พณ.ปรับแผนช่วยชาวสวนขนส่งผลไม้รับเคอร์ฟิว-ปิดจังหวัด งัด 5 มาตรการด่วนรับโควิด-19

เศรษฐกิจ9 เม.ย. 2563 • 09:09 น.
พณ.ปรับแผนช่วยชาวสวนขนส่งผลไม้รับเคอร์ฟิว-ปิดจังหวัด งัด 5 มาตรการด่วนรับโควิด-19
พาณิชย์จับมือภาครัฐ-เอกชนปรับแผนดูแลผลไม้ เตรียมใช้ 5 มาตรการด่วนเข้ามาแก้ไขเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์โควิด-19 มากที่สุด พร้อมหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขปัญหาขนส่งลำบาก จากการปิดจังหวัดในหลายพื้นที่ นายสรรเสริญ สมะลาภา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมการขับเคลื่อนมาตรการบริหารจัดการผลไม้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ปรับมาตรกาดูแลราคาผลไม้ช่วงผลผลิตที่กำลังออกสู่ เป็น 5 มาตรการด่วน ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์มากขึ้น และเป็นการสร้างรายได้ให้เกษตรกรในช่วงนี้ โดย 5 มาตรการได้แก่ 1.มาตรการด้านการผลิต จะมีการบริหารจัดการเรื่องแรงงานเก็บผลไม้ โดยจะมีการผ่อนผันการเคลื่อนย้ายแรงงานข้ามเขต แต่จะมีการเข้มงวดเรื่องสุขอนามัยและความปลอดภัย, การดูแลความเป็นธรรมเรื่องราคาและปริมาณจะมีการใช้กฎหมายการแข่งขันทางการค้า และกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการเข้ามาควบคุม,การส่งเสริมให้การซื้อขายผ่านสัญญาข้อตกลงระหว่างผู้ประกอบการกับเกษตรกร,การเชื่อมโยงการกระจายผลผลิตกับห้าง ผู้ใช้ ผู้แปรรูป และการสนับสนุนกล่องบรรจุผลไม้ขนาด 5 กิโลกรัม (กก.) 10 กก. และ 20 กก. 2.มาตรการด้านตลาดในประเทศ จะเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่าย โดยการสนับสนุนค่าขนส่ง มีไปรษณีย์ไทยมาช่วยในการจัดส่งผลไม้ ปริมาณฟรี 200 ตัน และกำลังหารือจะเพิ่มปริมาณได้อีกหรือไม่,การผลักดันให้นำผลไม้จำหน่ายบนแพลตฟอร์มออนไลน์,การส่งเสริมให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ ขายผลไม้ทางช่องทางออนไลน์ ซึ่งจะเข้าไปช่วยสอนให้,การรณรงค์การบริโภคผลไม้ในประเทศ และส่งเสริมให้นำผลไม้มอบเป็นของฝากของขวัญ 3.มาตรการด้านตลาดต่างประเทศ จะจัดการเจรจาจับคู่ธุรกิจ (บิสสิเนส แมชชิ่ง) ระหว่างผู้ซื้อ ผู้นำเข้า กับผู้ประกอบการไทย หากทำได้ก็จะดำเนินการต่อ และจะเพิ่มการทำแมชชิ่งในรูปแบบออนไลน์เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะรวมถึงสินค้าตัวอื่นๆด้วย,การจัดคาราวานผลไม้ไปจำหน่ายผลไม้ในประเทศเพื่อนบ้าน,การประชาสัมพันธ์ผลไม้ในตลาดต่างประเทศ จะยังคงเดินหน้าต่อ ทั้งรูปแบบเดิมคือ ผ่านห้างสรรพสินค้า การจัดโปรโมชั่นต่างๆ แต่จะเพิ่มช่องทางประชาสัมพันธ์ผ่านออนไลน์มากขึ้น และได้มอบหมายให้ทูตพาณิชย์เป็นเซลล์แมนขายผลไม้ในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาด และช่วยดูในเรื่องการจัดหาสินค้านำเข้า เพื่อลดต้นทุนค่าขนส่งทางอากาศ เช่น มะม่วง ส่งไปเกาหลีใต้และญี่ปุ่น มีการคิดค่าบริการเต็ม ทั้งไป-กลับ แต่สินค้ามีแต่ขาไป ขากลับไม่มี โดยถูกคิดราคาเต็ม ทำให้ค่าระวางสูง จึงต้องแก้ไขให้มีสินค้าขากลับเข้ามาด้วย เพื่อลดต้นทุน 4.มาตรการเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการ จะสนับสนุนดอกเบี้ยให้กับผู้ประกอบการที่รวบรวมผลไม้ในอัตรา 3% ระยะเวลา 10 เดือน ชดเชยดอกเบี้ยให้กับผู้ประกอบการที่รวบรวมผลไม้เพื่อส่งออกในอัตรา 3% ระยะเวลา 6 เดือน และช่วยค่าใช้จ่ายรวบรวมเพื่อส่งออกอีกกก.ละ 3 บาท เป้าหมาย 1 หมื่นตัน 5.มาตรการเสริมศักยภาพการบริหารจัดการผลไม้ในเรื่องมาตรฐาน จะดำเนินการผลักดันให้มีการยอมรับมาตรฐานการตรวจสอบร่วมกัน หากผ่านการตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานจากเซ็นทรัล แลป ของไทยแล้ว เมื่อส่งออกไปจีน ก็จะไม่มีการตรวจสอบจากองค์กรตรวจสอบและรับรองคุณภาพจีน (CCIC) อีก และจะมีการสนับสนุนค่าตรวจสอบของแลปให้กับผู้ส่งออก เพื่อลดต้นทุนในการส่งออกด้วย ส่วนการแก้ไขปัญหาในเรื่องการขนส่งล่าช้า ได้ประสานกระทรวงคมนาคมให้เข้ามาช่วย รวมถึงกระทรวงมหาดไทยให้ช่วยดูแล เพราะการขนส่งสินค้าในประเทศ ขณะนี้บางจังหวัดมีการปิดจังหวัด ทำให้เวลาขนผลไม้เข้าไป คนขับก็ถูกตรวจสอบ และกักตัว ซึ่งใช้เวลานาน กว่าจะขนตู้กลับมาได้ ส่วนขนส่งไปต่างประเทศก็เช่นเดียวกัน มีการตรวจสอบ และกักตัว 14 วัน แต่ถ้าทางอากาศ ปกติเคยส่งไปพร้อมเครื่องบินที่ส่งผู้โดยสาร แต่ตอนนี้หยุดบิน ทำให้ค่าขนส่งสูงขึ้น ซึ่งต้องขอความร่วมมือกับทุกฝ่ายในการเข้ามาช่วยเหลือ นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ถือว่าเป็นวิกฤติร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งส่งผลกระทบมากที่สุดกับการผลิตสินค้าอาหารและสินค้าเกษตร เนื่องจากสินค้าบางรายการไม่มีคำสั่งซื้อจากต่างประเทศเข้ามาเลย ทั้งสินค้าประมง พืช ผลไม้ ทำให้เผชิญกับความไม่แน่นอนและมีความเสี่ยงสูงมาก ซึ่งจะมีผลกระทบต่อรายได้เกษตรกรโดยตรง โดยเฉพาะผลไม้ที่มีผลผลิตเพิ่มขึ้นทุกตัว เช่น ทุเรียน มะม่วง มังคุด ลำไย จึงจำเป็นที่หน่วยงานต่างๆต้องร่วมมือกัน เพื่อเพิ่มการบริโภคในประเทศมากที่สุด โดยกระจายไปให้ทั่วถึงหมู่บ้านกว่า 70,000 แห่งภายใน 48 ชั่วโมง และปรับแผนการกระจายจากผู้ผลิตถึงผู้บริโภคมากที่สุดเพื่อไม่ให้ราคาตกต่ำ ทั้งนี้ต้องปรับแผนการผลิตใหม่ไม่พึ่งพาตลาดส่งออกเพียงอย่างเดียว เน้นการบริโภคภายในประเทศมากขึ้น พร้อมส่งสัญญาณถึงเกษตรกร ว่าขณะนี้อยู่ในวิกฤติ จึงขอให้เกษตรอยู่กับความเป็นจริงว่าราคาอาจจะไม่สูงดังที่คาดหวังเป็นต้น