มูลนิธิพลังที่ยั่งยืน องค์กรเพื่อสังคมส่งต่อความรู้พัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชน
ตลอดระยะเวลากว่า 12 ปี ที่มูลนิธิพลังที่ยั่งยืน ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อสร้างองค์ความรู้ร่วมกับชุมชน และนำความรู้มาขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาเพื่อประโยชน์ต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ก่อตั้งโดย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) วันนี้ผลการดำเนินงานดังกล่าว ได้ผลิดอกออกผล รายล้อมไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของคนในชุมชน
ที่ผ่านมาคนในชุมชนบ้านนาปอ ตำบลแสงภา อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย แหล่งเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่แบบผสมผสานตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในชื่อโครงการ “สร้างป่าสร้างรายได้” ซึ่งเป็นโครงการตามพระราชดำริด้านการอนุรักษ์ผืนป่านอกจากนี้มีโรงเรียน ตชด.บ้านนาปอ ซึ่งเป็นโรงเรียนในพระราชานุเคราะห์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยในปี 2557 และ 2558 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงงาน ติดตามผลการดำเนินงานโครงการในพื้นที่ ชุมชนต้องประสบปัญหาไฟฟ้าตกและไฟฟ้าดับภายในชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง ขาดแหล่งพลังงานในการสูบน้ำเพื่อใช้กับน้ำประปาชุมชนสำหรับบริโภคและเพื่อการเกษตร ซึ่งเป็นน้ำที่ได้จากการทำประปาภูเขา อาจมีสิ่งปนเปื้อนและเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค มูลนิธิพลังที่ยั่งยืน ร่วมกันลงพื้นที่ศึกษาปัญหาในพื้นที่ จนได้เป็นการติดตั้งระบบสูบน้ำเพื่อการเกษตรโดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับพื้นที่ คือ ระบบตะบันน้ำ ระบบสูบน้ำจากเซลล์แสงอาทิตย์ขนาดกำลังผลิต 5.2 กิโลวัตต์ และไฟส่องสว่างจากพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับ วัด อาคารอเนกประสงค์ โรงผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ระบบสเปรย์หมอกพลังงานแสงอาทิตย์ ระบบกรองน้ำช่วยยกระดับและพัฒนาชุมชนได้อย่างยั่งยืน ทำให้ชุมชนลดการใช้ไฟฟ้าได้ 10,670 หน่วย/ปี หรือ 42,679บาท/ปี ลดการปลอดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไป 4.31 tCO2/ปี ชาวบ้านมีน้ำใช้เพื่อการเกษตรตลอดระยะเวลาหน้าแล้ง
นอกจากนี้ยังได้ติดตั้งระบบผลิตกระแสไฟฟ้าจากเซลลแสงอาทิตย์ จำนวน 16 แผง ให้กับกลุ่มส่งเสริมผลิตภัณฑ์ข้าวชุมชน ตำบลหนองตะพาน อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง ที่ดำเนินการแปรรูปข้าวอินทรีย์จากข้าวเปลือกเป็นข้าวสาร ซึ่งรับสีข้าวเปลือกจากเกษตรกรทั้งภายใน ตำบลหนองตะพาน และตำบลใกล้เคียง โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เป็นการช่วยเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียง มูลนิธิได้ติดตั้งระบบผลิตกระแสไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้มากกว่า 5 กิโลวัตต์ ในรูปแบบ On-Grid Connection ประหยัดค่าใช้จ่ายจากเดิมเดือนละประมาณ 2,000- 3,000 บาท เหลือเพียงเดือนละประมาณ 200-300 บาท และยังเป็นต้นแบบการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีพลังงานทดแทนให้กับชุมชนอย่างรู้คุณค่าและเกิดความยั่งยืน ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 4.23 tCo2/ปี
ส่วนโครงการศูนย์เรียนรู้พลังงานทดแทนเรือนจำชั่วคราวดอยฮาง จ.เชียงราย ผู้บริหาร และมูลนิธิพลังที่ยั่งยืน เข้าเฝ้าสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เมื่อเดือนธันวาคม 2561 ในการมอบเงินสนับสนุนกองทุนกำลังใจ ในพระดำรัส และทรงมีพระดำรัสให้ช่วยพัฒนาเรือนจำชั่วคราว ซึ้งเป็นพื้นที่สำหรับฝึกอบรมผู้ขังชาย เตรียมพ้นโทษ เพื่อให้กลับคืนสู่สังคมอย่างมีประสิทธิภาพและต้นแบบพลังงานทดแทน ลดค่าใช้จ่ายภายในเรือนจำ
โดยโครงการจะพัฒนาเรือนจำชั่วคราวดอยฮาง เป็นศูนย์เรียนรู้พลังงานทดแทนให้กับผู้ต้องขังเตรียมพ้นโทษ โดยติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ขนาด 17.25 kWp (แผงเซลล์แสงอาทิตย์ขนาด 375 วัตต์ 46 แผง) จัดการอบรมวิธีการติดตั้งและบำรุงรักษาระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานไฟฟ้าได้ 110,160 บาทต่อปี ลด CO2 10.37 ตัน/ปี และผู้ต้องขังมีทักษะทางอาชีพพร้อมจะกลับคืนสู่สังคมอย่างมีคุณภาพ
ขณะเดียวกันได้ดำเนินการติดตั้งระบบผลิตกระแสไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ จำนวน 32 แผง ซึ่งสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้มากกว่า 10 กิโลวัตต์ ในรูปแบบ On-Grid Connectionโครงการติดตั้งระบบผลิตกระแสไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ ณ ชุมชนบ้านมะค่า ตำบลโคกกระชาย อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ตั้งอยู่ในบริเวณวัดป่ามะค่า มีจำนวนชาวบ้านที่ใช้ประโยชน์จากน้ำประปาทั้งสิ้น 210 ครัวเรือน มีค่าใช้จ่ายในการผลิตน้ำประปาสูงถึงประมาณ 150,000 บาทต่อปี ส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่าย ด้านพลังงานไฟฟ้าจากอุปกรณ์ประเภทมอเตอร์สูบน้ำและมอเตอร์กวนสารเคมี ทำให้ต้องแบกรับภาระจากค่าใช้จ่ายในการผลิตน้ำประปาชุมชนที่สูง ส่งผลให้ต้นทุนค่าน้ำประปาที่จัดเก็บในครัวเรือนสูงตามไปด้วย หลังจากการติดตั้งระบบผลิตกระแสไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ ช่วยลดการใช้ไฟฟ้าได้ 20,931 หน่วย/ปี คิดเป็นค่าใช้จ่ายที่สามารถลดได้ 83,724 บาท/ปี และลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก 8.46 tCo2/ปี
การดำเนินยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่องด้วยการติดตั้งระบบผลิตกระแสไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ ณ โรงเรียนบ้านยุบตาเหน่ง ตำบลป่ายุบใน อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง ซึ่งเปิดการเรียนการสอนในระดับชั้นอนุบาลถึงชั้นประถมศึกษา ประกอบด้วยคณะครูทั้งสิ้น 5 คน และนักเรียนทั้งหมด 84 คน ซเป็นโรงเรียนในโครงการโรงเรียนประชารัฐภายในโรงเรียน ใช้พลังงานไฟฟ้าสูง ฉลี่ยประมาณ 41,987 บาทต่อปี โดยมูลนิธิพลังที่ยั่งยืนร่วมกับจิตอาสาจำนวน 20 คน จากรายการคนมันพันธุ์อาสาดำเนินการติดตั้งระบบผลิตกระแสไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้า และระบบสูบน้ำภายในโรงเรียน ขนาด 5.12 กิโลวัตต์ (โซล่าเซลล์ 16 แผ่น) รวมทั้งร่วมทำกิจกรรมอาสาคัดแยกหมวดหนังสือสำหรับห้องสมุด และปรับแต่งภูมิทัศน์โดยรอบโรงเรียน ช่วยลดค่าใช้จ่ายการใช้ไฟฟ้าได้ถึง 39,092 บาท/ปี และยังเป็นพื้นที่ต้นแบบในการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อการผลิตกระแสไฟฟ้าใช้สำหรับโรงเรียนใกล้เคียงและชุมชนได้ศึกษาหาความรู้ เรื่องพลังงานสะอาดและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนอีกด้วย ลดการปลอดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไป 4.47 tCO2/ปี เสียงเล็กๆ จากชุมชนลึกในเขตอุทยาน อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ที่เรียกตัวเองว่า “ชุมชนบ้านน้อยกาฬสินธุ์” ว่าพวกเขาก็อยากมีไฟฟ้าใช้เหมือนกับคนอื่นๆ เพราะแสงสว่างเป็นสิ่งสำคัญในการ
ดำรงชีวิต มูลนิธิพลังที่ยั่งยืน จึงได้ลงพื้นที่สำรวจ และติดตั้งระบบผลิตกระแสไฟฟ้าและเครื่องสูบน้ำจากเซลล์แสงอาทิตย์ ขนาด 2.56 กิโลวัตต์ และชุดส่องไฟฟ้าแสงสว่างสำหรับครัวเรือน สำนักสงฆ์ รวมถึงอาคารอเนกประสงค์ของชุมชน จำนวน 30 ชุด ซึ่งสามารถประหยัดค่าน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับปั่นไฟเป็นเงิน 114,975 บาทต่อปี และประหยัดค่าไฟฟ้าสำหรับส่องสว่างเป็นเงิน 12,000 บาทต่อปี นอกจากนี้ยังได้เปลี่ยนแบตเตอรี่ที่ชำรุด ให้กับกองร้อยทหารพราน ที่ 1405 อีกด้วย
กลุ่มแม่บ้านบอกทิ้งท้ายว่า “เด็กๆ เรียนดีขึ้น มีการบ้านส่ง เพราะมีไฟฟ้าใช้ ไม่ถูกตีหน้าเสาธงแล้ว” เป็นคำพูดสั้นๆ ที่ฟังแล้วชื้นใจ