“รบ.”เร่งอพยพคนไทยในยูเครน จ่ายทันที!เงินสงเคราะห์แรงงาน
"สุชาติ" สั่ง "กรมจัดหางาน" ลงพื้นที่ให้กำลังใจญาติแรงงานไทยในยูเครน จับมือบัวแก้วประสานรับคนไทยกลับประเทศ ถึงสนามบินจ่ายเงินสงเคราะห์ทันที "สุดารัตน์" เชื่อแนวทางสันติวิธีลดความขัดแย้ง "รัสเซีย-ยูเครน" ได้ เตือนรัฐบาลเร่งทำแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ชัดเจน ก่อนถูกสถานการณ์น้ำมันโลกซ้ำเติม
เมื่อวันที่ 27 ก.พ.65 นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน กล่าวถึงสถานการณ์การสู้ระบบที่ประเทศยูเครน ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ซึ่งกำกับดูแลกระทรวงแรงงาน ให้ความสำคัญและห่วงใยแรงงานไทยที่เดินทางไปทำงานในประเทศยูเครนอย่างยิ่ง หลังกองกำลังรัสเซียโจมตีกรุงเคียฟ ประเทศยูเครน และรัฐบาลยูเครนได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเมื่อวันที่ 24 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยสั่งการกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงแรงงาน ประสานให้ความช่วยเหลือแรงงานไทยที่ทำงานในประเทศยูเครนที่มีการแจ้งความประสงค์เดินทางกลับประเทศไทย ให้สามารถเดินทางกลับประเทศไทยได้อย่างปลอดภัย เบื้องต้นกระทรวงการต่างประเทศได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือคนไทยในยูเครน ณ เมืองลวิฟ เพื่อเตรียมพาแรงงานไทยเดินทางกลับประเทศไทย ในส่วนกระทรวงแรงงานได้ประสานให้ข้อมูลแรงงานไทยที่แจ้งการเดินทางไว้กับกระทรวงแรงงาน เพื่อไม่ให้คนไทยตกหล่น และดำเนินการให้ความช่วยเหลือแรงงานไทยไปพร้อมกับกระทรวงการต่างประเทศในทุกขณะ
“ท่านนายกฯ ท่านห่วงใยแรงงานไทยในยูเครนมาก ห่วงใยไปถึงญาติและครอบครัวของแรงงานไทยที่อยู่ในประเทศไทย ซึ่งกำลังกังวลและร้อนใจ ตอนนี้ทั้งกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงแรงงาน และทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องเร่งทำงานเต็มที่เพื่อพาคนไทยกลับบ้านอย่างปลอดภัยโดยเร็วที่สุด ผมในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้มอบหมายกรมการจัดหางานลงพื้นที่ประสานญาติของแรงงานไทย ให้ทราบแนวทางช่วยเหลือ ช่องทางการรับความช่วยเหลือ และแนวทางรับสิทธิประโยชน์สำหรับสมาชิกกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนไทยที่ทำงานในต่างประเทศแล้ว เมื่อแรงงานไทยเดินทางกลับมาถึงสนามบินประเทศไทยจะจ่ายเงินสงเคราะห์ทันที”
ด้าน นายไพโรจน์ โชติกเสถียร อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า ปัจจุบันมีแรงงานไทยที่แจ้งการทำงานในประเทศยูเครนกับกรมการจัดหางานจำนวน 139 คน เป็นสมาชิกกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานต่างประเทศ จำนวน 126 คน ทำงานอยู่ที่เมืองเคียฟ 94 คน โอเดสซา 21 คน ลวีฟ 7 คน และเมืองอื่น ๆ 17 คน ส่วนใหญ่มีภูมิลำเนาในจังหวัดนครราชสีมา อุบลราชธานี อุดรธานี มหาสารคาม และเชียงใหม่ ซึ่งล่าสุดได้มอบหมายจัดหางานจังหวัดที่มีแรงงานไทยเดินทางไปทำงานในประเทศยูเครน ลงพื้นที่พูดคุยประสานญาติของแรงงาน เพื่อชี้แจงช่องทางติดต่อและแนวทางให้ความช่วยเหลือแรงงานไทย โดยหากแรงงานไทยต้องการความช่วยเหลือให้ติดต่อขอความช่วยเหลือได้ที่ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์ หมายเลข +48-696-642-348 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือติดต่อผ่าน E-mail : thaiconsularwarsaw@thaiemb.pl
นอกจากนี้ กรมการจัดหางานยังพร้อมเป็นช่องทางหนึ่งในการประสานงานระหว่างญาติที่อยู่ในประเทศไทย และแรงงานไทยที่อยู่ในประเทศยูเครนเพื่อคลายความกังวล หากต้องการทราบข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศยูเครน หรือประสานขอความช่วยเหลือ สามารถติดต่อสำนักงานจัดหางานจังหวัดได้ทุกจังหวัด เบื้องต้นมีการชี้แจงให้จัดเตรียมเอกสารที่ต้องใช้เพื่อรับสิทธิประโยชน์จากกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนไทยที่ทำงานในต่างประเทศ โดยกรมการจัดหางานจะรับคำร้องขอการสงเคราะห์ ณ วันเดินทางกลับที่สนามบินไทย เพื่อจ่ายเงินสงเคราะห์ทันที สมาชิกกองทุนฯ จะได้รับเงินสงเคราะห์ กรณีกลับประเทศจากภัยสงคราม จำนวน 15,000 บาท
ด้าน คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานพรรคไทยสร้างไทย กล่าวว่า สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครนจะลดความตึงเครียดลงได้ เมื่อทั้งสองฝ่ายเข้าสู่กระบวนการเจรจา ซึ่งก็มีแนวโน้มสูงที่จะมีการเจรจาเพื่อหาทางออกจากความขัดแย้งได้ เพราะหลายฝ่ายได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนในการสนับสนุนแนวทางแก้ปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี จึงเชื่อได้ว่าความขัดแย้งจะไม่ลุกลามบานปลายหรือยกระดับความรุนแรงตามที่บางฝ่ายกังวล
คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวอีกว่า สิ่งที่รัฐบาลไทยควรเร่งดำเนินการเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นก็คือการเตรียมมาตรการดูแลผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับคนไทย ทั้งกรณีการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของสหรัฐและพันธมิตรที่มีต่อรัสเซีย รวมทั้งสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่สูงขึ้นและส่งผลกระทบมาถึงค่าครองชีพของคนไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รัฐบาลได้เตรียมการรองรับสิ่งเหล่านี้อย่างไรบ้างเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบที่ยืดเยื้อและซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชนจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและสถานการณ์โควิดที่ยังไม่คลี่คลาย
“ปัญหาใหญ่คือเศรษฐกิจ รัฐบาลจะต้องเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ได้รับความเสียหายมาตั้งแต่เกิดการยึดอำนาจเป็นต้นมา โดยต้องเริ่มจากการกระตุ้นให้เกิดการบริโภคภายในเพื่อเป็นฐานค้ำยันเศรษฐกิจของประเทศไม่ให้ล่มสลาย รัฐบาลจะต้องสร้างกำลังซื้อให้กับประชาชน ซึ่งขณะนี้ขาดกำลังซื้ออย่างรุนแรง และการที่หนี้ภาคครัวเรือนที่สูงขึ้นถึงร้อยละ 90 ซึ่งจะเป็นตัวฉุดกำลังซื้อ เมื่อมากระทบกับราคาน้ำมันที่จะแพงขึ้นยิ่งจะทำให้การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจยากยิ่งขึ้น รัฐบาลจึงควรมีแผนฟื้นฟูอย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม อย่าเอาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาเบนความสนใจประชาชนเพื่อกลบแนวทางแก้ไขปัญหาที่รัฐบาลยังไม่มีแนวทาง” คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าว