วิกฤติน้ำมันแพง! รัฐบาลอุ้มราคาหลังแอ่น ประคองเศรษฐกิจหวั่นทรุดหนักเกินแก้
ปัญหาราคาน้ำมันตลาดโลกพุ่งไม่หยุด ส่งผลให้ทั่วโลกได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง จนหลายประเทศต้องหามาตรการแก้ไข เพื่อไม่ให้การขับเคลื่อนธุรกิจในประเทศต้องหยุดชะงัก โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา และประเทศกลุ่มอุตสาหกรรม ที่ใช้พลังงานน้ำมันในการขับเคลื่อนประเทศ
เช่นเดียวกับประเทศไทยที่ใช้พลังงานน้ำมันในการขับเคลื่อนประเทศ โดยเฉพาะการเดินทางของประชาชน และการขนส่งสินค้า ที่เวลานี้กำลังประสบปัญหาราคาน้ำมันดีเซลที่พุ่งขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งสวนทางกับรายได้ของการประกอบธุรกิจระบบขนส่งสาธารณะ และการขนส่งสินค้า ที่ไม่สามารถปรับขึ้นได้
ส่งผลให้เวลานี้ผู้ประกอบการหลายรายต้องประกาศปิดตัว หรือขายกิจการทิ้ง!!!
หากมองย้อนกลับไปมองยังราคาน้ำมันดีเซล ซึ่งเป็นต้นทุนหลักกว่า 50% ในการดำเนินธุรกิจ เวลานี้อย่างที่ทราบกันว่ารัฐบาลได้แจ้งว่าได้อุ้มราคาน้ำมันดีเซลให้อยู่ที่ราคาลิตรละ 32 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม ที่ผ่านมา และจะพิจารณาว่าจะขยับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลอีกเท่าไหร่ โดยเวลานั้นราคาสินค้าทั้งอุปโภค บริโภค ต่างปรับราคาขึ้นตามด้วยเช่นกัน
ล่าสุด “สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” (สกนช.) แจ้งว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติให้คงราคาดีเซลในสัปดาห์นี้ไว้ที่ 32 บาท/ลิตร โดยกองทุนอุดหนุนอยู่ที่ 11.35 บาท/ลิตร เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบด้านค่าครองชีพให้ประชาชน จากราคาจริงอยู่ที่ 38 บาท/ลิตร ภายใต้สถานการณ์ราคาน้ำมันตลาดโลกยังคงอยู่ในระดับสูง
“สัปดาห์ที่ผ่านมาฐานะกองทุนติดลบ 66,681 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชีน้ำมันติดลบ 33,258 ล้านบาท และบัญชีก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ติดลบ 33,423 ล้านบาท”
ทำให้เวลานี้รัฐบาลจำเป็นที่จะต้องหาเงินกู้ให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ในการตรึงราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่ง “นายธีรัชย์ อัตนวานิช” รองปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานจัดหาเงินกู้ให้แก่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กล่าวว่า กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ระหว่างการจัดหาแหล่งเงินทุนเพื่อนำมาเป็นสภาพคล่องให้แก่กองทุนฯ และได้เจรจากับธนาคารพาณิชย์หลายแห่ง โดยหนึ่งในนั้นจะมีธนาคารออมสิน และธนาคารกรุงไทย ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในเดือนพ.ค.นี้
สำหรับวงเงินที่จะขอกู้นั้นจะอยู่ที่ประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งขณะนี้ทางสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ได้บรรจุไว้ในแผนการบริหารหนี้ในปีงบประมาณ 2565 แล้ว โดยกองทุนฯ จะกู้เต็มวงเงินดังกล่าว แต่จะทยอยเบิกจ่ายเท่าที่จำเป็น
จากการพูดคุยกับผู้ประกอบระบบขนส่งสาธารณะ ที่ได้ระบบผลกระทบเต็มๆ จากราคาน้ำมันดีเซลที่สูงขึ้น ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “จำเป็นที่จะต้องปรับขึ้นค่าโดยสาร” แต่จะได้มากน้อยเท่าไหร่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาล อาทิ การเดินทางทางเรือโดยสาร “นายเชาวลิต เมธยะประภาส” กรรมการผู้จัดการ บริษัทครอบครัวขนส่ง (2002) จำกัด ผู้ให้บริการเดินเรือโดยสารคลองแสนแสบ เส้นทางวัดศรีบุญเรือง-สะพานผ่านฟ้าลีลาศ กล่าวว่า ได้เสนอขอปรับขึ้นค่าโดยสารให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาแล้ว เนื่องจากราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 31.94 บาทอต่อลิตรตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.ที่ผ่านมา ทำให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนในการเดินเรือเพิ่มขึ้น โดยได้ขอปรับขึ้นแบบเป็นขั้นบันได เริ่มที่ 1 บาทก่อน ทั้งนี้ปัจจุบันการเก็บค่าโดยสารอยู่ที่ราคา 9-19 บาทตามระยะ ขอปรับขึ้นเป็น 10-20 บาทตามระยะ และหากราคาดีเซลปรับเพิ่มขึ้นอีก บริษัทฯ จะปรับขึ้นอีก 1 บาท เป็น 11-21 บาทตามระยะ ส่วนการปรับขึ้นค่าโดยสารจะได้ปรับขึ้นกี่บาท และเริ่มปรับขึ้นตั้งแต่วันที่เท่าใด ขึ้นอยู่กับกระทรวงคมนาคมเป็นผู้พิจารณา
“นายเฉลิม ชั่งทองมะดัน” นายกสมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างแห่งประเทศไทย (สจท.) กล่าวว่า แม้รัฐบาลจะช่วยเหลือผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์สาธารณะได้รับสิทธิค่าน้ำมันไม่เกิน 50 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 250 บาทต่อคนต่อเดือน รวม 3 เดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 8 พ.ค.-ก.ค.65 นั้น เป็นสิ่งที่ดี แต่ถือว่ายังน้อย และไม่สอดคล้องกับต้นทุนในการเดินรถ อีกทั้งมีผู้ขับขี่หลายรายไม่ได้เข้าร่วมโครงการ เพราะบางส่วนไม่ทราบว่ามีโครงการนี้ และมีการดำเนินการที่ยุ่งยาก ต้องใช้งานผ่านแอพพลิเคชั่น ซึ่งผู้ขับขี่หลายคนมีอายุมากจึงไม่สะดวก
แต่ที่มีอาการหนักถึงขั้นต้องปิดกิจการ “บริษัทเดินรถเชิดชัยทัวร์” ที่มี “นางสุจินดา เชิดชัย” หรือ “เจ๊เกียว” นายกสมาคมผู้ประกอบการรถร่วมโดยสาร บขส. ตัดสินใจประกาศขายกิจการ ที่ทำมานานกว่า 65 ปี เนื่องจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 รวมทั้งค่าน้ำมันดีเซลแพงขึ้นต่อเนื่อง โดยต้องแบกรับภาระค่าน้ำมันไม่ต่ำกว่าเดือนละ 4 ล้านบาท และรายจ่ายอื่นๆอีกจำนวนมาก
หลังจากนี้เชื่อว่า ปัญหาราคาน้ำมันยังจะตามหลอกหลอนคนไทยไปอีกนาน!!!
ซึ่งอยู่ที่รัฐบาล และประชาชน จะร่วมใจกันผ่านวิกฤตินี้ไปได้อย่างไร!?!
ก่อนที่เศรษฐกิจจะทรุดหนักเกินแก้ไข!!!