คิ๊กออฟ!ถนนใช้ความเร็ว 120 กม.บนสายเอเชีย ช่วง "บางปะอิน-ทางต่างระดับอ่างทอง" เดือนนี้
นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงกฎกระทรวงกำหนดอัตราความเร็วของยานพาหนะบนทางหลวงแผ่นดิน หรือทางหลวงชนบทที่กำหนด พ.ศ. 2564 หลังจากเว็บไซต์วานนี้ (10 มี.ค. 2564) ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่กฎกระทรวงดังกล่าวว่า การประกาศกฎกระทรวงดังกล่าวนั้น ถือเป็นนโยบายของกระทรวงคมนาคม ในการดำเนินการให้สอดคล้องกับสภาพการจราจร และการเดินทางของประชาชนในปัจจุบัน ให้มีความสะดวก รวดเร็ว โดยคำนึงถึงความปลอดภัย
ทั้งนี้กระทรวงคมนาคมได้บูรณาการร่วมกับกรมทางหลวง (ทล.), กรมทางหลวงชนบท (ทช.), สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.), กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เพื่อดำเนินการนโยบายดังกล่าว ให้เป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตามแม้กฎกระทรวงประกาศออกมาแล้วนั้น จะยังไม่มีผลบังคับใช้ในทันที ซึ่งจะต้องรอการประกาศอย่างเป็นทางการก่อน ภายหลังที่ผู้อำนวยการทางหลวงออกประกาศว่า ถนนเส้นใดสามารถใช้ความเร็วตามกฎกระทรวงประกาศได้
นายศักดิ์สยาม กล่าวต่ออีกว่า ในเบื้องต้นจะนำร่องทดลอง (คิกออฟ) ให้ใช้ความเร็วไม่เกิน 120 กิโลเมตร (กม.) ต่อชั่วโมง (ชม.) ตามที่กฎกระทรวงกำหนด ในเส้นทางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 32 (ถนนสายเอเชีย) ช่วงบริเวณหมวดทางหลวงบางปะอิน-ทางต่างระดับอ่างทอง กม. ที่ 4+100-50+000 ระยะทางประมาณ 50 กม. โดยจะเริ่มดำเนินการได้ภายใน มี.ค.นี้ และจะทยอยประกาศเพิ่มมากขึ้นในอนาคต พร้อมกันนี้ ได้เตรียมจ้างบริษัทที่ปรึกษา หรือสถาบันการศึกษา เพื่อประเมินผลการดำเนินการดังกล่าวด้วย โดยต้องการดำเนินนโยบายดังกล่าวให้แล้วเสร็จครบทั้งหมดภายในปี 2564
นอกจากนี้ได้สั่งการให้นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม ไปบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสำรวจเส้นทางถนนของแขวงทางหลวง และแขวงทางหลวงชนบททั่วประเทศกว่า 12,000 กม. ที่มี 4 ช่องจราจร มีเกาะกลางถนน และไม่มีจุดกลับรถ หรือจุดตัดเสมอเส้นทางว่า มีเส้นทางใด และช่วงไหนบ้าง ที่มีความเหมาะสมสามารถประกาศให้ใช้ตามกฎกระทรวงฯ ได้ และให้สรุปส่งข้อมูลมาให้กระทรวงภายในวันพรุ่งนี้ (12 มี.ค. 2564) ก่อนที่จะมีการประชุมคณะกรรมการชุดใหญ่ในวันที่ 15 มี.ค.นี้ เพื่อประกาศอย่างเป็นทางการต่อไป รวมถึงในการประชุมดังกล่าว จะมีการพิจารณาร่วมกับ สตช. ในการกำหนดบทลงโทษตามกฎหมาย ประกอบกับการออกประกาศ ขบ. ในความผิดไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร สามารถมีผลต่อการต่อใบอนุญาต
นายศักดิ์สยาม กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะต้องประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบ พร้อมทั้งติดตั้งป้ายจราจรบอกความเร็วในเส้นทางที่ประกาศตามกฎกระทรวงฯ ส่วนงบประมาณที่จะนำมาใช้นั้น ได้มอบหมายให้หน่วยงานประสานมายัง ขบ. โดยจะใช้งบประมาณจากกองทุนความปลอดภัยทางถนน (กปถ.) มาดำเนินการ
ส่วนเส้นทางที่ใช้ความเร็วตามที่กฎกระทรวงกำหนดนั้น ก่อนถึงการเข้าสู่เขตจำกัดความเร็ว จะมีป้ายแจ้งเตือน รวมถึงจะมีการตีเส้นจราจรที่ตีขวางบนถนนเป็นแถบๆ (Rumble Strip) ใช้สำหรับเตือนคนขับรถถึงลักษณะสภาพถนนที่เปลี่ยนไป โดยจะมีการสั่นสะเทือนบนตัวรถ เพื่อแจ้งว่า ได้เข้าสู่เขตใช้ความเร็วเป็นพื้นสีเขียว และก่อนออกจากช่วงบังคับใช้ความเร็ว จะมีเป็นพื้นสีเหลือง และเมื่อออกจากเขตบังคับใช้จะเป็นสีแดง นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้ ทล. และ ทช. สำรวจ เพื่อสร้างสะพานลอย เพื่อให้ประชาชนเดินข้าม รวมถึงรถจักรยานยนต์ (มอเตอร์ไซต์) และรถจักรยาน ในส่วนของรถยนต์ให้ใช้สะพานกลับรถ
ทั้งนี้ รายละเอียดของกฎกระทรวงดังกล่าว ได้กำหนดอัตราความเร็วของยานพาหนะบนทางหลวงแผ่นดินหรือทางหลวงชนบทไว้ดังนี้ 1.รถบรรทุกที่มีน้ำหนักรถเกิน 2,200 กิโลกรัม หรือรถโดยสารมีที่นั่งคนโดยสารเกิน 15 คน ให้ใช้ความเร็วไม่เกิน 90 กม./ชม., รถขณะที่ลากจูงรถอื่น รถยนต์สี่ล้อเล็ก หรือรถยนต์สามล้อ ให้ใช้ความเร็วไม่เกิน 65 กม./ชม., รถจักรยานยนต์ ให้ใช้ความเร็วไม่เกิน 80 กม./ชม. เว้นแต่รถจักรยานยนต์ที่มีกำลังเครื่องยนต์ตั้งแต่ 35 กิโลวัตต์ขึ้นไป หรือมีขนาดความจุของกระบอกสูบรวมกันตั้งแต่ 400 ลูกบาศก์เซนติเมตรขึ้นไป ให้ใช้ความเร็วไม่เกิน 110 กม./ชม.
ขณะที่ รถโรงเรียน หรือรถรับส่งนักเรียน ให้ใช้ความเร็วไม่เกิน 80 กม./ชม., รถโดยสารที่มีที่นั่งโดยสารเกิน 7 คนแต่ไม่เกิน 15 คน ให้ใช้ความเร็วไม่เกิน 100 กม./ชม., รถแทรกเตอร์ รถบดถนน หรือรถใช้งานเกษตรกรรม ให้ใช้ความเร็วไม่เกิน 45 กม./ชม. และรถอื่นๆ นอกเหนือจากที่กล่าวข้างต้น ให้ใช้ความเร็วไม่เกิน 120 กม./ชม. ทั้งนี้ หากรถอยู่ในช่องเดินรถขวาสุด ต้องใช้ความเร็วไม่ต่ำกว่า 100 กม./ชม. เว้นแต่ในกรณีที่ช่องเดินรถนั้น มีข้อจำกัดด้านการจราจรหรือทัศนวิสัย มีสิ่งกีดขวาง หรือมีเหตุขัดข้องอื่น ทั้งนี้ หากในทางเดินรถมีเครื่องหมายจราจรแสดงว่าเป็นเขตอันตราย หรือเขตให้ขับรถช้าๆ ให้ลดความเร็วลง และเพิ่มความระมัดระวังขึ้นตามสมควร และในกรณีที่ทางเดินรถ หรือช่องเดินรถใด มีเครื่องหมายจราจรกำหนดอัตราความเร็วต่ำกว่าอัตราที่กำหนด ให้ใช้ความเร็วไม่เกินอัตราความเร็วที่กำหนดไว้
นายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง(ทล.) กล่าวว่า ในวันพรุ่งนี้(12มีค)ทางหลวงและ ทางหลวงชนบท จะเสนอเส้นทางเพิ่มเติมทั่วประเทศที่จะให้รถสามารถวิ่งทำความเร็วไม่เกิน 120 กม./ชม.บนถนน 4ช่องจราจรขึ้นไปกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และในวันจันทร์ที่ 15 มี.ค.จะสรุปว่ามีเส้นทางไหนบ้างที่สามารถดำเนินการได้เพิ่ม เบื้องต้นในปี 64 นอกจากนำร่องที่เส้นทางทางหลวงหมายเลข 32 (อยุธยา-อ่างทอง)ระยะทาง 50 กม.แล้ว ในระยะที่ 2 จะเริ่มที่ทางหลวงหมายเลข 32 (อยุธยา-อ่างทอง) ระยะทางกม. 50-113 , ส่วนระยะที่3 จะเริ่มในปี 65 ที่ทางหลวงหมายเลข 32 (ชัยนาท-นครสวรรค์) ระหว่าง กม.115-150 และทางหลวงหมายเลข35 (สมุทรสงคราม-ปากท่อ)ระหว่างกม.ที่ 60-82
ส่วนขั้นตอนต่อไปทางหลวงจะเร่งสรุปเส้นทางหลวง ที่จะให้วิ่งไม่เกิน 120 กม./ชม.เพิ่มเพื่อให้ในปี 64 มีเส้นทางเพิ่มขึ้นขณะเดียวกันทล. จะเร่งทำป้ายบอกความเร็ว ป้ายอัจฉริยะอัตโนมัติ รวมถึงการทำเครื่องหมายบนผิวทางถนนหลวง เพื่อให้ทราบว่าเลนดังกล่าวเข้า และออก สามารถวิ่งทำความเร็วได้ไม่เกิน 120 กม./ชม.ได้ นอกจากนั้น ทล.จะเร่งสำรวจจุดเพื่อสร้างสะพานลอยคนข้าม และ มอเตอร์ไซค์ข้าม ในเส้นทางดังกล่าวเพื่อให้เกิดความปลอดภัย ซึ่งการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อความปลอดภัยนั้น จะใช้งบประมาณจากจากกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน(กปถ.)