เผยกรุงเทพประกัน-ทิพยฯรับประกันภัยระหว่างก่อสร้างสะพานถล่มลาดกระบังมูลค่าโครงการ 1,664 ล้าน

เศรษฐกิจ11 ก.ค. 2566 • 09:53 น.
เผยกรุงเทพประกัน-ทิพยฯรับประกันภัยระหว่างก่อสร้างสะพานถล่มลาดกระบังมูลค่าโครงการ 1,664 ล้าน

เผยแล้ว​2ค่ายประกัน  บริษัทกรุงเทพประกันภัย-ทิพยฯ รับสัดส่วน 60:40​ ประกันภัยระหว่างก่อสร้างสะพานถล่มลาดกระบัง

จากกรณีการเกิดอุบัติเหตุโครงการทางยกระดับอ่อนนุช-ลาดกระบังทั้งตัวคานและเสาพังครืนลงมาจากความสูงประมาณ 20 เมตรเมื่อช่วงบ่ายวันที่ 10 ก.ค.2566 และส่งผลให้ตัวคานและเสาทับรถที่สัญจรไปมาบริเวณถนนอ่อนนุช- ลาดกระบัง ซึ่งโครงการนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้าง  และมีคนงานได้รับบาดเจ็บ 13 ราย  และเสียชีวิตเบื้องต้น 2 ราย โดยเหตุเกิดที่บริเวณหน้าห้างโลตัส สาขาลาดกระบังนั้น 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  สำหรับโครงการทางยกระดับอ่อนนุช-ลาดกระบัง ก่อสร้างเป็นทางยกระดับคอนกรีตเสริมเหล็ก ความยาว 2,200 เมตร ขนาด 4 ช่องจราจร 2 ทิศทางในแนวเกาะกลางถนนลาดกระบัง ระยะทางรวม 3.9 กิโลเมตร มีจุดเริ่มต้นบริเวณสะพานข้ามคลองหนองคล้า ใกล้กับซอยลาดกระบัง 9/7 ยกระดับข้ามทางเข้าถนนฉลองกรุง สถาบันเทคโนโลยีเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ข้ามสะพานคลองหัวตะเข้ ตลาดหัวตะเข้ผ่านหน้าโรงพยาบาลลาดกระบัง เข้าแนวเกาะกลางถนนหลวงแพ่งผ่านวัดพลมานีย์ และมีทางลดลงไปสิ้นสุดโครงการที่บริเวณหน้าสำนักงาน กปน. สาขาสุวรรณภูมิ.

ในเบื้องต้นมูลค่าโครงการอยู่ที่ 1,664 ล้านบาท  โดยได้มีการทำประกันภัยระหว่างก่อสร้างไว้กับ 2 บริษัทประกันในลักษณะความคุ้มครองประกันภัยระหว่างก่อสร้าง โดยคุ้มครองตัวสะพาน ส่วนที่สองคุ้มครองชีวิตบุคคลภายนอกที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต และส่วนที่สามน่าจะคุ้มครองประกันภัยทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหาย  โดย บริษัทกรุงเทพประกันภัยจำกัด(มหาชน) เป็นลีดในการรับประกันภัยในสัดส่วน 60% และบริษัททิพยประกันภัย จำกัด(มหาชน) ร่วมรับประกันในสัดส่วน 40%

ส่วนความคืบหน้าจากกรณีที่มีการแชร์ผ่านสื่อโซเชียลมีเดียหรือสื่อสังคมออนไลน์ว่า มีบริษัทผู้ให้บริการด้านการตลาดแห่งหนึ่ง กระทำการในลักษณะเป็นตัวกลางในการเสนอขายผลิตภัณฑ์ประกันภัยสำหรับสัตว์เลี้ยงผ่านทางเว็บไซต์ หรือออนไลน์ รวมถึงให้บริการประชาชนผู้เอาประกันภัยในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน โดยมีประชาชนจำนวนมากซื้อประกันภัยนั้น  กระทั่งเป็นที่มาให้ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ  เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ.)ได้สั่งการให้สายกฎหมายและคดี สายตรวจสอบคนกลางประกันภัย สายคุ้มครองสิทธิประโยชน์ ของสำนักงานคปภ.ติดตามสถานการณ์และบูรณาการทำงานร่วมกันอยางใกล้ชิดเพื่อรวบรวมข้อมูลหลักฐานต่างๆและดำเนินการตามกำหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อคุ้มครองสิทธิประโยชน์ด้านประกันภัยแก่ประชาชน โดยมีประเด็นอยู่ว่าบริษัทดังกล่าวมีใบอนุญาตเป็นตัวแทนหรือนายหน้าประกันภัยหรือไม่

รายงานคืบหน้าล่าสุดการดำเนินการของสำนักงานคปภ. แจ้งเข้ามาว่า ภายหลังจากตรวจสอบเบื้องต้น ไม่พบว่า บริษัทฯ ดังกล่าวมีใบอนุญาตเป็นตัวแทนหรือนายหน้าประกันวินาศภัย ในเบื้องต้น ทางสำนักงานคปภ.ได้ประสานไปยังหน่วยงานกำกับประกันภัยของประเทศอังกฤษ เพื่อสำนักงานคปภ.จะได้รู้สถานะว่า บริษัทที่ถูกนำชื่อมาอ้างถึงนั้นมีตัวตนหรือไม่  และเป็นบริษัทอะไรกันแน่  ขณะเดียวกันกำลังจะเข้าไปพูดคุยกับทางกองปราบ เพื่อหารือถึงการสอบสวนร่วมกันเพื่อหาแง่มุมทางกฎหมาย  ก่อนที่จะหาข้อสรุปในการตั้งข้อหาในการกระทำผิดต่อไป 

อนึ่ง เหตุผลที่สำนักงานคปภ.ดำเนินการเรื่องนี้ ดร.สุทธิพล ได้ชี้แจงเหตุผลก่อนหน้านี้ว่า ตนได้สั่งการให้สายกฎหมายและคดี สำนักงาน คปภ. ดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริง และดำเนินการตามกรอบอำนาจหน้าที่ของสำนักงาน คปภ. อย่างเด็ดขาด เพื่อสร้างความมั่นใจว่าการซื้อประกันภัย Online มีความมั่นคงปลอดภัยและทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นในการทำธุรกรรมประกันภัยผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยสำนักงาน คปภ. กำหนดให้บริษัทประกันภัย นายหน้าประกันภัยและธนาคารพาณิชย์ ที่ทำการเสนอขายประกันภัยผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ (Online) ต้องขึ้นทะเบียนกิจกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งประชาชนสามารถตรวจสอบการขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการที่ขายกรมธรรม์ทางอิเล็กทรอนิกส์จากเว็บไซต์ “กูรูประกันภัย” https://guruprakanphai.oic.or.th และสามารถเข้าไปตรวจสอบผ่านทางเว็บไซต์ https://www.oic.or.th/th/consumer โดยกด link เข้าไปใน banner กูรูประกันภัยได้อีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งไม่มีค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด ทั้งนี้ หากประชาชนต้องการซื้อประกันภัยผ่านทางเว็บไซต์ หรือออนไลน์ ควรตรวจสอบใบอนุญาตที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงาน คปภ. ทุกครั้งก่อนตัดสินใจซื้อประกันภัย และบุคคลใดก็ตามกระทำการเสนอขายผลิตภัณฑ์ประกันภัยต้องได้รับใบอนุญาตเป็นตัวแทนประกันวินาศภัยหรือนายหน้าประกันวินาศภัยจากนายทะเบียน หรือสำนักงาน คปภ. หากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมีโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ