เปิดรายงานประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (ฉบับย่อ) ศก.ไทยแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง ทยอยขึ้นดอกเบี้ยเป็นแนวทางที่เหมาะสม
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยรายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (ฉบับย่อ) ครั้งที่ 5/2565วันที่ 23 และ 28 กันยายน 2565 ธนาคารแห่งประเทศไทยเผยแพร่ ณ วันที่ 12 ตุลาคม 2565 กรรมการที่เข้าร่วมประชุม นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ (ประธาน) นายเมธี สุภาพงษ์ (รองประธาน) นางสาววชิรา อารมย์ดี นายคณิศ แสงสุพรรณ นายรพี สุจริตกุล นายสมชัย จิตสุชน นายสุภัค ศิวะรักษ์
ภาวะเศรษฐกิจโลกและภาวะตลาดการเงิน
เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าปี 2565 และปี 2566 มีแนวโน้มขยายตัวลดลงจากร้อยละ 3.4 และ 3.1 เป็นร้อยละ 2.9 และ 2.6 ตามลำดับ ตามแนวโน้มของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลักที่ขยายตัวชะลอลงจากอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงและการเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางในหลายประเทศ โดยเศรษฐกิจสหภาพยุโรปได้รับแรงกดดันเงินเฟ้อเพิ่มเติมจากราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูงจากความขัดแย้งกับรัสเซียที่ยังยืดเยื้อ ด้านเศรษฐกิจเอเชียมีทิศทางชะลอลงตามอุปสงค์โลกที่ปรับลดลง เศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงโดยมีปัจจัยลบเพิ่มเติมจากอุปสงค์ในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมการระบาดที่เข้มงวด (ZeroCOVID) ในหลายเมือง และปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยืดเยื้อ
ตลาดการเงินโลกเคลื่อนไหวผันผวนสะท้อนความกังวลต่ออัตราเงินเฟ้อที่อยู่ระดับสูงและการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นของธนาคารกลางหลายประเทศ โดยธนาคารกลางส่วนใหญ่ให้น้ำหนักกับการดูแลเงินเฟ้อมากขึ้นและเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่อง ทั้งนี้ แนวโน้มการเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ประกอบกับความกังวลของนักลงทุนต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกส่งผลให้สกุลเงินดอลลาร์ สรอ. แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วเทียบกับทุกสกุลเงิน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรของประเทศส่วนใหญ่ปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่ราคาสินทรัพย์เสี่ยงปรับลดลง ด้านตลาดการเงินไทย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยทยอยปรับเพิ่มขึ้น โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้นปรับเพิ่มขึ้นสอดคล้องกับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาวปรับเพิ่มขึ้นตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ขณะที่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ผ่านมายังเอื้อต่อการระดมทุนของภาคเอกชน ด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบดอลลาร์ สรอ. อ่อนค่าต่อเนื่องตามการแข็งค่าของดอลลาร์ สรอ.สอดคล้องกับสกุลเงินในภูมิภาค โดยเงินบาทอ่อนค่าอยู่ในระดับกลางของภูมิภาค และยังไม่พบการไหลออกของเงินทุนเคลื่อนย้ายที่ผิดปกติมองไปข้างหน้า ตลาดการเงินยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยความเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ แรงกดดันด้านเงินเฟ้อและการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางประเทศเศรษฐกิจหลัก รวมถึงแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป
ภาวะเศรษฐกิจไทย
เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องในปี 2565 และ 2566 โดยคาดว่าขยายตัวร้อยละ 3.3 และ 3.8 จากเดิมร้อยละ 3.3 และ 4.2 ตามลำดับ จาก (1) จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องดีกว่าคาด โดยในปี 2565 คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นจาก 6 ล้านคนเป็น 9.5 ล้านคน จากความต้องการเดินทางท่องเที่ยวที่มากขึ้นและมาตรการควบคุมการเดินทางระหว่างประเทศที่คลี่คลายลง ขณะที่ประมาณการนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2566 เพิ่มขึ้นจาก 19 เป็น 21 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวเอเชียที่ไม่รวมจีน (2) การบริโภคภาคเอกชนโดยรวมมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยการบริโภคหมวดบริการฟื้นตัวกลับเข้าสู่ระดับก่อนการระบาด COVID-19 ตามการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว นอกจากนี้ ตลาดแรงงานฟื้นตัวดีขึ้นและกระจายตัวมากขึ้น สะท้อนจากอัตราการว่างงานที่ลดลงเหลือร้อยละ 1.4 และรายได้รวมของแรงงานแต่ละกลุ่มที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น โดยรายได้แรงงานนอกภาคเกษตรคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 14 และร้อยละ 6 ในปี 2565 และ 2566 ตามลำดับ จากที่หดตัวร้อยละ 18 ในปี 2563 โดยกลุ่มแรงงานอาชีพอิสระที่ฟื้นตัวได้ช้าในช่วงที่ผ่านมาคาดว่าจะมีรายได้จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 33 และร้อยละ 9 ในปี 2565 และ 2566 ตามลำดับ และ (3) การส่งออกสินค้าในปี2565 มีแนวโน้มขยายตัวตามคาดจากอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นเพราะความกังวลเกี่ยวกับวิกฤตอาหาร และปัญหาขาดแคลนชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่คลี่คลายลง อย่างไรก็ดี การส่งออกสินค้าในปี 2566 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากอุปสงค์ที่ปรับลดลงตามแนวโน้มเศรษฐกิจคู่ค้า
อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2565 มีแนวโน้มใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ และคาดว่าจะทยอยลดลงตามราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลก โดยประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2565 อยู่ที่ร้อยละ 6.3 ตามราคาหมวดพลังงานและอาหารสดที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงการทยอยส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการที่มากขึ้นสะท้อนผ่านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 2.6 จากหมวดอาหารเป็นสำคัญ โดยอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น เป็นผลจากแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปทาน (cost-push inflation) เป็นหลัก และยังไม่เห็นสัญญาณเงินเฟ้อด้านอุปสงค์(demand-pull inflation) อย่างชัดเจน เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังอยู่ระหว่างการฟื้นตัว โดยเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะสั้นเริ่มปรับลดลง ขณะที่เงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางยังยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมายที่ร้อยละ 1-3 ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2566 จะทยอยลดลงกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายมาอยู่ที่ร้อยละ 2.6 ตามราคาพลังงานและน้ำมันขายปลีกในประเทศที่คาดว่าจะปรับลดลง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานปี 2566 มีแนวโน้มปรับลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 2.4 ตามแรงกดดันด้านต้นทุนที่คาดว่าจะลดลง แต่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังอยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต
ประมาณการอัตราเงินเฟ้อข้างต้นได้พิจารณาปัจจัยเสี่ยงทั้งด้านสูงและด้านต่ำอย่างรอบด้าน โดยได้คำนึงถึงปัจจัยต่างๆที่จะทำให้เงินเฟ้อสูงต่อเนื่องไว้ในกรณีฐานระดับหนึ่งแล้ว โอกาสที่เงินเฟ้อจะสูงกว่าหรือต่ำกว่ากรณีฐานจึงใกล้เคียงกัน ทั้งนี้ ปัจจัยที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อในระยะต่อไปสูงกว่ากรณีฐาน ได้แก่ (1) การส่งผ่านต้นทุนที่อาจเพิ่มขึ้น หากผู้ประกอบการเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นพร้อมกัน และต้องติดตามการอ่อนค่าของเงินบาทที่อาจสร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อต้นทุนการนำเข้าของภาคธุรกิจ รวมถึงแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ (demand-pull inflation) ที่อาจเร่งขึ้นในระยะถัดไปตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ (2) มาตรการช่วยเหลือด้านพลังงานของทางภาครัฐที่อาจสิ้นสุดหรือน้อยกว่าคาด อาทิ มาตรการลดภาษีสรรพสามิตมาตราการช่วยเหลือค่าไฟฟ้า และ (3) ความตึงตัวของตลาดแรงงาน โดยค่าจ้างแรงงานปรับเพิ่มขึ้นในบางสาขาธุรกิจและบางพื้นที่ที่ขาดแคลนแรงงาน แม้ยังไม่เห็นสัญญาณการปรับเพิ่มขึ้นในวงกว้าง แต่ยังคงต้องติดตามความเสี่ยงจากความตึงตัวของตลาดแรงงานในระยะต่อไป โดยเฉพาะในบางอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น (labor-intensive Industry) อย่างไรก็ดีอัตราเงินเฟ้อในระยะต่อไปมีโอกาสต่ำกว่ากรณีฐานเช่นกันหากราคาพลังงานปรับลดลงมากกว่าที่ประเมินไว้เนื่องจากอุปสงค์ที่ลดลงตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก
ประเด็นสำคัญที่คณะกรรมการฯ อภิปราย
• คณะกรรมการฯ ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ต่อเนื่องจากภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก ทั้งนี้การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้า แต่ประเมินว่าไม่ส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในภาพรวม จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจฟื้นตัวได้ดีกว่าที่คาดไว้จากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการเดินทางเพิ่มเติมของต่างประเทศและนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของไทย โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติส่วนใหญ่ที่เดินทางมาประเทศไทยในช่วงนี้เป็นกลุ่มในภูมิภาคใกล้เคียงที่เดินทางระยะใกล้ (short-haul) และกลุ่มรายได้สูง (premium) ซึ่งภาวะเศรษฐกิจของประเทศต้นทางไม่ได้มีผลต่อการตัดสินใจเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวอย่างมีนัยสำคัญ ในส่วนการบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องและทั่วถึงมากขึ้น สะท้อนจากการฟื้นตัวของรายได้ที่มีการกระจายตัวดีขึ้นไปยังภาคบริการและผู้มีรายได้น้อย ซึ่งจะเป็นแรงส่งสำคัญสำหรับการบริโภคภาคเอกชนในระยะต่อไป อย่างไรก็ดี กรรมการบางส่วนเห็นว่าการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกเป็นความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าของไทยมากกว่าที่คาดไว้และเห็นควรให้ติดตามพัฒนาการของเศรษฐกิจโลกและประเทศคู่ค้าอย่างใกล้ชิด
• คณะกรรมการฯ เห็นว่าเงินเฟ้อยังมีความเสี่ยงสูงและต้องติดตามใกล้ชิด โดยเฉพาะอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน สะท้อนจากการเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในหลายหมวด ผ่านการส่งผ่านต้นทุนของภาคธุรกิจที่มากขึ้นและเริ่มขยายวงกว้าง โดยผู้ประกอบการอาจส่งผ่านต้นทุนเพิ่มเติมหากเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นหลายปัจจัยพร้อมกัน เช่น ราคาวัตถุดิบ ราคาน้ำมัน และค่าจ้าง ซึ่งอาจส่งผลต่อการคาดการณ์เงินเฟ้อ จึงเห็นควรให้ติดตามการส่งผ่านดังกล่าว รวมถึงพัฒนาการของอัตราเงินเฟ้อและเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะข้างหน้า
• คณะกรรมการฯ ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับปัญหาการขาดแคลนแรงงานในบางสาขาธุรกิจที่กำลังฟื้นตัวและใช้แรงงานเข้มข้น เช่น ธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร ภาคการก่อสร้าง ที่อาจสร้างแรงกดดันค่าจ้างและเป็นข้อจำกัดต่อการฟื้นตัวในสาขาธุรกิจดังกล่าว โดยเห็นว่าแรงงานคืนถิ่นยังมีอุปสรรคในการกลับเข้าตลาดแรงงาน อาทิการขาดทุนทรัพย์ในการย้ายถิ่นฐานมาเริ่มต้นทำงานใหม่ในพื้นที่เศรษฐกิจ รวมถึงแรงงานไทยส่วนหนึ่งเปลี่ยนไปประกอบอาชีพอิสระที่มีรายได้ดีตามการเติบโตของภาคการค้าอิเล็กทรอนิกส์ (e-commerce) ทำให้มีปัญหาขาดแคลนแรงงานและแรงกดดันค่าจ้างไปอีกระยะหนึ่ง จึงควรติดตามพัฒนาการของตลาดแรงงานและการปรับขึ้นค่าจ้างในระยะต่อไป ทั้งนี้ การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในเดือนตุลาคม 2565 ส่งผลกระทบต่อค่าจ้างแรงงานโดยรวมค่อนข้างจำกัด เนื่องจากแรงงานส่วนใหญ่ได้ค่าจ้างสูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำอยู่แล้ว การส่งผ่านไปยังค่าจ้างที่สูงกว่าจึงไม่มากนัก
• คณะกรรมการฯ เห็นว่าเงินบาทปรับอ่อนค่าเร็วและต่อเนื่องตามการแข็งค่าของดอลลาร์ สรอ.สอดคล้องกับเงินสกุลภูมิภาค โดยดัชนีค่าเงินบาท (nominal effective exchange rate: NEER) ที่อ่อนค่าเพียงประมาณร้อยละ 2 ตั้งแต่ต้นปี 2565 สะท้อนว่าเงินบาทเคลื่อนไหวค่อนข้างสอดคล้องกับสกุลเงินของประเทศคู่ค้าคู่แข่ง จึงไม่กระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รวมถึงยังไม่พบการไหลออกของเงินทุนเคลื่อนย้ายที่ผิดปกติโดยสถานะเงินทุนเคลื่อนย้ายของไทยตั้งแต่ต้นปียังคงมีเงินทุนไหลเข้าสุทธินอกจากนี้เสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทยยังเข้มแข็งสามารถรองรับความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้ายได้สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับสูงเป็นอันดับที่ 12 ของโลก และมีสัดส่วนมากกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้นถึง 3 เท่า ประกอบกับไทยมีสัดส่วนหนี้ต่างประเทศในระดับต่ำเพียงร้อยละ 38 ต่อ GDP นอกจากนี้ ประเมินว่าการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวจะช่วยลดแนวโน้มการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดและจำกัดการอ่อนค่าของเงินบาทในระยะต่อไป อย่างไรก็ดีคณะกรรมการฯ กังวลว่าการอ่อนค่าอย่างรวดเร็วของเงินบาทอาจสร้างแรงกดดันด้านต้นทุนเพิ่มเติมต่อผู้ประกอบการและเร่งให้เกิดการส่งผ่านต้นทุนมากขึ้นซึ่งจะกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อ จึงเห็นควรให้ติดตามพัฒนาการในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงที่ค่าเงินบาทมีความผันผวนสูง
• คณะกรรมการฯ เห็นว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไปยังเป็นแนวทางการดำเนินนโยบายการเงินที่เหมาะสม โดยพร้อมที่จะปรับขนาดและเงื่อนเวลาของการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้เหมาะสมหากแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในระยะข้างหน้าเปลี่ยนไปจากที่ประเมินไว้(gradual and measured policy normalization) โดยเห็นว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไปมีความเหมาะสมกับบริบทเศรษฐกิจและเงินเฟ้อของไทยในปัจจุบัน เนื่องจาก
(1) เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องและมีความทั่วถึงมากขึ้นทั้งในมิติของสาขาธุรกิจ โดยเฉพาะภาคบริการ และในมิติของรายได้ที่มีการกระจายตัวมากขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยมีความ พร้อมรองรับการทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายกลับเข้าสู่ระดับที่เหมาะสมกับการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพในระยะยาว
(2) อัตราเงินเฟ้อทั่วไปใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ โดยเป็นผลจากด้านอุปทานและปัจจัยต่างประเทศเป็นสำคัญ ซึ่งมีแนวโน้มคลี่คลายในระยะต่อไป ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากการส่งผ่านต้นทุนเป็นสำคัญ อย่างไรก็ดี แรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ยังมีจำกัดเนื่องจากเศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงเริ่มฟื้นตัว และความเสี่ยงการปรับขึ้นค่าจ้างและราคาสินค้าเป็นวัฏจักรต่อเนื่อง (wage-price spiral) ของไทยยังมีจำกัด จากลูกจ้างนอกภาคเกษตร (แรงงานที่รับค่าจ้าง)ที่มีสัดส่วนที่ประมาณร้อยละ 44 ของผู้มีงานทำทั้งหมด ขณะที่ในสหรัฐฯ เยอรมนี และอังกฤษ อยู่ในระดับสูงถึงร้อยละ 85–92 รวมถึงอุปทานแรงงานไทยที่ค่อนข้างยืดหยุ่น (elastic labor supply)มากกว่าต่างประเทศ โดยแรงงานสามารถเคลื่อนย้ายเข้าออกในแต่ละสาขาธุรกิจได้ง่ายตามความต้องการที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงในแต่ละสถานการณ์
(3) ภาคธุรกิจและครัวเรือนบางส่วนยังเปราะบางโดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ในบางสาขาธุรกิจที่ฟื้นตัวช้าและครัวเรือนรายได้น้อยบางกลุ่มที่ยังอ่อนไหวต่อค่าครองชีพ ซึ่งจะได้รับผลกระทบจากการเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยและทำให้การฟื้นตัวสะดุดลงได้ คณะกรรมการฯ จึงเห็นว่าควรปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างค่อยเป็นค่อยไป ควบคู่กับการมีมาตรการเฉพาะจุดและแนวทางแก้ปัญหาหนี้อย่างยั่งยืนเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง
อย่างไรก็ดีในกรณีที่แนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในระยะข้างหน้าเปลี่ยนไปจากที่ประเมินไว้คณะกรรมการฯ พร้อมที่จะปรับขนาดและเงื่อนเวลาของการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้เหมาะสมต่อไปเช่น หากเศรษฐกิจฟื้นตัวเร็วกว่าคาด หรืออัตราเงินเฟ้อเร่งสูงขึ้นต่อเนื่องจากแรงกดดันด้านอุปสงค์คณะกรรมการฯ อาจพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอัตราที่มากกว่าร้อยละ 0.25 ได้ หรืออาจหยุดขึ้นอัตราดอกเบี้ยชั่วคราวได้ เพื่อรอดูความชัดเจนหากมีความไม่แน่นอนมากขึ้นในระยะข้างหน้าอาทิ จากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวมากกว่าที่ประเมินไว้
การดำเนินนโยบายการเงิน
คณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี จากร้อยละ 0.75 เป็นร้อยละ 1.00 ต่อปี
คณะกรรมการฯ เห็นว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง ตามแรงส่งของภาคท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชนเป็นสำคัญ โดยภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัวได้ดีกว่าคาดจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อีกทั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังมีความทั่วถึงมากขึ้น ทั้งในมิติของสาขาธุรกิจโดยเฉพาะภาคบริการและในมิติของรายได้ที่เริ่มกระจายตัวดีขึ้น ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังอยู่ในระดับสูงจากการส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมาแม้แรงกดดันด้านอุปทานจากราคาน้ำมันโลกและปัญหาห่วงโซ่อุปทานมีแนวโน้มคลี่คลาย ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานโน้มสูงขึ้นจากการส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเป็นสำคัญ อย่างไรก็ดี แรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ยังมีจำกัดเนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังอยู่ระหว่างการฟื้นตัว ประกอบกับยังไม่เห็นสัญญาณการปรับเพิ่มค่าจ้างแรงงานในวงกว้าง แต่ยังต้องติดตามความเสี่ยงเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด ในภาพรวมแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อใกล้เคียงกับที่ได้ประเมินไว้ก่อนหน้า คณะกรรมการฯ เห็นว่าการทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายยังเป็นแนวทางการดำเนินนโยบายที่เหมาะสม จึงเห็นควรให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี ในการประชุมครั้งนี้
คณะกรรมการฯ เห็นความสำคัญของการมีมาตรการเฉพาะจุดและแนวทางแก้ปัญหาหนี้อย่างยั่งยืนสำหรับกลุ่มเปราะบาง โดยประเมินว่าระบบการเงินโดยรวมมีเสถียรภาพ ธนาคารพาณิชย์มีระดับเงินกองทุนและเงินสำรองที่เข้มแข็ง ความสามารถในการชำระหนี้ของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนปรับดีขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่ยังมีผู้ประกอบการ SMEs ในบางสาขาธุรกิจที่ฟื้นตัวช้าและครัวเรือนรายได้น้อยบางกลุ่มที่ยังอ่อนไหวต่อค่าครองชีพ จึงเห็นควรให้ดำเนินมาตรการปรับโครงสร้างหนี้อย่างต่อเนื่อง
คณะกรรมการฯ เห็นว่าภาวะการเงินโดยรวมยังผ่อนคลาย อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงยังคงติดลบและต้นทุนการกู้ยืมของภาคเอกชนโดยรวมยังเอื้อต่อการระดมทุน แม้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทยอยปรับสูงขึ้นตามแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบดอลลาร์ สรอ. ปรับอ่อนค่าเร็วและต่อเนื่องตามการแข็งค่าของดอลลาร์ สรอ. สอดคล้องกับสกุลเงินในภูมิภาค คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามพัฒนาการในตลาดการเงินและตลาดอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงที่ค่าเงินบาทมีความผันผวนสูง
ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายเพื่อรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนและเต็มศักยภาพ และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการฯ ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่มีความเสี่ยงจากเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น จึงเห็นควรให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างค่อยเป็นค่อยไปเข้าสู่ระดับที่เหมาะสมกับการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพในระยะยาว และในกรณีที่แนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในระยะข้างหน้าเปลี่ยนไปจากที่ประเมินไว้คณะกรรมการฯ พร้อมที่จะปรับขนาดและเงื่อนเวลาของการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้เหมาะสมต่อไป