สศช.หนุน 8 มาตรการรัฐ

เศรษฐกิจ22 มิ.ย. 2565 • 23:30 น.
สศช.หนุน 8 มาตรการรัฐ

"สศช." มั่นใจปี 65 ศก.โต 3% ส่งออกฟื้น-นักท่องเที่ยวเพิ่มรับเปิดประเทศ ขณะที่"ออมสิน"จับมือ"กบข."ลดภาระข้าราชการ ออกสินเชื่อสวัสดิการสู้ภัยโควิด ดอกเบี้ยถูก งวดผ่อนต่ำ ไม่ต้องใช้บุคคลค้ำ

 เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.65 นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนาสู่โอกาสใหม่ Stronger Thailand  ว่า สศช.ได้มีการประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2565 ว่าจะขยายตัวได้ 2.5-3.5% หรือมีค่ากลางอยู่ที่ 3% โดยจากการหารือกับหน่วยงานเศรษฐกิจต่างๆ ได้แก่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงการคลังยังเห็นตรงกันว่าเศรษฐกิจไทยปี 2565 ยังขยายตัวได้ 3% อย่างแน่นอน เนื่องจากการส่งออกยังคงขยายตัว ขณะเดียวกันยังมีภาคการท่องเที่ยวที่ไทยมีการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเพิ่มที่คาดว่าปีนี้จะมีมาราว 7-10 ล้านคน

 สำหรับเศรษฐกิจไทยปี 2566 สศช.คาดการณ์ว่าจะขยายตัวได้ 3.7%  ซึ่งถือว่าเป็นการคาดการณ์ที่ต่ำกว่าสำนักเศรษฐกิจอื่นๆที่มองว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้เฉลี่ย 4.3 – 4.5% เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยมาจากการที่ต้องรอภาคการท่องเที่ยวค่อยๆฟื้นตัวเนื่องจากการท่องเที่ยวเกี่ยวข้องกับจีดีพีสูงถึง 40%

 ทั้งนี้รัฐบาลได้ออกมาตรการมาช่วยบรรเทาภาระประชาชนบ้างแล้วและมีอีก 8 มาตรการ ได้ผ่านการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 มิ.ย.ที่ผ่านมา ในส่วนนี้เป็นเรื่องที่รัฐจะจัดสรรงบประมาณมาช่วยเหลือประชาชนเช่น กองทุนน้ำมันเชื่อเพลิงใช้เงินไปแล้ว ด้านของการช่วยเหลือค่าแก๊ส LPG กับภาคครัวเรือน ช่วยเหลืออุดหนุนราคาน้ำมันเพื่อให้ราคาไม่สูงเกิน หากเทียบกับประเทศในภูมิภาคเดียวกันราคาน้ำมันของไทยยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำเช่น สิงคโปร์ น้ำมันดีเซลราคาลิตรละ 65 บาท เพราะใช้ราคาน้ำมันจริงตามกลไกตลาด เป็นต้น ดังนั้นการที่รัฐออกมาตรการด้านพลังงานออกมา เพื่อช่วยลดต้นทุนให้กับทุกภาคส่วนได้รับผลกระทบน้อยลง

 นายดนุชากล่าวอีกว่า จากปัจจัยที่เกิดขึ้น ภาคธุรกิจของไทยมีเงินให้กู้ยืมเพื่อเสริมสภาพคล่องให้ธุรกิจมากขึ้น โดยสินเชื่อภาคเอกชนขยายตัวต่อเนื่องทั้งสินเชื่อภาคธุรกิจ และภาคครัวเรือน และสินเชื่อแก่ธุรกิจเอสเอ็มอีที่ขยายตัวนับตั้งแต่มีการระบาดโควิด ส่วนหนี้สินภาคธุรกิจที่เป็นหนี้ที่ไม่เกิดรายได้ในภาพรวมยังทรงตัว และยังไม่เพิ่มขึ้นมากนัก ตรงนี้สะท้อนให้เห็นว่าสถานการณ์เริ่มปรับตัวดีขึ้น แม้ในความรู้สึกยังคิดว่าเศรษฐกิจยังไม่ปรับตัวมากนัก เพราะเศรษฐกิจจะค่อยๆ ขยายตัวในภาพใหญ่มากขึ้น

 "เศรษฐกิจไทยในปีนี้และระยะข้างหน้าโลกจะซับซ้อนมากขึ้น มีความเสี่ยงที่อาจคาดการณ์ได้ยากขึ้น แนวโน้มในแง่ของดิจิทัล ดิสรับชั่น สังคมสูงวัย เราก็ยังคงเผชิญอยู่ปกติแต่ในแง่ความเสี่ยงในเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitic) ที่ไทยต้องเตรียมพร้อมรองรับ การแบ่งขั้วอำนาจโลกจะมีมากอาจเป็น 2-3 ขั้ว เราต้องวางตำแหน่งของไทยในการประสานกับทุกประเทศได้ไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกับใคร ต้องสมดุลให้ดี ซึ่งรัฐบาลและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการอยู่"

 วันเดียวกัน  นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารออมสินได้จัดทำโครงการสินเชื่อผ่อนปรนหลักเกณฑ์การพิจารณาอนุมัติ พร้อมให้เงื่อนไขพิเศษในการกู้ เพื่อช่วยเพิ่มสภาพคล่อง บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง หลากหลายโครงการ ครอบคลุมอาชีพต่าง ๆ ทั้งที่เป็นแรงงานในระบบ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ผู้ประกอบการรายย่อย รวมถึงข้าราชการ หรือบุคลากรของรัฐ ที่ปัจจุบันกลุ่มอาชีพบุคลากรของรัฐสามารถยื่นขอกู้ในโครงการ สินเชื่อสวัสดิการ “สู้ภัยโควิด” ที่มอบสิทธิประโยชน์พิเศษคือ อัตราดอกเบี้ยต่ำสุด 5.995% (ตามเงื่อนไขธนาคาร)  ไม่ต้องมีบุคคลค้ำประกัน ผ่อนชำระเงินงวดเพียง 1,200 บาทต่อวงเงินกู้ 100,000 บาท ให้กู้สูงสุดไม่เกินรายละ 500,000 บาท ซึ่งผู้กู้สามารถนำเงินกู้จากสินเชื่อสวัสดิการ “สู้ภัยโควิด” ไปชำระหนี้สินอื่นที่คิดดอกเบี้ยสูงกว่า ซึ่งจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องในการใช้จ่ายอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวันได้ ดังนั้น เพื่อขยายผลให้ข้าราชการได้เข้าถึงสิทธิประโยชน์ของโครงการดังกล่าว ธนาคารจึงร่วมกับกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) จัดโปรโมชันสำหรับสมาชิก กบข. มอบสิทธิพิเศษ 2 ต่อเป็นของที่ระลึกและบัตรของขวัญ ทั้งนี้ เฉพาะสำหรับสมาชิก กบข. ที่หน่วยงานต้นสังกัดได้ทำบันทึกข้อตกลงการให้สินเชื่อร่วมกับธนาคารออมสินไว้แล้ว