พิษบึ้มกรุง!! ฉุดหุ้นร่วง ติดลบเกือบ 30 จุด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การซื้อขายหลักทรัพย์ภาคเช้าวันศุกร์ (2 ส.ค. 62) เวลา 12.30 น. ดัชนีปิดอยู่ที่ 1,678.79 จุด ปรับลดลง -20.96 จุด หรือคิดเป็น -1.23%มูลค่าการซื้อ-ขายทั้งสิ้น 43,977.92 ล้านบาท
5 อันดับ หลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายสูงสุด คือ PTTGC ปิดที่ 58.00 บาท ลดลง -2.25 บาท, PTT ปิดที่46.00 บาท ลดลง -1.25 บาท, AOT ปิดที่ 69.75 บาท ลดลง -2.00 บาท, PTTEP ปิดที่ 131.50 บาท ลดลง -3.50 บาท และ CPALL ปิดที่ 86.25 บาทลดลง -0.50 บาท
ด้านนายวิจิตร อารยะพิศิษฐ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้ปรับตัวลงในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียที่ต่างติดลบกัน ภายหลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ เตรียมเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนอีก 10% คิดเป็นมูลค่า 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยจะเริ่มเก็บวันที่ 1 ก.ย.นี้ และยังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยในประเทศในเหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร ทำให้ไปกดดันการท่องเที่ยว ส่งผลให้ตลาดฯมีโมเมนตัมเป็นลบจากปัจจัยในประเทศและต่างประเทศ
อย่างไรก็ดี ดัชนีฯได้เปิดปรับตัวลงไปลึกจนลงมาแถว 1,680 จุด ซึ่งเป็นบริเวณที่มีแรงสู้ และมองโซนนี้เป็นแนวตั้งรับได้ ทำให้ตลาดฯอาจมีโอกาสดีดกลับขึ้นไปได้บ้าง โดยวันนี้หุ้นในกลุ่มพลังงานกดดันตลาดฯหลังจากที่ราคาน้ำมันร่วงแรงจากกังวลความต้องการน้ำมันที่หดตัว แต่เช้านี้ราคาน้ำมันในตลาดล่วงหน้าก็เริ่มเห็นการรีบาวด์ขึ้นได้บ้าง
ทั้งนี้ ยังต้องติดตามการทยอยประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนต่อไป และติดตามเรื่องมาตรการลดหย่อนภาษีจากการซื้อหน่วยลงทุนกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ที่ใกล้จะหมดอายุในสิ้นปีนี้ จะมีการหารือกันอย่างไร รวมถึงวันนี้ให้ติดตามตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯด้วย
ทั้งนี้ ดัชนีหุ้นไทยปิดการซื้อขายครึ่งวันเช้าที่ระดับ 1,678.79 จุด ลดลง 20.96 จุด หรือเปลี่ยนแปลง -1.23% มูลค่าการซื้อขาย 43,977.92 ล้านบาท
สำหรับแนวโน้มการลงทุนในช่วงบ่ายนี้ นายวิจิตร กล่าวว่า ตลาดฯมีโอกาสที่จะเกิดเทคนิคเคิลรีบาวด์ ในลักษณะของการลดช่วงลบได้หลังจากที่ดัชนีฯปรับตัวลงไปถึง 20 จุด พร้อมให้แนวรับเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันที่ 1,672 จุด ส่วนแนวต้าน 1,690 จุด