“เจ้าท่า – กรมขนส่งฯ” ลุยความปลอดภัยช่วงปีใหม่ 2561 เน้นลดสถิติดอุบัติเหตุระบบขนส่งสาธารณะ

เศรษฐกิจ30 พ.ย. 2560 • 06:35 น.
“เจ้าท่า – กรมขนส่งฯ” ลุยความปลอดภัยช่วงปีใหม่ 2561 เน้นลดสถิติดอุบัติเหตุระบบขนส่งสาธารณะ
นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมเจ้าท่า เปิดเผยว่า ได้เชิญผู้แทนจากบริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด เข้าร่วมหารือในประเด็นข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการให้บริการและการเดินเรือด่วนเจ้าพระยาที่มีผลกระทบต่อประชาชนริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา โดยได้เน้นย้ำในเรื่องของความปลอดภัยในการเดินเรือ ตลอดจนแผนพัฒนาการให้บริการเรือโดยสารในแม่น้ำเจ้าพระยา การพัฒนาท่าเรือ และการจัดการจราจรทางน้ำ เพื่อรองรับประชาชนที่ใช้บริการท่าเรือที่เป็นจุดเชื่อมต่อกับระบบขนส่งมวลชนอื่นๆ ในอนาคต "ได้ขอความร่วมมือให้ลดความเร็วในการเดินเรือเพื่อลดการเกิดคลื่นน้ำ เนื่องจากในขณะนี้แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นช่วงมีระดับน้ำสูงกว่าปกติ รวมทั้งเน้นย้ำเกี่ยวกับความปลอดภัยในการเดินเรือ การบรรทุกผู้โดยสารไม่ให้เกินอัตราที่กำหนดไว้ในใบอนุญาตใช้เรือ และการให้บริการที่ดีแก่ประชาชนผู้ใช้บริการ ซึ่งผู้แทนจากบริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด รับทราบพร้อมเสนอแนวทางในการลดผลกระทบต่อประชาชน โดยได้เน้นย้ำเจ้าหน้าที่ประจำเรือเกี่ยวกับการให้บริการด้วยความสุภาพแก่ประชาชน รวมทั้งปรับและลดความเร็วในการเดินเรือ การใช้เรือที่มีขนาดและรูปแบบเหมาะสม เพื่อลดการเกิดคลื่นน้ำในขณะเดินเรือ" นายจิรุตม์ กล่าว นอกจากนี้ยังได้หารือเกี่ยวกับแผนพัฒนายกระดับการให้บริการในภาพรวมต่างๆ เพื่อให้เกิดความสะดวก ปลอดภัย และทันสมัยมากยิ่งขึ้นได้แก่ 1.เรือด่วนเจ้าพระยาจะปรับเปลี่ยนวัสดุต่อเรือใหม่ให้เป็นเรือรูปแบบที่ทันสมัยจากปัจจุบันที่เป็นเรือไม้จำนวน 59 ลำ เพื่อให้สามารถรองรับผู้โดยสารได้มากขึ้น มีโครงสร้างที่แข็งแรงและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ,2.จะนำเทคโนโลยีมาใช้ในการให้บริการ อาทิ การติดตั้งระบบ GPS ในเรือ เพื่อแจ้งสถานะตำแหน่งเรือให้ผู้ใช้บริการในเรือได้ทราบและจุดจอดท่าเรือถัดไป โดยจะเชื่อมสัญญาณกับอุปกรณ์บนท่าเรือ รวมทั้งจะติดตั้งกล้องวงจรปิดในเรือ เพื่อความปลอดภัยแก่ผู้ใช้บริการ ,3.กรมเจ้าท่าจะดำเนินการปรับปรุงท่าเรือเพื่อรองรับการให้บริการที่ทันสมัย โดยนำเทคโนโลยีการติดตามเรือมาใช้ เพื่อให้ผู้ใช้บริการเรือได้ทราบข้อมูลในการเดินทางล่วงหน้า รวมทั้งมีสิ่งอำนวยความสะดวกและความปลอดภัย อาทิ ทีวีแจ้งตารางการให้บริการของเรือแต่ละประเภท ที่นั่งพักผู้โดยสารเพียงพอต่อประชาชน เป็นต้น และ4.กรมเจ้าท่าจะดำเนินการวางแผนการจราจรทางน้ำ เพื่อรองรับปริมาณของท่าเรือและเรือที่จะมีเพิ่มมากขึ้นในอนาคต สำหรับตัวเรือรูปแบบใหม่บริษัทฯ จะทยอยนำเข้ามาทดแทนเรือไม้ตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นไป รวมทั้งกรมเจ้าท่าและบริษัทฯ จะดำเนินการปรับปรุงท่าเรือท่าเรือสาทร ท่าเรือท่าช้าง และท่าเรือพรานนก เป็นท่าเรือต้นแบบ โดยนำเทคโนโลยีและการบริหารจัดการที่ทันสมัย เพื่อรองรับประชาชนผู้ใช้บริการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลปีใหม่ขอให้เรือด่วนเจ้าพระยาเตรียมเรือและเจ้าหน้าที่ประจำเรือให้เพียงพอ เพื่อรองรับการใช้บริการของประชาชน โดยให้ยึดถือความปลอดภัยมาเป็นอันดับหนึ่ง ด้านกรมการขนส่งทางบก นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก พร้อมด้วย ดร.สาโรจน์ ขอจ่วนเตี๋ยว ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานอาชีวศึกษาช่างอุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.), นายณัฐวุฒิ อ่อนน้อม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายบริหารการเดินรถ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.), นายสาคร รุ่งสวัสดิ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายการเดินรถ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และภาคีเครือข่ายภาคเอกชน ร่วมแถลงข่าวการบูรณาการความร่วมมือ เพื่อดำเนินการตามมาตรการด้านความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2561 โดยตั้งใจมอบความปลอดภัยเป็นของขวัญให้คนไทยทุกคน นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า เทศกาลปีใหม่ 2561 กระทรวงคมนาคมเตรียมความพร้อมรองรับการเดินทางโดยกำหนดมาตรการเข้มข้น 7 7 7 แบ่งเป็น 7 วันก่อนเทศกาล วันที่ 21 - 27 ธันวาคม 2560, 7 วันระหว่างเทศกาล วันที่ 28 ธันวาคม 2560 - 3 มกราคม 2561 และ 7 วันหลังเทศกาล วันที่ 4 - 10 มกราคม 2561 โดยตั้งเป้าหมายลดสถิติการเกิดอุบัติเหตุ ลดจำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ และต้องไม่มีผู้เสียชีวิตจากระบบขนส่งสาธารณะ พนักงานขับรถต้องมีระดับแอลกอฮอล์เป็นศูนย์ทุกคน ทั้งยังกำหนดมาตรการดูแลอำนวยความสะดวกการเดินทางให้ประชาชนทุกคนได้เดินทางกลับบ้านอย่างปลอดภัย โดยในส่วนของกรมการขนส่งฯได้สั่งการให้สำนักงานขนส่งจังหวัดทุกแห่งจัดเตรียมรถโดยสารประจำทางและรถโดยสารไม่ประจำทางเสริมในเส้นทางให้เพียงพอกับความต้องการเดินทางของประชาชนทั้งเที่ยวไป-เที่ยวกลับ ซึ่งต้องไม่มีผู้โดยสารตกค้างที่สถานีโดยเด็ดขาด และให้ตรวจตราความปลอดภัยภายในสถานีขนส่งผู้โดยสาร เพื่อป้องกันมิจฉาชีพที่แฝงตัวเข้ามาฉวยโอกาส และตรวจสอบการให้บริการของผู้ประกอบการทุกรายอย่างเข้มงวด นอกจากนี้ยังร่วมกับ ภาคีเครือข่ายภาครัฐ หน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม รัฐวิสาหกิจ สถานศึกษา และภาคเอกชน บูรณาการมาตรการด้านความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกเพื่อรองรับการเดินทางของประชาชนด้วย 3 กิจกรรม คือ การสแกนเข้มรถโดยสารทุกสถานี ดำเนินการร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.), บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.), คณะกรรมการจัดระเบียบรถโดยสารสาธารณะ ตำรวจ และหน่วยงานท้องถิ่น กิจกรรมตรวจรถฟรี ขับขี่ปลอดภัย ดำเนินการร่วมกับภาคเอกชน สมาคม และหน่วยงานต่างๆ กว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ ให้บริการเช็กความพร้อมของรถยนต์และรถจักรยานยนต์โดยไม่คิดค่าบริการ และการตั้งจุดให้บริการทั่วไทยร่วมภาคีเครือข่าย ร่วมกับ สอศ. จำนวน 189 จุดทั่วประเทศ นายสนิท กล่าวว่า สำหรับมาตรการสแกนเข้มรถโดยสารทุกสถานี คือการสานต่อมาตรการตรวจความพร้อมรถโดยสารและคนขับรถตามแบบรายการ Checklist ของกรมการขนส่งทางบก โดยบูรณาการร่วมกับ สอศ., บขส., คณะกรรมการจัดระเบียบรถโดยสารสาธารณะ, ตำรวจ และหน่วยงานท้องถิ่น ตรวจสอบความพร้อมของรถโดยสารทุกคัน พนักงานขับรถทุกคนที่สถานีขนส่งผู้โดยสารและจุดจอดรถที่กำหนดรวม 212 แห่งทั่วประเทศ และเพิ่มความเข้มข้นตรวจสอบความปลอดภัยของรถโดยสารเช่าเหมา (รถโดยสารไม่ประจำทาง) ระหว่างทางบนเส้นทางหลักใน 11 จังหวัด รวม 14 แห่ง โดยแบ่งการดำเนินงานเป็น 3 ช่วง (รวม 21 วัน) ได้แก่ ช่วงเตรียมความพร้อมก่อนเทศกาล เริ่มดำเนินการระหว่างวันที่ 1 – 7 ธันวาคม 2560 เพื่อกระตุ้นให้เกิดความตระหนักและเร่งปรับปรุงแก้ไขตัวรถและสร้างความเข้าใจให้แก่พนักงานขับรถ ควบคู่กับการตรวจความพร้อมที่สถานประกอบการ ช่วงก่อนเทศกาล ดำเนินการระหว่างวันที่ 21 – 27 ธันวาคม 2560 ซึ่งเป็นช่วงที่มีประชาชนเริ่มทยอยเดินทางกลับภูมิลำเนา และช่วงเทศกาล ดำเนินการเข้มข้นระหว่างวันที่ 28 ธันวาคม 2560 - 3 มกราคม 2561 โดย สอศ. ได้จัดคณะอาจารย์และนักศึกษาในพื้นที่ ตรวจสอบความพร้อมของรถร่วมกับเจ้าหน้าที่ของกรมการขนส่งทางบก หากพบรถโดยสารไม่ปลอดภัย ไม่พร้อมใช้งานพ่นข้อความ “ห้ามใช้” และต้องนำรถเข้าตรวจสภาพหลังดำเนินการแก้ไขเรียบร้อยแล้ว กรณีพบพนักงานขับรถมีสภาพไม่พร้อมหรือพบการกระทำความผิดดำเนินการลงโทษขั้นสูงสุด ทั้งปรับ พักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับรถและ “สั่งห้ามปฏิบัติหน้าที่” โดยผู้ประกอบการต้องเปลี่ยนรถคันใหม่และพนักงานขับรถที่พร้อมปฏิบัติหน้าที่แทนทันทีเพื่อไม่ให้มีผู้โดยสารตกค้าง และเข้มงวดตรวจสอบให้ผู้โดยสารคาดเข็มขัดนิรภัยครบถ้วนทุกคนก่อนออกเดินทาง ส่วนของกิจกรรม “ตรวจรถ “ฟรี” ขับขี่ปลอดภัย” โดยเน้นย้ำให้ผู้ใช้รถให้ความสำคัญกับการตรวจความพร้อมของสภาพตัวรถ เครื่องยนต์ และอุปกรณ์ส่วนควบภายในรถก่อนการเดินทางไกล โดยร่วมกับภาคเอกชน สมาคม และหน่วยงานต่างๆ อาทิ บริษัทผู้ผลิตและศูนย์บริการตัวแทนจำหน่ายรถยนต์/รถจักรยานยนต์ ศูนย์บริการซ่อมบำรุงรักษารถ ศูนย์ซ่อมรถของบริษัทประกันภัย บริษัทติดตั้งแก๊ส NGV/LPG ในรถยนต์ บริษัทผลิตและศูนย์บริการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง สถานตรวจสภาพรถ (ตรอ.) สมาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ ให้บริการเช็กความพร้อมรถยนต์และรถจักรยานยนต์โดยไม่คิดค่าบริการจำนวนกว่า 20 รายการ เช่น การตรวจระบบเบรก สภาพยาง อุปกรณ์ปัดน้ำฝน ระดับน้ำมันเครื่องและความสกปรกของน้ำมันเครื่อง ระดับน้ำมันเบรก การทำงานของไฟส่องสว่าง/ไฟสัญญาณต่างๆ เป็นต้น สามารถนำรถเข้ารับบริการฟรี ณ สถานประกอบการที่มีป้ายประชาสัมพันธ์ “ตรวจรถ “ฟรี” ขับขี่ปลอดภัย” ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2560 - 15 มกราคม 2561 ซึ่งจะให้บริการประชาชนทั้งช่วงก่อนการเดินทางเพื่อเตรียมความพร้อมรถ และครอบคลุมถึงช่วงการเดินทางกลับเพื่อตรวจบำรุงรักษารถหลังจากใช้รถทางไกลด้วย “การใช้ความเร็วของรถโดยสารและรถบรรทุกให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด โดยจัดหน่วยเคลื่อนที่ตรวจจับความเร็วในเส้นทางเข้า-ออกกรุงเทพฯ เช่น ถนนพระรามสอง ถนนสายเอเชีย ตั้งจุดตรวจและจุดสกัดรถกระทำความผิด พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ติดตามการเดินรถผ่านศูนย์บริหารจัดการเดินรถระบบ GPS ตลอด 24 ชั่วโมง กรณีพบรถโดยสารใช้ความเร็วเกินกำหนด เบื้องต้นจะประสานผู้ประกอบการขนส่งให้แจ้งผู้ขับรถให้ลดความเร็วทันที หากยังฝ่าฝืนประสานเจ้าหน้าที่ประจำจุดสกัด หรือจุดตรวจความพร้อมใน 11 จังหวัด ที่ใกล้ที่สุดให้เข้าระงับการใช้ความเร็ว เพื่อป้องกันอุบัติเหตุร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ความเร็วเกินกำหนด ซึ่งจะยกระดับความเข้มข้นเด็ดขาด และลงโทษทันที ทั้งพนักงานขับรถ ผู้ประจำรถ และผู้ประกอบการขนส่ง ลงโทษสูงสุดถึงขั้นพิจารณาพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตประกอบการ สำหรับประชาชนกรณีพบรถโดยสารไม่ปลอดภัย เอาเปรียบผู้โดยสาร แจ้งศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารและรับเรื่องร้องเรียน สายด่วน 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือแจ้งเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารประจำสถานีขนส่ง”นายสนิท กล่าว