ธุรกิจต้องรู้ : รวมธุรกิจอย่างไร ไม่ผิดกฎหมายการแข่งขันทางการค้า

เศรษฐกิจ20 ก.พ. 2562 • 02:29 น.
ธุรกิจต้องรู้ : รวมธุรกิจอย่างไร  ไม่ผิดกฎหมายการแข่งขันทางการค้า
เมื่อไม่นานมานี้มีข่าวที่สร้างความสนใจในวงการธุรกิจค้าปลีก ได้แก่ ข่าวบริษัทกลุ่มเซ็นทรัล จำกัด(Central Group) ได้เข้าไปซื้อหุ้นจำนวนมูลค่า 6,200 ล้านบาท ของบริษัทแกร็บประเทศไทย (Grab Thailand)คิดเป็นสัดส่วน ร้อยละ 30 ของจำนวนหุ้นทั้งหมด ในฐานะที่ผมเป็นกรรมการการแข่งขันทางการค้า และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลการประกอบธุรกิจให้มีการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม ตามพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 จึงอยากสร้างความตระหนักรู้ให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจได้ทราบว่า การซื้อขายหุ้นหรือสินทรัพย์เป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาการรวมธุรกิจภายใต้กฎหมายดังกล่าว ซึ่งมีการประกาศหลักเกณฑ์ไว้ชัดเจนว่ารวมธุรกิจอย่างไรจึงต้องขออนุญาตหรือต้องแจ้งให้ทราบ ผู้ประกอบธุรกิจจำเป็นต้องรับรู้ทำความเข้าใจ และยึดถือเป็นแนวปฏิบัติโดยเคร่งครัด มิฉะนั้นจะเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัว ถึงตอนนั้นคงไม่มีใครช่วยท่านได้ ผมจะพยายามเขียนให้กระชับเป็นลำดับขั้นตอน เพื่อให้ผู้อ่านได้ติดตามทำความเข้าใจได้ง่ายมิให้เกิดความซับซ้อนจนเกินไป ขั้นตอนที่ 1 ต้องรู้เบื้องต้นว่าอย่างไรจึงจะถือเป็นการรวมธุรกิจตามกฎหมายการแข่งขันทางการค้าปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณาตามที่กฎหมายกำหนดไว้ว่าการเข้าซื้อหุ้นหรือซื้อสินทรัพย์ของธุรกิจอื่น หากมีเจตนาเพื่อควบคุมนโยบายการบริหารธุรกิจ หรือการจัดการ ให้ถือว่าเป็นการรวมธุรกิจ ซึ่งมีหลักเกณฑ์การพิจารณา ดังนี้ (1)กรณีซื้อหุ้น ถ้าเป็นหุ้นที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ต้องเป็นการเข้าซื้อหุ้นตั้งแต่ร้อยละ 25 ขึ้นไป ของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมด แต่ถ้าเป็นหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้พิจารณาจากการเข้าซื้อหุ้น ตั้งแต่ร้อยละ 50 ขึ้นไป ของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมด (2)การซื้อสินทรัพย์กำหนดให้ต้องเข้าซื้อสินทรัพย์ของธุรกิจอื่น ตั้งแต่ร้อยละ 50 ขึ้นไปของมูลค่าสินทรัพย์ที่ใช้ในการประกอบธุรกิจตามปกติทั้งหมด สรุปก็คือ การเข้าซื้อหุ้นหรือสินทรัพย์ของธุรกิจอื่นเป็นเรื่องที่ต้องรู้เบื้องต้นว่าอยู่ในหลักเกณฑ์เข้าข่ายเป็นการรวมธุรกิจหรือไม่ (กรณีกลุ่มเซ็นทรัลซื้อหุ้นบริษัท แกร็บประเทศไทย ไม่เข้าข่ายเป็นการรวมธุรกิจ เนื่องจากเป็นการซื้อหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์ฯ เพียงร้อยละ 30)ขั้นตอนที่ 2ต้องรู้ว่าอย่างไรจึงจะต้องขออนุญาต ลำดับต่อไปเมื่อรู้ว่าเป็นการรวมธุรกิจตามกฎหมาย สิ่งที่จะต้องพิจารณาต่อคือ จะต้องขออนุญาตต่อคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าหรือไม่ ตรงนี้กฎหมายเขียนไว้ชัดว่า เมื่อรวมธุรกิจแล้วอาจก่อให้เกิดการผูกขาด หรือเป็นผู้มีอำนาจเหนือตลาด ต้องขออนุญาต ดังนั้น จึงต้องพิจารณาจากหลักเกณฑ์การเป็นผู้ประกอบธุรกิจที่มีอำนาจเหนือตลาด ได้แก่ ต้องมีส่วนแบ่งตลาดในตลาดใดตลาดหนึ่ง ตั้งแต่ร้อยละ 50 ขึ้นไป และมียอดเงินขายในปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป​ หากรวมธุรกิจกันแล้วเข้าเกณฑ์ดังกล่าวก็ต้องท าเรื่องขออนุญาตจากคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าก่อนการรวมธุรกิจ ขั้นตอนที่ 3 ต้องรู้ว่าอย่างไรจึงจะต้องแจ้งผลการรวมธุรกิจให้ทราบ กรณีนี้ไม่ยาก เนื่องจาก กฎหมายกำหนดไว้ว่าการรวมธุรกิจที่อาจก่อให้เกิดการลดการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังไม่ถึงขั้นการเป็นผู้มีอำนาจเหนือตลาด โดยกำหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่าการรวมธุรกิจที่มียอดเงินขายรวมกันในตลาดใดตลาดหนึ่งตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป ต้องแจ้งผลการรวมธุรกิจให้คณะกรรมการทราบ ภายใน 7 วัน สุดท้ายนี้ เชื่อว่าผู้ประกอบธุรกิจจะมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติการรวมธุรกิจตามกฎหมายการแข่งขันทางการค้ามากขึ้น และขอให้ยึดถือเป็นแนวปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เพราะหากฝ่าฝืนกระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับการรวมธุรกิจมีโทษปรับสูงสุดไม่เกินร้อยละ 0.5 ของมูลค่าธุรกรรมในการรวมธุรกิจ คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าชุดนี้เอาจริงนะครับ นายสันติชัย สารถวัลย์แพศย์ กรรมการการแข่งขันทางการค้า และโฆษกคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า