“ส.อุตฯเครื่องนุ่งห่มไทย” ยกแขนหนุน “ดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่นบาท” ลุ้นรัฐบาลลุยแก้สารพัดปัญหาเดินหน้าต่อ หรือ พับกระดาน!?!

เศรษฐกิจ27 ต.ค. 2566 • 16:00 น.
“ส.อุตฯเครื่องนุ่งห่มไทย” ยกแขนหนุน “ดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่นบาท” ลุ้นรัฐบาลลุยแก้สารพัดปัญหาเดินหน้าต่อ หรือ พับกระดาน!?!

ยังคงต้องติดตามกันต่อไปกับนโยบาย “รัฐบาลเศรษฐา1” ในการเดินหน้าโครงการ “ดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่นบาท” ที่เมื่อการประชุมคณะอนุกรรมการฯครั้งล่าสุดที่มี “นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” รมช.คลัง ในฐานะประธานอนุกรรมการฯ แจ้งว่า “ที่ประชุมยังมีหลายประเด็นที่คณะทำงานยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ เช่นเรื่องแหล่งเงิน เรื่องการกำหนดกรอบกลุ่มเป้าหมาย ยอมรับว่าการเริ่มมาตรการอาจจะต้องขยับออกไปจากเดิมกำหนดในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2567”

เพราะติดปัญหาหลายเรื่อง อาทิ ระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์ และการพัฒนาแอปพลิเคชัน!!!

เรื่องนี้ร้อนไปถึง “นายเศรษฐา ทวีสิน” นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง  ต้องออกมาชี้แจงว่า คณะทำงานได้หารือกับผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อปรับปรุงมาตรการตามที่มีข้อเสนอจากภาคส่วนต่างๆ เข้ามา ซึ่งตนเองจะขอหารือในส่วนนี้ก่อน ส่วนจะเป็นเหตุให้ต้องเลื่อนโครงการนี้ออกไปหลังเดือนก.พ.67 หรือไม่นั้น กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณา แต่รัฐบาลจะพยายามทำโครงการนี้ให้เกิดขึ้นเร็วที่สุด ส่วนการปรับเงื่อนไขของผู้ที่ได้รับสิทธิ จะใช้หลักเกณฑ์ใดพิจารณาว่าเป็นผู้ที่มีรายได้สูง หรือมีรายได้ไม่สูงนั้น ตนพร้อมรับฟัง หากจะมีการปรับเงื่อนไขนี้ ซึ่งกำลังหาคำจำกัดความที่เหมาะสม โดยจะต้องเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ขณะที่ในมุมมองของภาคเอกชนออกมาแสดงความเห็นในเรื่องโครงการ “ดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่นบาท” โดยทางสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย “นายยศธน กิจกุศล” นายกสมาคมฯ ให้ความเห็นว่า การที่รัฐบาลขับเคลื่อนโครงการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่นบาทว่า  เป็นการกระตุ้นกำลังซื้อภายในประเทศได้อย่างดี โดยเฉพาะบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องมีกว่าล้านคน น่าจะใช้เงินนี้ให้เกิดประโยชน์มากขึ้น อาทิ เครื่องนุ่งห่ม อาหาร ค่าเดินทาง หรือสิ่งของที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต อีกทั้งเงินดิจิทัลไม่ใช่แจกเป็นเงินสด ที่จะสามารถเอาไปซื้ออะไรที่ไม่ผิดกฎหมายได้

“ถ้ามีเงินดิจิทัลเข้ามาในระบบแล้ว สมาคมฯก็จะให้ความรู้แก่บุคลากรในการใช้เงินดิจิทัลให้เกิดประโยชน์ เพื่อให้มีเงินหมุนเวียนในประเทศให้มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อการขับเคลื่อนประเทศ”นายยศธน กล่าว

นายยศธน กล่าวต่อว่า ทั้งนี้สมาคมฯมีสมาชิกกว่า 200 บริษัท ผลิตเครื่องนุ่งห่มเพื่อการส่งออกเป็นหลัก ซึ่งถ้ารวมกับอุตสาหกรรมสิ่งทออื่นๆ จะสร้างรายได้เข้าประเทศปีละประมาณ 200,000 แสนล้านบาท โดยมีผู้ใช้แรงงานในอุตสาหกรรมนับล้านคน เป็นตัวขับเคลื่อนในการสร้างรายได้ ดังนั้นแนวทางที่รัฐบาลใหม่กำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศที่เอื้อต่อการส่งออกเวลานี้ จึงเป็นสิ่งที่ดี โดยเฉพาะการที่มีนายกรัฐมนตรีมาจากภาคเอกชน จะสามารถช่วยผลักดันเศรษฐกิจได้ดีมากขึ้น โดยเฉพาะนโยบายในการดูแลประชาชน อาทิ การลดค่าน้ำมัน ค่าไฟฟ้า และค่าโดยสารรถไฟฟ้า สิ่งเหล่านี้เป็นการช่วยเหลือประชาชนโดยรวม

ขณะเดียวกันการที่นายกรัฐมนตรีเดินทางไปเยือนประเทศต่างๆ เป็นสิ่งที่ดี เพราะนายกรัฐมนตรีเปรียบเสมือนผู้นำสินค้าของไทยไปประชาสัมพันธ์ให้กับคนอื่นๆ ได้รับรู้ถึงคุณภาพของสินค้าไทย และให้ภาคเอกชนไปทำการปิดตลาดการขายสร้างรายได้ให้กับประเทศ  ซึ่งที่ผ่านมาตลาดส่งของอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทยจะเป็นตลาดสหรัฐอเมริกา สหภาพอียู และญี่ปุ่น มากที่สุด ทั้งนี้หากมีประเทศคู่ค้าใหม่ ๆ เกิดขึ้นก็จะเป็นสิ่งที่ดี

นายพีรพล ตติยมณีกุล อุปนายกสมาคมฯ กล่าวว่า สมาคมฯเห็นด้วยกับการที่นายกรัฐมนตรีเดินทางไปเยือนประเทศต่างๆ เพื่อไปทำการเจรจาการค้าให้กับภาพรวมของอุตสาหกรรมประเทศ โดยเฉพาะช่วงเวลานี้ประเทศไทยถือว่าได้เปรียบในการเจรจาการค้า เพราะไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับสถานะการณ์ที่เกิดขึ้นกับความขัดแย้งระหว่างประเทศ ซึ่งถ้านายกรัฐมนตรีสามารถไปเจรจาทำความร่วมมือการค้าระหว่างประเทศแถบยุโรป ตะวันออกกลาง อเมริกาใต้ หรือประเทศใหม่ ๆ ก็จะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมโดยรวมของประเทศได้  ทั้งนี้ประเทศแถบเพื่อนบ้านของไทยที่ผ่านมาได้ประโยชน์จากการทำความร่วมมือมาก่อนประเทศไทย ดังนั้นการที่ประเทศไทยจะทำความร่วมมือเช่นเดียวกัน ทางสมาคมฯก็พร้อมที่จะให้การสนับสนุนเต็มที่

เช่นเดียวกับ “นายนิพนธ์ ชวลิตมณฑียร” กรรมการสมาคมฯ กล่าวว่า สิ่งที่อยากให้รัฐบาลช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม คือ การที่เจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FAT) ไทย-สหภาพยุโรป (อียู) ให้ได้โดยเร็วที่สุด เพราะตอนนี้ประเทศไทยเสียเปรียบหลายประเทศในเรื่องการส่งออกโดยเรื่องภาษี และเรื่องการส่งเสริมการลงทุนทั้งในประเทศ และการลงทุนของไทยในต่างประเทศ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศ (BOI) ซึ่งสมาชิกสมาคมฯ ได้มีการส่งให้ BOI พิจารณา ถ้าพิจารณาให้เร็วก็จะส่งผลดีต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมได้ดีมากขึ้น

“เรื่อง FTA เป็นเรื่องที่ค่อนข้างสำคัญมาก เพราะการค้าโลกหลังจากที่การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิดหมดไป ก็เปลี่ยนระบบการค้าแบบพหุภาคี มาเป็นระบบการค้าเสรีมากขึ้น ซึ่งถ้าประเทศไทยไม่เจรจาการค้ากับใครก็จะเสียเปรียบมาก  ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลทำในการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเวลานี้จึงเป็นสิ่งที่ดี ซึ่งสมาคมฯก็พร้อมที่จะไปพูดคุยกับรัฐบาล แลกเปลี่ยนความคิด หรือร่วมเดินทางไปกับรัฐบาลในการเจรจา FTA เพื่อเปิดตลาดการค้าใหม่ๆ” นายนิพนธ์ กล่าว

นายนิพนธ์ กล่าวต่อว่า อีกทั้งประเทศไทยเวลานี้ได้มีการพัฒนาจากผู้รับจ้างที่ออกแบบและ ผลิตสินค้าให้กับบริษัทเพื่อนำไปขายในแบรนด์ตัวเอง (ODM) กำลังเป็นผู้ผลิตภายใต้รูปแบบและตราสินค้าของตนเอง (OBM) ซึ่งมีโครงการซอฟต์เพาว์เวอร์ของภาครัฐที่ช่วยในการส่งเสริมให้สมาชิกสมาคมฯมีการพัฒนาศักยภาพของตนเองได้มากขึ้น โดยจะเป็นประโยชน์ต่อสินค้าไทยที่จะมีมูลค้าสินค้าสูงขึ้น จึงอยากให้รัฐบาลจริงใจในการผลักดันโครงการซอฟต์เพาว์เวอร์ในจุดนี้

และ “คุณนลินี สุวรรณพัตรา” เหรัญญิกสมาคมฯ กล่าวว่า หลายประเทศในเวลานี้ใช้โครงการซอฟต์เพาวเวอร์ในการบริหารประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา เกาหลี ญี่ปุ่น โดยใช้ภาพยนตร์ วัฒนธรรม สอดแทรกให้คนได้รู้จักสินค้าของเค้าได้มากขึ้น ดังนั้นการที่รัฐบาลจะนำโครงการซอฟต์เพาว์เวอร์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ จึงเป็นสิ่งที่ดี และต้องให้มีการทำอย่างจริงจัง ผลักดันให้ทุกส่วนทั้ง เครื่องนุ่งห่ม อาหาร และแฟชั่น ที่เน้นสินค้าที่ผลิตโดยประเทศไทย เพราะเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ และเป็นที่รู้จักของคนในประเทศ และคนทั่วโลก

สุดท้าย “ดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่นบาท” จะเป็นอย่างไร? “รัฐบาลเศรษฐา 1” เดินหน้าต่อ หรือ พับกระดาน!?! รอติดตามชม!!!