เมืองนวัตกรรมแห่งอนาคต “วังจันทร์วัลเลย์” ปตท.ผลักดันเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0

เศรษฐกิจ15 พ.ย. 2563 • 11:39 น.
เมืองนวัตกรรมแห่งอนาคต “วังจันทร์วัลเลย์” ปตท.ผลักดันเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0
การขับเคลื่อนนวัตกรรมถือเป็นการสร้างรากฐานที่สำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันธุรกิจประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาหลายหน่วยงานมีความตั้งใจในการพัฒนานวัตกรรมในเรื่องต่าง ๆ เพื่อเตรียมพร้อมในการรองรับกับการเปลี่ยนโลกในยุคดิจิตอล ซึ่งหนึ่งในหน่วยงานที่ขับเคลื่อนเต็มรูปแบบอย่าง ปตท.ที่ได้ลงทุน-ลงแรง ในการพัฒนานวัตกรรม 7 ด้าน ได้แก่ Environment,Energy,Economy,Governance, Mobility, People และ Living นางเบญญาภรณ์ จารุจินดา” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปตท.(PTT) เปิดเผยว่า การพัฒนาเมืองอัจฉริยะวังจันทร์วัลเลย์ บนพื้นที่ 3,454 ไร่ในจ.ระยอง ซึ่งแบ่งการพัฒนาเป็น 3 พื้นที่นั้น ในส่วนพื้นที่เพื่ออำนวยความสะดวก ที่พักอาศัย และสันทนาการ (Community Zone) คาดว่าจะเปิดให้ผู้ประกอบการเข้ามาร่วมประมูลพัฒนาพื้นที่ในปี 64 และคาดว่าจะพัฒนาแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการได้ในปี 65 สำหรับการพัฒนาพื้นที่ดังกล่าว เพื่อรองรับความเป็นอยู่ของนักวิจัยและครอบครัว นักเรียน นักศึกษา และผู้ประกอบการที่ทำงานในพื้นที่วังจันทร์วัลเลย์ได้แก่ โรงเรียนนานาชาติ โรงแรมและที่พักอาศัย ศูนย์การค้าและนันทนาการ โดยมีพื้นที่ในเฟสแรกประมาณ 150 ไร่ ทั้งนี้“โครงการพัฒนาพื้นที่วังจันทร์วัลเลย์” พัฒนาโดย ปตท.เป็นฐานที่ตั้งสำคัญของเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) ซึ่งถูกกำหนดอยู่ในแผนการพัฒนาโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อเปลี่ยนเศรษฐกิจของประเทศแบบเดิมไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม รวมทั้งยกระดับขีดความสามารถการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรมให้แก่ทุกภาคส่วนของประเทศ และรองรับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจตามนโยบาย Thailand 4.0 ที่ได้กำหนดไว้ในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี พ.ศ.2561-2580 และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564) เสริมสร้างให้ประเทศไทยสามารถสร้างห่วงโซ่มูลค่าทางเศรษฐกิจ ทั้งในภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตร และภาคบริการ กระจายผลประโยชน์จากการพัฒนา ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ และนำไปสู่การสร้างคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกภาคส่วนของประเทศ โดยการพัฒนาพื้นที่วังจันทร์วัลเลย์ ในรูปแบบ Smart Natural Innovation Platform เพื่อรองรับงานวิจัยและนวัตกรรมแบ่งออกเป็น 3 โซนได้แก่ 1.พื้นที่เพื่อการศึกษา (Education Zone) : การพัฒนาพื้นที่เพื่อการศึกษาและการเรียนรู้ เสริมสร้างความเข้มแข็งให้การวิจัย การสร้างนวัตกรรม การสร้างความร่วมมือทางด้านงานวิจัยในพื้นที่ ซึ่งมีพื้นที่ที่พัฒนาแล้ว ได้แก่ สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) โรงเรียนกำเนิดวิทย์ (KVIS) และศูนย์เรียนรู้ป่าวังจันทร์ 2.พื้นที่เพื่อการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม (Innovation Zone) พื้นที่ที่จะพัฒนาเป็นศูนย์วิจัย พัฒนา และนวัตกรรม หรือ Smart Innovation Platform เพื่อยกระดับความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแบบก้าวกระโดด โดยออกแบบโครงสร้างพื้นฐานและบริการไว้อย่างครบวงจร 3.พื้นที่เพื่ออำนวยความสะดวก ที่พักอาศัยและสันทนาการ (Community Zone) : พื้นที่ซึ่งจะพัฒนาให้เป็นพื้นที่สำหรับที่อยู่อาศัยและสันทนาการ รองรับความเป็นอยู่ของนักวิจัยและครอบครัว นักเรียน นักศึกษา และผู้ประกอบการที่ทำงานในพื้นที่วังจันทร์วัลเลย์ ได้แก่ โรงเรียนนานาชาติ โรงแรมและที่พักอาศัย ศูนย์การค้าและนันทนาการ โดยพื้นที่นี้อยู่ระหว่างดำเนินการ ปัจจุบันวังจันทร์วัลเลย์ ได้รับการประกาศเป็นเขตส่งเสริมเมืองอัจฉริยะจากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งถือเป็นพื้นที่ที่มีความพร้อมในการพัฒนาสู่เมืองอัจฉริยะ (Smart City) ของประเทศ และเป็นพื้นที่ที่ได้รับการส่งเสริมให้เกิดการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล เพื่อประโยชน์ต่อภาคเศรษฐกิจและสังคม จึงนับเป็นความสำเร็จอีกก้าวหนึ่งในการขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะ และตอกย้ำความพร้อมของพื้นที่แห่งนี้ตามเจตนารมณ์เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนจากการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมต่อไป ด้วยระบบนิเวศนวัตกรรมที่เป็นเลิศ และแผนพัฒนาระบบอัจฉริยะต่าง ๆ ครบทั้ง 7 ด้าน ตามหลักเกณฑ์การส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ Smart City Thailand ทั้งนี้ประกอบด้วย Smart Environment มุ่งเน้นการบริการจัดการสภาวะแวดล้อมอย่างเป็นระบบ ถูกสุขลักษณะ มุ่งสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ โดยมีการกำหนดพื้นที่สีเขียวและพื้นที่เปิดรวมร้อยละ 60 ของพื้นที่ทั้งหมด,ระบบจัดการขยะ Smart Waste Handling/Organic Waste Management และระบบตรวจสอบคุณภาพอากาศและคุณภาพน้ำทิ้ง Smart Energy ส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน โดยติดตั้ง Solar Farm และ Solar Roof Top มีการบริหารจัดการพลังงานด้วยโครงข่าย Smart Grid ที่เชื่อมต่อกับอาคารประหยัดพลังงานภายในพื้นที่โครงการ เพื่อลดการใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมไปถึงการจัดให้มี EV Charging Station ในพื้นที่เพื่อรองรับการใช้ Electronic Vehicle ภายในพื้นที่ Smart Economy มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพ ความเชื่อมโยง และความร่วมมือทางธุรกิจและนวัตกรรม โดยมีการจัดเตรียมเครือข่าย 5G และ Wifi-6 ครอบคลุมทั้งพื้นที่ เพื่อความสะดวกสบายและส่งเสริมการดำเนินการทดลองและทดสอบนวัตกรรม (Regulatory Sandbox)ที่ต้องการการใช้เครือข่ายดังกล่าวได้แก่ Drone/ UAV รวมทั้งมีการพัฒนาระบบ City Data Platform เพื่อรองรับการบริหารจัดการข้อมูลภายในพื้นที่ Smart Governance มีโครงข่ายเชื่อมโยงกับหน่วยงานราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคส่วนต่างๆมีการให้บริการแบบ One Stop Service โดยประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงข้อมูลสาธารณะ เพื่อความโปร่งใส ลดระยะเวลาในการติดต่อหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งมีการให้บริการ Mobile Application ที่สามารถเข้าถึงระบบได้อย่างสะดวกสบาย Smart Mobility มุ่งเน้นความสะดวก ประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในการเดินทางและขนส่ง โดยส่งเสริมการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ จัดให้มีที่จอดรถยนต์อัจฉริยะ (Smart Parking) และให้บริการรถประจำทางไฟฟ้า (EV Bus) ที่มีโครงข่ายเชื่อมต่อกับทางเดินและทางจักรยาน จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Smart People มุ่งเน้นการพัฒนาความรู้และการใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ โดยภายในโครงการมีสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศเช่น สถาบันวิทยสิริเมธี โรงเรียนกำเนิดวิทย์ โรงเรียนนานาชาติ มีการพัฒนาระบบ E-Learning/ E-Library และศูนย์ฝึกอบรม Up-skill Re-skill รวมทั้งสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และการเรียนรู้ในการพัฒนาศักยภาพบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพ Smart Living มุ่งเน้นความปลอดภัยและบริการที่เพียบพร้อม โดยโครงการมีการออกแบบตามหลักการของ Smart Home และ Universal Design เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยให้มีสุขภาพที่ดี มีระบบการให้บริการด้านสุขภาพ e-Health/ระบบรักษาความปลอดภัยโดยกล้อง CCTV ครอบคลุมทั้งพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีศูนย์ข้อมูล (Data Center) ส่วนกลาง และอาคารศูนย์ปฏิบัติการอัจฉริยะ(Intelligent Operation Center : IOC) ซึ่งมีการวางโครงข่ายเชื่อมโยงกับระบบอัจฉริยะต่างๆ เพื่อบริหารจัดการเมืองอัจฉริยะได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนำข้อมูลมาใช้วิเคราะห์ต่อยอดในเชิงธุรกิจ โดย IOC มีกำหนดเปิดอย่างเป็นทางการ ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2563 ขณะเดียวกันรายได้หลักของ ปตท.ไม่ได้ทิ้งยังคงเดินหน้าพัฒนาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ โดย“นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปตท.(PTT) กล่าวว่า แนวโน้มรายได้ปี 64 มีทิศทางดีขึ้นจากปีนี้ หลังมองราคาน้ำมันดิบเคลื่อนไหวในกรอบ 40-50 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล ในทิศทางที่สูงขึ้นแต่ไม่มากนักจากเฉลี่ย 41-42 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรลในปีนี้ และปริมาณขายที่น่าจะเพิ่มขึ้น ตามทิศทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะฟื้นตัวหลังนายโจ ไบเดน คว้าชัยชนะการเลือกตั้งประธาธิบดีสหรัฐฯ และหากมีวัคซีนต้านโควิด-19 ออกมาใช้ก็จะทำให้สถานการณ์โควิด-19 ผ่อนคลายลง สำหรับการที่นายโจ ไบเดน ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐ ซึ่งมีท่าทีประนีประนอมก็น่าจะทำให้สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนผ่อนคลายลง อีกทั้งนโยบายสนับสนุนพลังงานทดแทนมากกว่าพลังงานจากฟอสซิล ก็น่าจะทำให้การผลิตน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิสจากสหรัฐออกมาน้อยลง ก็จะเป็นผลดีต่อทิศทางราคารที่จะปรับเข้าสู่สมดุล รวมถึงนโยบายจัดเก็บภาษีจากผู้มีรายได้มากให้สูงขึ้นและหันไปเพิ่มค่าจ้างแรงงานระดับล่างก็จะกระตุ้นกลุ่มฐากรากให้มีกำลังซื้อมากขึ้นส่งผลดีต่อเศรษฐกิจให้เติบโต อย่างไรก็ตามการกำหนดนโยบายด้านภาษีของนายไบเดน อาจทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง ซึ่งก็จะกดดันให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเช่นกัน แต่น่าจะชดเชยกันได้กับเศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้นก็จะหนุนการส่งออกของไทยให้ดีขึ้นด้วย สำหรับคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบที่ระดับ 40-50 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรลในปีหน้า จะใช้เป็นสมมติฐานสำหรับการจัดทำงบประมาณและแผนงานของปตท.ด้วย โดยเตรียมนำแผนงานและงบลงทุน 5 ปี (ปี 64-68) เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการปตท.ในเดือนธ.ค.นี้ “รายได้ปีหน้ามีโอกาสดีขึ้น ถ้าน้ำมันเพิ่มรายได้เราก็เพิ่มขึ้น เศรษฐกิจดีขึ้นปริมาณขายก็น่าจะดีขึ้น ถ้าราคาน้ำมันไม่เปลี่ยนมากนัก stock loss ก็จะไม่มี ปีนี้เราโดน stock loss เข้าไป ส่วนสถานการณ์โรงกลั่นและปิโตรเคมีเป็นอะไรที่ต้องติดตาม ถ้าเศรษฐกิจดีขึ้นพวกนี้ดีขึ้นตาม” นายอรรถพลกล่าวอีกว่า สถานการณ์ความต้องการใช้น้ำมันภาคพื้นทั้งเบนซินและดีเซลเริ่มกลับมาปกติหลังชะลอไปช่วงสถานการณ์โควิด-19 แต่น้ำมันอากาศยานยังฟื้นตัวกลับมาไม่ถึง 50% ซึ่งที่ผ่านมากลุ่มปตท.บริหารจัดการในการผลิตน้ำมันของโรงกลั่นน้ำมันทั้ง 3 แห่งให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยให้ บมจ.ไทยออยล์ (TOP) ผลิตน้ำมันอากาศยานเพียงรายเดียวในขณะนี้ ส่วนบมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) และบมจ.ไออาร์พีซี (IRPC) ไม่ได้ผลิตน้ำมันอากาศยานเลยในปัจจุบัน เช่นเดียวกับสถานการณ์ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในตลาดจร (spot) ปัจจุบันพุ่งขึ้นสูงในระดับ 7 เหรียญสหรัฐ/ล้านบีทียู ทำให้ความจำเป็นนำเข้าจากตลาด spot ลดลง และก็น่าจะลดแรงกดดันในการที่จะลดการเรียกรับก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยด้วย อย่างไรก็ตามในส่วนของราคาก๊าซ Pool ซึ่งเป็นราคาก๊าซฯที่มาจากมาจากอ่าวไทย,เมียนมา และ LNG ตามสัญญานั้น มีทิศทางที่ลดลงต่อเนื่องในช่วงไตรมาส 4/63 ถึงช่วงต้นปี 64 เนื่องจากราคาส่วนหนึ่งผูกกับราคาน้ำมันย้อนหลัง 6-24 เดือน ก็เชื่อว่าจะสะท้อนไปยังค่าไฟฟ้าที่ถูกลงด้วย ส่วนความคืบหน้าการนำหุ้นบมจ.ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก (OR) เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯนั้น ปัจจุบันอยู่ระหว่างการสำรวจตลาดและสอบถามนักลงทุน รวมถึงสภาวะตลาดด้วย ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีข้อสรุปในส่วนนี้ออกมา รวมถึงแผนการหากำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนให้เพิ่มเป็น 8,000 เมกะวัตต์ภายในปี 73 จากปัจจุบันที่มีกำลังการผลิตกว่า 500 เมกะวัตต์นั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจาร่วมทุนหรือเข้าซื้อกิจการ (M&A) อยู่ 2-3 ดีลในต่างประเทศ คาดว่าจะมีความชัดเจนในไตรมาส 1/64 โดยดีลดังกล่าวไม่ได้อยู่ในอินเดียที่กลุ่ม ปตท.ยังคงศึกษาแผนการเข้าไปลงทุนอย่างต่อเนื่องด้วย