เปิดหวูด “รถไฟฟ้าสายสีแดง” ชวนประชาชนทิ้งรถ หันใช้ระบบสาธารณะเดินทาง

เศรษฐกิจ26 มี.ค. 2564 • 16:00 น.
เปิดหวูด “รถไฟฟ้าสายสีแดง”  ชวนประชาชนทิ้งรถ หันใช้ระบบสาธารณะเดินทาง
นับถอยหลังเราจะได้เห็นโฉมหน้าระบบรถไฟชานเมือง ( สายสีแดง ) ที่วิ่งให้บริการรับส่งผู้โดยสารจากนอกพื้นที่กรุงเทพฯ กับ “รถไฟฟ้าสายสีแดง” ภายใต้การบริหารของ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ซึ่งการรถไฟแห่งประเทศไทย กำกับดูแล ที่ต้องยอมรับว่าสถานีรถไฟชานเมือง ที่มาพร้อมกับความสวยงาม และการเชื่อมต่อกับหมวดขนส่งสาธารณะประเภทอื่นๆ ได้เกือบครบวงจร ทั้งนี้ล่าสุดมีการเปิดทดลองระบบการเดินรถไฟชานเมืองเต็มรูปแบบ เพื่อทดลองระบบการเดินรถว่ามีปัญหา และอุปสรรคอย่างไร เพื่อมาพัฒนา และปรับปรุงแก้ไขได้ทันก่อนที่จะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในช่วงปลายปี 2564 ที่จะถึงนี้ นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด เผยว่า โครงการระบบรถไฟชานเมือง ( สายสีแดง ) มีความพิเศษที่ตัวขบวนรถไฟฟ้าที่มีความสวยงามเหมือนรถไฟฟ้าในประเทศญี่ปุ่น วิ่งด้วยความเร็ว 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สร้างความสะดวกสบาย และความรวดเร็วให้แก่ประชาชนในการเดินทางเส้นทางชานเมือง โดยแบ่งออกเป็น 2 เส้นทาง ได้แก่ สายสีแดงเข้ม และสายสีแดงอ่อน ซึ่งในช่วงแรกเปิดให้บริการ 13 สถานี ประกอบด้วย สถานีกลางบางซื่อ , สถานีจตุจักร , สถานีวัดเสมียนนารี , สถานีบางเขน ,สถานีทุ่งสองห้อง , สถานีหลักสี่ , สถานีการเคหะ , สถานีดอนเมือง , สถานีหลักหก , สถานีรังสิต , สถานีบางซ่อน , สถานีบางบำหรุ และสถานีตลิ่งชัน อัตราค่าโดยสารเริ่มต้น 14 บาท ( อาจมีการเปลี่ยนแปลง ) โดยในอนาคตโครงการสายสีแดงเข้มจะมีส่วนต่อขยาย รังสิต - อยุธยา และสายสีแดงอ่อน ตลิ่งชัน – ศาลายา สำหรับในส่วนของค่าโดยสาร ต้องยอมรับว่าเป็นปัญหาที่ต้องดำเนินการอย่างด่วน ก่อนที่จะให้บริการ เพราะจะเปรียบเสมือนแม่เหล็กดึงดูดให้ประชาชน ทิ้งรถ และมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากยิ่งขึ้น ซึ่ง “นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ได้ให้การรถไฟฯ ไปทบทวนอัตราค่าโดยสารโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต และช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน เนื่องจากมองว่าการคิดราคาที่ รฟท. เสนอมา 14-42 บาท นั้น ไม่สมเหตุสมผล เช่น ช่วงบางซื่อ-รังสิต ระยะทาง 26 กม. เก็บค่าแรกเข้า 14 บาท และคิดตามระยะทางอยู่ที่ 2 บาท/กม. ขณะที่ช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน 15 กม. คิดตามระยะทางที่ 1.5 บาท/กม. “รฟท.ต้องมีรายละเอียดชัดเจนว่าคำนวณจากปัจจัยใดและต้องตอบได้ว่าเพราะเหตุใดจึงคิดอัตราค่าโดยสารไม่เท่ากันเมื่อเปรียบเทียบกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินที่คิดตามระยะทางอยู่ที่ประมาณ 0.88 บาท/กม. เท่านั้น โดยให้กรอบเวลาทบทวนอัตราค่าโดยสารใหม่อีก 1 เดือน ก่อนนำข้อมูลมาเสนอพิจารณาอีกครั้ง” ส่วนอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญนอกจากการเดินรถให้บริการ ยังมีการบริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์ ที่คาดว่าจะมีประชาชนมาใช้บริการสถานีรถไฟจำนวนมาก นั้น “นายนิรุฒ มณีพันธ์” ผู้ว่าการการรถไฟฯ กล่าวว่า มีการปรับแผนการใช้ประโยชน์พื้นที่ให้สอดคล้องกับการให้บริการในปัจจุบัน ซึ่งใช้เทคโนโลยีต่างๆ ดำเนินการผ่านออนไลน์ ทำให้สามารถนำพื้นที่มาใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้เพิ่มขึ้น ยังมีพื้นที่ชั้น 3 ที่มีการออกแบบไว้เผื่อสำหรับรองรับรถไฟความเร็วสูงสายใต้ แต่ปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจน พื้นที่ประมาณ 18,600 ตร.ม. ที่สามารถนำมาใช้พัฒนาเชิงพาณิชย์ได้ ทั้งนี้จะทำให้สถานีกลางบางซื่อ มีพื้นที่เชิงพาณิชย์ เพิ่มจากเดิมที่มีประมาณ 5% (12,900 ตร.ม.) เป็น 39.8% (51,465 ตร.ม.) และมีพื้นที่ติดตั้งป้ายโฆษณา 2,360 ตร.ม. ซึ่งเป็นโอกาสในการสร้างรายได้เพิ่ม นอกจากนี้จะพิจารณาหาพลังงานทางเลือกมาเข้ามาช่วย เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายซึ่งประเมินว่า สถานีบางซื่อจะมีค่าไฟฟ้าค่อนข้างสูง โดยจะประมูลคัดเลือกเอกชนที่เป็นมืออาชีพ เพื่อพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์สถานีกลางบางซื่อ และพื้นที่โฆษณาภายในอาคารให้ได้ผลตอบแทนสูงสุด โดยอยู่ระหว่างสรุปรายละเอียดและจัดทำร่างทีโออาร์ คาดว่าจะเปิดประมูลได้เดือนมิ.ย.-ก.ค.64 โดยจะทยอยเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ ได้ตั้งแต่เดือนพ.ย. 64 อายุสัญญาจะไม่น้อยกว่า15 ปี บริการที่จอดรถ แม้จะเป็นบริการที่สร้างรายได้ แต่ การรถไฟจะต้องดำเนินการเองเพราะหากนำไปรวมในสัญญาพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ จะทำให้เป็นโครงการร่วมลงทุนเอกชน (PPP) ต้องปฏิบัติตามพ.ร.บ.ร่วมลงทุนฯ 2562 ซึ่งจะมีขั้นตอนเพิ่มและยุ่งยาก ไม่ทันกับการเปิดให้บริการเดือนพ.ย.64 ด้านรักษาความสะอาด และรักษาความปลอดภัย นั้นการรถไฟจะจ้างเอกชนเข้ามาดำเนินการ โดยจะประเมินค่าใช้จ่ายว่ามีเท่าไร เพื่อพยายามหารายได้จากพื้นที่เชิงพาณิชย์ให้เพียงพอ สำหรับการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ สถานีสายสีแดงอีก 12 สถานีนั้นจะแยกเป็นอีกสัญญา โดยจะหาโมเดลที่เหมาะสมเนื่องจากสถานีแต่ละแห่งมีบทบาทที่ต่างกัน เช่น สถานีรังสิต เป็นชุมทางรองรับประชาชนย่านปทุมธานี ส่วนสถานีดอนเมือง จะเป็นจุดเชื่อมต่อกับสนามบิน โดยในระยะแรก จะเน้นในการให้บริการประชาชนเพื่อให้สามารถเดินทางเชื่อมต่อเข้าออกสถานีได้สะดวกรวดเร็ว โดยจะเร่งพัฒนาระบบฟีดเดอร์ต่างๆ ก่อน “รถไฟฟ้าสายสีแดง” อีกหนึ่งโปรเจกต์ที่ต้องติดตามว่าจะคุ้มค่าหรือไม่! ความตั้งใจที่จะให้คนทิ้งรถ หันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้นจะได้ผลอย่างไร ประชาชนจะเป็นผู้ให้คำตอบ!!!!!