เจรจาไฮสปีดเทรนเชื่อม3สนามบิน เมื่อไม่มีทางออกก็ให้ออกทางเข้า!!

เศรษฐกิจ14 ก.พ. 2562 • 14:23 น.
เจรจาไฮสปีดเทรนเชื่อม3สนามบิน เมื่อไม่มีทางออกก็ให้ออกทางเข้า!!
ณ วันนี้ การเจรจาเงื่อนไขพิเศษโครงการรถไฟความเร็วสูง ดูเหมือนว่าจะเข้าสู่ทางตัน ซึ่งมีศัพท์ภาษาฝรั่งเศสว่า Cul de Sac (คัล เดอ แซค)คือ สุดทางตันเป็นลานวงกลมเพื่อให้รถเลี้ยววกกลับมาได้ เพื่อไปหาทิศทางใหม่ หรือไปเริ่มต้นกันใหม่ เพื่อบรรลุหนทางหรือเป้าหมาย ซึ่งนั่นอาจหมายถึง การต้องตัดสินใจประมูลใหม่ ถ้าเกิดทั้งซีพี และบีทีเอส รับความเสี่ยงจากทีโออาร์ทีมีหลายส่วนแตกต่างจากมาตรฐานสากล การย้อนออกมาทางเก่า เพื่อทบทวนทีโออาร์ ก็อาจเป็นทางเลือกเพื่อทำโครงการนี้ให้สำเร็จ หากมาวิเคราะห์ข้อมูลจากสื่อหลายสำนัก ทีโออาร์ดูเหมือนว่า เป็นการรวบรวมการศึกษาจากทีโออาร์ในหลายๆประเทศที่รวมข้อดีที่ทำให้รัฐได้เปรียบ แต่พอนำมารวมๆกันแล้ว ทำให้ความเสี่ยงส่วนใหญ่จะตกไปอยู่กับผู้เข้าร่วมประมูล ทำให้นักลงทุนจากต่างประเทศไม่ว่าจีน,ญี่ปุ่น หรือยุโรปต่างถอยไปตั้งหลัก ดันซีพีมายืนข้างหน้า เจรจาต่อรองลดความเสี่ยงกับรัฐ แต่หากซีพีเจรจาไม่สำเร็จแล้วรับไปทำ ก็อาจได้ชื่อว่าช่วยชาติและแบกความเสี่ยงไปเอง แต่มีโอกาสกระอักเลือดในภายหลัง งานนี้น่าเห็นใจทุกฝ่าย เพราะต่างล้วนปราถนาดีมาช่วยประเทศ แต่หากทีโออาร์ฉบับนี้หาทางออกไม่ได้จริงๆ ก็คงไม่เสียเวลามากหากจะลองพิจารณา การย้อนไปออกทางเข้า และได้มาซึ่งทีโออาร์ใหม่ ที่เป็นสากล!! “ถึงเวลาต้องเลือก!!!รัฐออกตังค์น้อย เอกชนกู้เงินเยอะ!!หรือรัฐออกตังค์เยอะ เอกชนกู้เงินน้อย!!” คำอธิบายง่ายๆของผู้เข้าแข่งขันสองราย โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน มีการประมาณการการลงทุนอยู่ที่ 224,544 ล้านบาทโดยซีพีเลือกให้รัฐออกตังค์น้อยที่ 117,227 ล้านบาท ทำให้ซีพีต้องกู้เงินมาทำโครงการถึง 107,317 ล้านบาท ในขณะที่บีทีเอส เลือกทางเลือกที่สองคือ ให้รัฐออกตังค์เยอะ ทำให้ภาระเอกชนที่ต้องกู้เงินน้อย โดยบีทีเอส เสนอให้รัฐออกเงินอุดหนุนที่ 169,934 ล้านบาท เกินกว่ากรอบวงเงินสูงสุดที่รัฐอนุมัติ ทำให้บีทีเอสต้องกู้จากธนาคารอยู่ที่ 54,610 ล้านบาท แล้วสองทางเลือกต่างกันอย่างไร คือหากรัฐอยากออกเงินสนับสนุนต่ำสุดก็ต้องช่วยสนับสนุนเงื่อนไข เพื่อลดความเสี่ยงโครงการ เพื่อได้ดอกเบี้ยที่ดี และร่วมการันตีความสำเร็จโครงการ เอกชนก็จะสามารถกู้เงินธนาคารเป็นแสนล้านบาทได้ !!! แต่ถ้ารัฐเลือกออกเงินมาก โดยรัฐออกเองถึงกว่า 1.7 แสนล้าน เอกชนกู้เองเพียงแค่ 5.4 หมื่นล้าน ปัญหาจากการกู้เงินก็จะน้อยกว่ามาก โดยเมื่อกู้ไม่มาก ธนาคารไม่ต้องการหลักประกันมากนัก เงื่อนไขก็อาจน้อยกว่า แต่รัฐก็แค่ต้องออกเงินมากกว่า แต่สิ่งสำคัญที่ทำให้การเจรจายึดเยื้อคือ รัฐจะเอาราคาต่ำด้วย แต่ก็ไม่ร่วมรับความเสี่ยง ทำให้ในมุมมองธนาคาร เอกชนรับความเสี่ยงสูงมาก จึงยากในการหาแหล่งทุน เพราะเมื่อประเมินความสำเร็จโครงการกับความเสี่ยงแล้ว แหล่งเงินทุนและพันธมิตรที่มาร่วมลงทุนต่างหนักใจ เพราะหากคิดว่าจะไปตายเอาดาบหน้า คงจะซ้ำรอยโฮปเวลล์ สู้เอาความเป็นไปได้โครงการเป็นที่ตั้งจะดีที่สุด ต้องมาลุ้นกันว่า การเจรจาจะจบลงอย่างไร แต่ที่แน่ๆคือ การเจรจาคือการหาทางออกที่ดีกับทุกฝ่าย ไม่ใช่หาผู้แพ้ หรือผู้ชนะ แต่ถ้าจบไม่ลงจริงๆ การมาเจอกันที่ตรงกลางก็อาจเรียกว่าเป็นทางออกสำหรับทุกฝ่าย...