หลังจากเปิดตัวแนะนำอย่างเป็นทางการ The All-Electric Mazda6e ในงานมอเตอร์โชว์เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา พร้อมสร้างกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม ด้วยราคาที่คนไทยทั้งประเทศต่างส่งเสียงฮือฮา เกิดปรากฏการณ์ทำตลาดแตกมาแล้ว มาสด้ากลับมายืนหนึ่งอย่างสมศักดิ์ศรี ด้วยราคาไม่ถึงล้านสอง ทำให้ลูกค้าแห่จองแบบถล่มทลายกว่า 4,000 คัน มาสด้าส่งลงทำตลาดด้วยกัน 2 รุ่นย่อย ประกอบด้วย รุ่น Premium ราคาจำหน่าย 1,169,000 บาท มาพร้อมห้องโดยสารที่ตกแต่งภายในด้วยวัสดุหนังสีดำให้ภาพลักษณ์สปอร์ตทันสมัย และรุ่น Exclusive ราคาจำหน่าย 1,199,000 บาท ยกระดับภายในห้องโดยสารด้วยวัสดุหนัง Nappa/Suede สีแทน รูปลักษณ์ภายนอกถือเป็นการผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างซีดานกับแฮตช์แบค กลายเป็นนิยามใหม่ของยนตรกรรม 5 ประตู แบบ NeoFastback พร้อมการันตีความสง่างจากเวทีระดับโลก ผู้พิชิตรางวัล World Car Design 2026 หรือรางวัลรถยนต์ออกแบบยอดเยี่ยมของโลกประจำปีนี้มาครอง ล่าสุดล็อตแรกได้เดินทางจากโรงงานมาสด้า CMA เมืองหนานจิง ประเทศจีน สู่ประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยกว่า 500 คัน และถูกจัดส่งให้กับลูกค้าหมดเกลี้ยงภายในสัปดาห์เดียว ส่วนล็อตที่สองกำลังทยอยเข้ามาเพิ่มอีก 600 คัน ใครที่กำลังรออยู่ให้อดใจรออีกนิดเดียว และมาสด้าแจ้งว่าภายในเดือนตุลาคมนี้ลูกค้าที่จองไว้ก่อนหน้านี้จะได้รับรถใหม่ครบทั้งหมด
นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า มาสด้ามีเป้าหมายที่แน่วแน่ชัดเจนว่ารถยนต์มาสด้าทุกรุ่นทุกคัน ไม่ว่าจะขับเคลื่อนด้วยพลังงานรูปแบบใดก็ตาม จะยังคงมอบประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกสนานเร้าใจ และสะท้อนจิตวิญญาณอันเป็นเอกลักษณ์ดีเอ็นเอของมาสด้าครบถัวนในทุกองค์ประกอบ The All-Electric Mazda6e ผลิตจากโรงมาสด้า 100% ภายใต้ชื่อ ฉางอัน มาสด้า ออโตโมบิล หรือ CMA ซึ่งเป็น Strategic Manufacturing Partner ของมาสด้า และเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการผลิตระดับโลก ที่ดำเนินงานภายใต้มาตรฐานเดียวกันกับโรงงานมาสด้าในทุกภูมิภาค รวมทั้งญี่ปุ่นซึ่งเป็นต้นแบบ รวมถึง USA, Mexico, Thailand และ ASEAN ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่าง มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น กับ ฉางอัน ออโตโมบิล ประเทศจีน ร่วมมือกันมายาวนานมากกว่า 20 ปี และโรงงานแห่งนี้ผลิตเฉพาะรถยนต์มาสด้าเท่านั้น เพื่อจำหน่ายภายในประเทศจีนและส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก ภายใต้แบรนด์ “มาสด้า” โดยโรงงานแห่งนี้ผลิตรถมาสด้า อาทิ Mazda2, Mazda3, Mazda CX-30, Mazda CX-5, Mazda CX-4 และรถยนต์ฟฟ้าอีกสองรุ่น คือ Mazda EZ-6 หรือ Mazda6e และ Mazda EZ-60 หรือ Mazda CX-6e ที่มาสด้าได้นำมาให้ชาวไทยได้ชมกันไปแล้ว
แม้โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค Electrification มาสด้ายังคงยึดมั่นในสิ่งที่สำคัญที่สุด นั่นคือ ตัวตนของเรา หรือสิ่งที่เราเรียกว่า “Mazda-ness” แม้เข้าสู่ยุค EV แต่ DNA ของมาสด้าจะไม่เปลี่ยนไป คุณค่าหลักยังคงเหมือนเดิม รถ Mazda6e ยังคงสะท้อนคุณค่าหลักของมาสด้าอย่างครบถ้วน ประการแรก Feeling of Oneness ความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวระหว่างคนกับรถ สมรรถนะการขับขี่แบบ Jinba-Ittai ประการที่สอง Safety เทคโนโลยีความปลอดภัย ที่สร้าง Peace of Mind ให้ความอุ่นใจและมั่นใจในการขับขี่ ประการที่สาม Manufacturing Technology and Quality และมาสด้าให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีการผลิตและคุณภาพในทุกขั้นตอน และสุดท้าย Design and Craftsmanship การออกแบบที่สะท้อน Japanese Aesthetics ความเรียบง่าย สมดุล และความประณีตในทุกรายละเอียด และ Mazda6e ชนะเลิศ World Car Design of the Year 2026 เป็นการยืนยันให้เห็นถึงคุณภาพการออกแบบและการพัฒนาตาม DNA ของมาสด้า ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ทำให้มาสด้าแตกต่างและทำให้สามารถก้าวเข้าสู่ยุค Electrification ได้อย่างมั่นคง ผ่านแนวคิด “Multi-Solution Strategy” และ “Electrification with Mazda-ness” ไม่ว่าเทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปแค่ไหน Mazda-ness จะยังคงอยู่เสมอ ขอให้ทุกท่านสนุกกับการทดสอบ The All-Electric Mazda6e ในวันนี้ครับ
สมรรถนะการขับขี่อันมีเอกลักษณ์ของมาสด้า เน้นหลักมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ที่สร้างประสบการณ์การขับขี่ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของมาสด้า ตามแนวทางการขับขี่แบบ จินบะ-อิตไต และความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างคนกับรถ พร้อมมอบสมรรถนะการขับขี่ที่แม่นยำและสมดุล โดยเฉพาะการเข้าโค้งและในสถานการณ์ฉุกเฉิน อัตราเร่ง มอบแรงม้าสูงสุด 258 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 290 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 7.9 วินาที การชะลอความเร็วแบบนุ่มนวลและเป็นธรรมชาติ ช่วยให้ผู้โดยสารรู้สึกสบายและไม่เวียนหัวระหว่างเดินทาง การบังคับเลี้ยวและการทรงตัว สมดุลน้ำหนักหน้า-หลัง ใกล้เคียง 50:50 การปรับจูนระบบกันสะเทือนและความแข็งแกร่งของโครงสร้างตัวถัง เพื่อให้การขับขี่เป็นไปอย่างนุ่มนวล ทรงตัวดี และมีเสถียรภาพในทุกการขับขี่ ระบบเบรกตอบสนองในทุกจังหวะการชะลอความเร็วหรือหยุดรถได้อย่างแม่นยำ และเข้าใจง่ายตรงตามแรงกดแป้นเบรก มอบความนุ่มนวลระหว่างการเร่ง การเลี้ยว และการหยุดรถ เพื่อความสบายในการขับขี่ของทั้งผู้ขับและผู้โดยสารที่เหนือกว่ารถไฟฟ้าทั่วไป ระบบช่วงล่างด้านหน้าแบบแม็คเฟอร์สันสตรัท และด้านหลังแบบมัลติลิงค์ พร้อมติดตั้งเหล็กกันโคลงที่ด้านหน้าและด้านหลัง ช่วยควบคุมพลวัตและการทรงตัวของรถได้ดีขึ้น พร้อมให้การตอบสนองที่แม่นยำยิ่งขึ้น พร้อมสปอยเลอร์หลังไฟฟ้าปรับอัตโนมัติ ช่วยเพิ่มเสถียรภาพในการควบคุมการขับขี่ในช่วงความเร็วสูง โหมดการขับขี่ 3 โหมด ได้แก่ Comfort: มอบความสบายในการขับขี่ แต่ยังให้การควบคุมที่ดีและการตอบสนองที่แม่นยำในแบบฉบับมาสด้า โหมด Sport: เพิ่มความสนุกสนานในการควบคุมรถมากยิ่งขึ้น และ โหมด Individual: เลือกตั้งค่าการขับขี่ได้ตามความต้องการ ล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว และยางมิชลิน e-PRIMACY คุณภาพสูงเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน เพื่อให้ได้สมรรถนะการขับขี่ที่ดีที่สุด แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ชนิด LFP ขนาด 77.9 kWh รองรับการชาร์จไวแบบ DC Fast Charging สามารถชาร์จจาก 30% -80% ได้รวดเร็วในเวลาเพียง 15 นาที และมอบระยะทางขับขี่สูงสุด 654 กม. (มาตรฐาน NEDC)








