สงครามการค้ายังอีกยาว-ตึงเครียด “ซีไอเอ็มบีไทย”หั่นจีดีพีปีนี้เหลือแค่ร้อยละ 2.8หวังมาตรการกระตุ้นหนุนลงทุน

เศรษฐกิจ30 ส.ค. 2562 • 11:54 น.
สงครามการค้ายังอีกยาว-ตึงเครียด “ซีไอเอ็มบีไทย”หั่นจีดีพีปีนี้เหลือแค่ร้อยละ 2.8หวังมาตรการกระตุ้นหนุนลงทุน
“ซีไอเอ็มบีไทย”หั่นจีดีพีปี 2562 เหลือร้อยละ 2.8 จากร้อยละ 3.3 มองสงครามการค้ายืดเยื้อถึงปีหน้า หวังมาตรการกระตุ้นลงทุนหนุนเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง คาด “กนง.”ลดดอกเบี้ยอีกครั้ง Q4/62 นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัยธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT)เปิดเผยว่า สำนักวิจัยธนาคารซีไอเอ็มบีไทยได้ปรับประมาณการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2562 ลงเหลือร้อยละ 2.8 จากเดิมคาดการณ์ไว้ที่ร้อยละ 3.3 โดยปัจจัยหลักมาจากความตึงเครียดจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีนที่คาดว่าจะยืดเยื้อไปถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯปีหน้า และความตึงเครียดของ 2 ประเทศจะยังคงมีอยู่เนื่อง ตราบใดที่ทรัมป์ยังนั่งตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ ซึ่งปัจจัยนี้เริ่มส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยแล้ว และคาดว่าจะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตช้าไปถึงปี 2563 ทั้งนี้เห็นได้จากสัญญาณชะลอตัวจากภาคต่างประเทศเริ่มลุกลามมาในประเทศไทย ส่งผลให้ภาคการลงทุนเอกชนมีแนวโน้มติดลบครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะภาคการส่งออกมีแนวโน้มติดลบต่อเนื่อง แต่จะไม่รุนแรงเท่าครึ่งปีแรก เมื่อการส่งออกเริ่มมีปัญหาผู้ประกอบการจะปรับลดกำลังการผลิตลง และจะมีผลต่อการนำเข้าเครื่องจักร รวมถึงวัตถุดิบอื่นๆเกิดภาวะเงียบเหงาเมื่อภาคเอกชนชะลอการลงทุน จะส่งผลกระทบต่อภาคการบริโภค การจ้างงานจะมีแนวโน้มลดลง และโอทีมีแนวโน้มถูกตัดมากขึ้น ขณะที่เชื่อว่านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจะช่วยประคับประคองเศรษฐกิจไม่ให้ย่ำแย่ไปกว่านี้ด้วยการกระตุ้นการบริโภคระดับล่าง โดยในช่วงครึ่งปีหลังยังหวังที่จะได้เห็นมาตรการกระตุ้นภาคการลงทุน ส่วนด้านนโยบายการเงินนั้นมองว่า มีโอกาสจะได้เห็นมาตรการผ่อนคลายเพิ่มเติมด้วยการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)อีกครั้งไตรมาส 4 ปีนี้เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจ ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายภาคเอกชน ประคับประคองภาคการส่งออก กดดันค่าเงินบาทให้อ่อนค่าลงด้วย สำหรับทิศทางค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลง คาดปลายปีนี้ค่าเงินบาทจะแตะที่ 30.9 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ โดยสำนักวิจัยธนาคารซีไอเอ็มบีไทยมองว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด)มีความเป็นไปได้ที่จะปรับลดดอกเบี้ยลงถึง 3 ครั้งในปีนี้ ส่งผลให้นักลงทุนจะกลับเข้ามาลงทุนในสินทรัพย์สกุลดอลลาร์มากขึ้นและค่าเงินบาท รวมถึงค่าเงินในภูมิภาคจะอ่อนค่าลงเล็กน้อย