน้ำมันเบนซิน 80 % ส่วนผสมที่มาจากพลังงานธรรมชาติ 20% ก็จะมีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในส่วนของ 80% เท่านั้น ในส่วนของน้ำมันดีเซล B20 มีส่วนผสมของน้ำมันดีเซล 80 % ส่วนผสมที่มาจากพลังงานธรรมชาติ 20% ก็จะมีการจัดเก็บ ภาษีสรรพสามิต ในส่วนของ 80% เช่นกัน ซึ่ง น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 E85 มีส่วนผสมของน้ำมันเบนซิน 15 % ส่วนผสมที่มาจากพลังงานธรรมชาติ 85% จะมีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตเพียง 15% ,ภาษีเทศบาล จะมีการจัดเก็บที่ 10% ของภาษีสรรพสามิตของน้ำมันเชื้อเพลิงในแต่ละชนิด และภาษีมูลค่าเพิ่ม มีการจัดเก็บจำนวน 2 ครั้ง คือ 1. ภาษีมูลค่าเพิ่มของราคาน้ำมันก่อนบวกค่าการตลาดของผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมัน 2. ภาษีมูลค่าเพิ่มของค่าการตลาดของผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมัน (ไม่รวมราคาน้ำมัน) กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง มีทั้งการจัดเก็บและอุดหนุน การเก็บเงินเข้ากองทุนที่มีความไม่เท่ากันในแต่ละชนิดของน้ำมันเชื้อเพลิงแล้วแต่ชนิดของน้ำมันเชื้อเพลิง โดย น้ำมันเบนซิน 95 มีการเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 6.58 บาทเป็นอัตราที่สูงที่สุด และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 E85 ได้รับการอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นจำนวน 7.13 บาท เป็นอัตราที่สูงที่สุด ในส่วนของน้ำมันดีเซล ได้รับการอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นจำนวน 1.99 บาท และน้ำมันดีเซล B20 ได้รับการอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นจำนวน 4.16 บาท โดยในส่วนของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงตาม มาตรา ๕ ให้จัดตั้งกองทุนขึ้นกองทุนหนึ่ง เรียกว่า “กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” ในสำนักงาน กองน้ำมันเชื้อเพลิง มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศให้อยู่ ในระดับที่เหมาะสมในกรณีที่เกิดวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง ของพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 กองทุนเพื่ออนุรักษ์พลังงาน มีการจัดเก็บเข้ากองทุนกับน้ำมันเชื้อเพลิงทุกชนิดในอัตราเท่ากัน คือ 0.10 บาทต่อลิตร โดยเป็นไปตามพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535 หลักการของกฎหมายมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. กำกับดูแลส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ที่อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมาย (อาคารควบคุมและโรงงานควบคุม) มีการอนุรักษ์พลังงานด้วยการผลิตและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัด 2. ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการผลิตเครื่องจักร อุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพและวัสดุที่ใช้ในการอนุรักษ์พลังงานขึ้นภายในประเทศและมีการใช้อย่างแพร่หลาย 3. ส่งเสริมและสนับสนุนให้การอนุรักษ์พลังงานเป็นรูปธรรมด้วยการจัดตั้ง “กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน” เพื่อใช้เป็นกลไกในการให้การอุดหนุนช่วยเหลือทางการเงินในการอนุรักษ์พลังงาน ค่าการตลาดของผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมัน โดยราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 E85 ค่าการตลาดของผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมัน เป็นเงินจำนวน 4.70 บาท อัตราที่สูงที่สุด รองลงมาคือน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ค่าการตลาดของผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมัน เป็นเงินจำนวน 3.73 บาท น้ำมันเบนซิน 95 ค่าการตลาดของผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมัน เป็นเงินจำนวน 1.50 บาท ในส่วนของน้ำมันดีเซล ค่าการตลาดของผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมัน เป็นเงินจำนวน 1.38 บาท น้ำมันดีเซล B20 ค่าการตลาดของผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมัน เป็นเงินจำนวน 0.85 บาท ในปัจจุบันภาครัฐได้มีการดำเนินการโดย “คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.)” มีมติเห็นชอบปรับลดอัตราการส่งเงินเข้ากองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ของน้ำมันเบนซิน น้ำมันแก๊สโซฮอล์ น้ำมันก๊าด น้ำมันดีเซล และน้ำมันเตา จากเดิมที่เก็บอัตรา 10 สตางค์ต่อลิตร เหลือ 0.005 บาท (ครึ่งสตางค์) ต่อลิตร เป็นระยะเวลา 1 ปี เพื่อช่วยเหลือประชาชนในส่วนของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องที่เป็นภาระของประชาชนในช่วงเวลานี้ โดยในส่วนของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงนั้นควรจะมีการปรับลดอัตราการส่งเงินเข้ากองทุนและการอุดหนุนของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และในส่วนของค่าการตลาดของผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมัน ที่มีความแตกต่างกันโดยน้ำมันที่มีส่วนผสมของพลังงานธรรมชาติอย่างน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 E85 หรือ น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 มีค่าการตลาดที่สูงกว่าน้ำมันเบนซิน 95 แต่ในส่วนของน้ำมันดีเซล B20 มีค่าการตลาดที่ต่ำกว่าน้ำมันดีเซล อยากให้ภาครัฐทำการสื่อสารให้ประชาชนความเข้าใจว่าน้ำมันหนึ่งลิตร มีอะไรบ้าง เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดในเรื่องของน้ำมันเชื้อเพลิง ปัญหาราคาน้ำมัน เป็นเรื่องละเอียดอ่อน แก้ปัญหาได้ดีก็รอดตัว! แต่ถ้ายังเป็นแบบนี้ก็นับถอยหลังไปพบจุดจบได้เลย!!!