ปมข้อวินิจฉัยสถานะประธาน กสทช. ส่อเค้าวุ่นขึ้นอีก หลัง “ณรงค์ รัฐอมฤต” อดีตกรรมการสรรหา กสทช. ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีและประธานวุฒิสภา ยืนยันคณะกรรมการสรรหามีอำนาจเพียงดำเนินกระบวนการสรรหา และอำนาจดังกล่าวสิ้นสุดลงเมื่อผู้ได้รับการคัดเลือกได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งแล้ว จึงไม่มีอำนาจกลับมาวินิจฉัยสถานะของประธาน กสทช.
ที่น่าจับตาคือ ความเห็นของนายณรงค์ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่สอดคล้องกับความเห็นที่เกิดขึ้น “ภายในคณะกรรมการสรรหาเอง” เมื่อ นางยุพิน ชลานนท์นิวัฒน์ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งทำหน้าที่กรรมการสรรหา ได้แสดงความเห็นคัดค้านในประเด็นอำนาจของคณะกรรมการสรรหา ก่อนถอนตัวออกจากการประชุมเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569
ความเห็นของนางยุพินทำให้ข้อเท็จจริงเบื้องหลัง “มติ 4:0” ถูกจับตามอง เพราะแม้ผลการลงมติของผู้ที่อยู่ร่วมพิจารณาจะออกมา 4 ต่อ 0 แต่ก่อนการลงมติได้มีกรรมการสรรหาแสดงความเห็นต่างอย่างชัดเจนว่า คณะกรรมการสรรหาชุดเดิมไม่มีอำนาจกลับมาวินิจฉัยสถานะของผู้ที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นกรรมการ กสทช. แล้ว และได้ถอนตัวออกจากการประชุมโดยไม่ร่วมพิจารณาต่อ
นางยุพินให้เหตุผลว่า มาตรา 15/1 ให้อำนาจคณะกรรมการสรรหาวินิจฉัยปัญหาคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามเฉพาะ “ผู้สมัครเข้ารับการสรรหา” หรือ “ผู้ได้รับการคัดเลือก” เท่านั้น เมื่อบุคคลนั้นได้รับการแต่งตั้งและมีสถานะเป็นกรรมการ กสทช. แล้ว อำนาจของคณะกรรมการสรรหาย่อมสิ้นสุดลง อีกทั้งไม่ปรากฏบทบัญญัติใดให้อำนาจคณะกรรมการสรรหากลับมาวินิจฉัยการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการ กสทช. อย่างชัดแจ้ง
จึงเท่ากับว่า ขณะนี้มีทั้งอดีตกรรมการสรรหาและกรรมการสรรหาที่เข้าร่วมประชุมเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม ต่างตั้งข้อสังเกตไปในทิศทางเดียวกันต่อ “ต้นทางของอำนาจ” ที่ใช้วินิจฉัยสถานะประธาน กสทช. ทำให้ข้อถกเถียงไม่ได้อยู่เพียงว่าประธาน กสทช. มีคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามหรือไม่ แต่อาจย้อนกลับไปสู่คำถามสำคัญกว่า คือ “คณะกรรมการสรรหามีอำนาจตามกฎหมายที่จะวินิจฉัยเรื่องนี้ตั้งแต่ต้นหรือไม่”








