FETCO เผยดัชนีเชื่อมั่น 3 เดือนหน้าขยับสู่เกณฑ์ร้อนแรง ท่องเที่ยวฟื้นหนุน-ศก.ฟื้น-เฟดชะลอขึ้่น ดบ.

เศรษฐกิจ8 ธ.ค. 2565 • 15:40 น.
FETCO เผยดัชนีเชื่อมั่น 3 เดือนหน้าขยับสู่เกณฑ์ร้อนแรง ท่องเที่ยวฟื้นหนุน-ศก.ฟื้น-เฟดชะลอขึ้่น ดบ.

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) ผลสำรวจในเดือนพฤศจิกายน 2565 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index: ICI) ในอีก 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 124.42 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 14.3% จากเดือนก่อนหน้าขึ้นมาอยู่ในเกณฑ์ "ร้อนแรง"  นักลงทุนมองว่าการฟื้นต้วของภาคท่องเที่ยวจะเป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นมากที่สุด รองลงมาคือการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ และแนวโน้มการชะลอการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED)  

สำหรับปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ได้แก่ ความไม่แน่นอนต่อนโยบายการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ FED รองลงมาคือสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 และการประกาศจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะจากการขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ฯสรุปผลสำรวจ ดังนี้

- ดัชนีความเชื่อมั่นรวมทุกกลุ่มนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า (กุมภาพันธ์ 2565) อยู่ในเกณฑ์ "ร้อนแรง" (ช่วงค่าดัชนี 120-159) เพิ่มขึ้น 14.3% จากเดือนก่อนหน้า มาอยู่ที่ระดับ 124.42

- ความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนบุคคลอยู่ในเกณฑ์ "ทรงตัว" ในขณะที่กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ กลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศ และกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศ อยู่ในระดับ "ร้อนแรง"

- หมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดท่องเที่ยวและสันทนาการ (TOURISM)

- หมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดแฟชั่น (FASHION)

- ปัจจัยหนุนที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ การฟื้นต้วของภาคท่องเที่ยว

- ปัจจัยฉุดที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ ความไม่แน่นอนต่อนโยบายการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ FED

โดยผลสำรวจ ณ เดือนพฤศจิกายน 2565 รายกลุ่มนักลงทุน พบว่าความเชื่อมั่นนักลงทุนทุกนักลงทุนบุคคลปรับลดลง 3.7% อยู่ที่ระดับ 109.2 กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ปรับเพิ่มขึ้น 28.6% อยู่ที่ระดับ 142.86 กลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศปรับลดลง 0.5% อยู่ที่ระดับ 129.41 และกลุ่มนักลงทุนต่างชาติปรับเพิ่ม 40.0% อยู่ที่ระดับ 140.00

ทั้งนี้ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2565 SET Index ปรับตัวในกรอบแคบโดยมีปัจจัยหนุนจากแนวโน้มการชะลอการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ซึ่งเป็นผลจากอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐที่ส่งสัญญาณชะลอตัว รวมถึงการประกาศตัวเลข GDP ของไทยในไตรมาส 3 ที่ขยายตัว 4.5% สะท้อนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เร่งตัวขึ้นในครึ่งปีหลังนี้ และแรงหนุนจากภาคท่องเที่ยว

อย่างไรก็ตาม ตลาดยังมีความกังวลต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยเฉพาะในประเทศจีนที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม และการที่รัฐบาลประกาศเริ่มเก็บภาษีขายหุ้นในไทยในปี 2566 โดย SET Index ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายนปิดที่ 1,635.36 จุด  ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.7% จากเดือนก่อนหน้า ในขณะที่นักลงทุนต่างชาติยังคงซื้อสุทธิในเดือนพฤศจิกายน 2565 กว่า 30,129 ล้านบาท โดยตลอดทั้งปี 2565 นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิเป็นมูลค่า184,060 ล้านบาท
          ปัจจัยต่างประเทศที่ต้องติดตามได้แก่  มาตรการการควบคุมสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศจีนหลังเกิดการประท้วงรุนแรงเพื่อต่อต้านนโยบาย Zero Covid ที่เข้มงวด  อัตราเงินเฟ้อในสหรัฐอเมริกาที่แม้จะชะลอตัวแต่ยังคงสูงกว่าเป้าซึ่งจะส่งผลต่อการตัดสินใจของ FED ในการคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงนานกว่าที่คาดการณ์ไว้ แนวโน้มการเกิด Recession ในภาคเศรษฐกิจยุโรปจากวิกฤติพลังงานและเงินเฟ้อและสถานการณ์ความขัดแย้งในรัสเซีย-ยูเครนที่ยังไม่คลี่คลาย
          ส่วนปัจจัยในประเทศที่น่าติดตาม ได้แก่ สถานการณ์การเมืองในประเทศหลังจบการประชุม APEC ซึ่งอาจมีการยุบสภาและจัดการเลือกตั้งในปี 2566 รวมถึงความคาดหวังต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ