ลุ้น"ทรัมป์"งานเข้าโดนสอบ เหตุดึงต่างชาติแทรกแซงการเมือง คาดสัปดาห์หน้า (30ก.ย.-4ต.ค.62) ยืนแนวรับ1,620-1,650 จุด
บรรยากาศการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ในสัปดาห์หน้า (30 ก.ย. 4 ต.ค.2562) คงมีเรื่องที่ต้องให้ติดตาม ทั้งปัจจัยภายนอกประเทศ และปัจจัยภายในประเทศ ที่ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจลงทุนของนักลงทุน โดยช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาจะเห็นว่าบรรยากาศการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯค่อนข้างจะสดใส โดยส่วนใหญ่จะปิดในแดนบวก ซึ่งเป็นไปตามทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นในภูมิภาค โดยมาจากปัจจัยหลักในต่างประเทศ ที่ทางสงครามการค้าสหรัฐ กับจีน มีท่าทีที่อ่อนลง หลังจากที่ “ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์” บอกว่า จีนกำลังซื้อสินค้าเกษตรของสหรัฐจำนวนมาก และการบรรลุข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีนอาจมีขึ้นก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในเดือนพ.ย.ปีหน้า หรือ 1 วันหลังเหตุการณ์ดังกล่าว รวมถึงอาจพิจารณาทำข้อตกลงการค้าชั่วคราวกับจีน ซึ่งจะมุ่งเน้นไปที่ประเด็นต่างๆที่สามารถตกลงกันได้ก่อน
เช่นเดียวกับ “สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ” ประกาศว่า สหรัฐและจีนจะจัดการเจรจาการค้าในระดับรัฐมนตรีช่วย ซึ่งจะมีขึ้นในช่วงต้นเดือนต.ค.
แต่ก็ยังมีปัจจัยที่น่าเป็นห่วง และต้องจับตามองคือการที่สภาผู้แทนราษฏรสหรัฐ ได้ประกาศอย่างเป็นทางการถึงกระบวนการสอบสวนเพื่อนำไปสู่การถอดถอน (Impeachment) ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ออกจากตำแหน่งในประเด็นประธานาธิบดีทรัมป์ อาจละเมิดต่อรัฐธรรมนูญสหรัฐ ในการดึงต่างชาติเข้ามาแทรกแซงการเมืองภายใน โดยพบหลักฐานซึ่งเชื่อได้ว่า ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ได้ใช้อำนาจของตนข่มขู่ หรือ เสนอผลประโยชน์แลกเปลี่ยนแก่ “โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี” ประธานาธิบดียูเครน ให้หาทางจัดการดำเนินคดีกับทุจริตซึ่งเชื่อมโยงไปถึง “โจ ไบเดน” อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐ และเป็นผู้สมัครลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2020
ขณะที่ปัจจัยในประเทศเป็นเรื่องของมาตรการ “ชิมช็อปใช้” ของภาครัฐฯ ที่ได้ทุ่มงบประมาณ กว่า 1 หมื่นล้านบาท ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ได้รับการตอบรับที่ดี ช่วยภาพรวมเศรษฐกิจได้ แต่ในแง่ของบริษัทไม่ได้ประโยชน์มาก เพราะรัฐบาลต้องการที่จะให้เม็ดเงินดังกล่าวลงสู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง ทำให้หุ้นไม่ได้ Active มากนัก
ทั้งนี้ “น.ส.จิตรา อมรธรรม” รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวว่า สัปดาห์หน้าให้ติดตามตัวเลขเศรษฐกิจของไทยที่จะทยอยออกมา ส่วนต่างประเทศก็ให้ติดตามตัวเลข PMI ภาคการผลิต และภาคบริการของหลายประเทศทั่วโลกที่จะทยอยออกมาด้วยเช่นกัน โดยแนวโน้มการลงทุนในสัปดาห์หน้า ตลาดมีโอกาสที่จะค่อย ๆ ฟื้นตัวขึ้นได้หลังจากที่ดัชนีฯยืนได้แข็งแกร่ง พร้อมให้กรอบการแกว่งไว้ที่ 1,620-1,650 จุด