ยกระดับรถรับจ้างไทย สู่ระบบ “แชริ่ง อีโคโนมี” แก้ปัญหาสารพัด “ข้อมูลเรียลไทม์-รถผ่านแอปฯ-ค่าโดยสารตายตัว”
การเดินทางของคนเมือง มีหลายรูปแบบ ทั้งทางบก ทางน้ำ และทางราง ซึ่งแต่ละรูปแบบการเดินทางก็จะตอบสนองต่อความต้องการที่แตกต่างกันไป โดย “ผู้ใช้บริการ” จะเป็นผู้เลือกรูปแบบการเดินทางที่เหมาะสมที่สุด และคุ้มค่าที่สุด
แต่ท้ายที่สุด “ผู้ให้บริการ” ต้องอยู่ได้ด้วยเช่นกัน!!!
ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าในช่วงที่ผ่านมามีการพูดถึง “ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. ....” ของ “กรมการขนส่งทางบก” ที่มีทั้งผู้เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย เนื่องจากมีหลายประเด็นที่ยังไม่มีความชัดเจนในการสอดรับกับกระแสสังคมและโลกยุคใหม่ ที่เน้นการใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่ให้เกิดความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจมากที่สุด
ทั้งนี้ “ดร.สุทธิกร กิ่งแก้ว” ผู้บริหารโครงการวิจัย สำนักงานศูนย์วิจัยและให้คำปรึกษาเเห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า ส่วนตัวเห็นด้วยและสนับสนุนการผ่าน ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. .... ของ กรมการขนส่งทางบก เพราะการเปิดให้รถยนต์บ้านเข้าร่วมให้บริการรับส่งผู้โดยสารผ่านแอพพลิเคชั่น ถือเป็นจุดเริ่มต้นของ โมเดล “แชริ่ง อีโคโนมี” หรือ (สังคมเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน) สอดรับกับกระแสสังคมและโลกยุคใหม่ ที่เน้นการใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่ให้เกิดความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจมากที่สุด
และเพื่อให้เข้าใจได้ง่านของ “โมเดล แชริ่ง อีโคโนมี” คือ ตัวจักรสำคัญในการผลักดันและกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขับเคลื่อนไปข้างหน้า เปรียบเสมือนการนำรถยนต์ “ซูเปอร์คาร์” มาใช้ แต่ต้องดูต่อไปว่า เครื่องยนต์และระบบเกียร์ ที่จะนำมาใช้กับ “ซูเปอร์คาร์” มีความเหมาะสมกันหรือไม่ ไม่อยากเห็นการนำเครื่องยนต์และระบบเกียร์ที่มีมาตรฐานคุณภาพที่ต่ำกว่ามาใช้ไปด้วยกัน
ดังนั้นจึงยกตัวอย่างถึง “เครื่องยนต์” หมายถึง “การกำหนดอัตราค่าโดยสารที่ยืดหยุ่น” (Flexible Price) ซึ่งอยู่ในเงื่อนไขหนึ่งของการจัดทำกฎหมายลูกของขนส่งฯ ว่า จะมีมากน้อยแค่ไหน เพราะหากกำหนดอัตราค่าโดยสารที่ตายตัว ไม่อ้างอิง “ดีมานด์-ซัพพลาย” แล้ว ไม่เพียงทำให้รถบ้านที่อาจเป็น “รถหรูวีไอพี” จากฝั่งยุโรป มาใช้วิ่งรับส่งผู้โดยสาร จะอยู่ไม่ได้แล้ว ยังทำให้รถแท็กซี่ถูกมองข้ามในการเรียกใช้บริการ เนื่องจากรถบ้านให้ความรู้สึกและบริการที่ดีกว่าแต่มีราคาเท่ากัน ที่สุดจะเป็นรถแท็กซี่ที่อาจได้รับความเสียหายไปจากการไม่กำหนดอัตราค่าโดยสารที่ยืดหยุ่น
ส่วน “ระบบเกียร์” หมายถึง “การกำหนดโควตา” ของรถยนต์ที่จะเข้าร่วมโครงการนี้ ส่วนตัวไม่อยากเห็นการกำหนดโควตา เพราะเกรงจะไปจำกัดการเข้าร่วมนำรถยนต์บ้านมาร่วมวิ่งให้บริการรับส่งผู้โดยสาร ทั้งนี้การจะทำให้โมเดล “แชริ่ง อีโคโนมี” มีประสิทธิภาพมากที่สุด จะต้องเปิดกว้าง เพื่อให้มีจำนวนรถยนต์เข้าร่วมโครงการมากพอจะรองรับปริมาณความต้องการในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง หรือในช่วงที่มีการจัดงานมหกรรมหรือเทศกาลสำคัญๆ ได้อย่างเพียงพอ
อีกเรื่องที่สำคัญไม่ต่างกัน คือ “เงื่อนไขและขั้นตอนในการจดทะเบียนรถยนต์รับจ้างทางเลือก” เพื่อให้ประชาชนที่สมัครเป็นสมาชิกกับผู้ให้บริการรถยนต์รับจ้าง ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ขนส่งฯ รับรอง และติดตั้งแอพพลิเคชั่นที่ใช้ในการให้บริการ โดยเสนอแนะให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการผ่อนปรนเพื่อให้ผู้สนใจได้มีเวลาเตรียมตัว และสามารถให้บริการระหว่างรอการขึ้นทะเบียนฯ
รวมถึงระหว่างนี้ ใครที่ “จองสิทธิ์” และยังรอคิวขึ้นทะเบียนฯ ขนส่งฯ ต้องออกเอกสารยืนยัน เพื่อให้สามารถจะนำรถออกมาวิ่งรับส่งผู้โดยสารได้ โดยไม่ผิดกฎหมาย ซึ่งจะทำให้มีปริมาณรถยนต์หมุนเวียนอย่างเพียงพอ รองรับความต้องการของผู้โดยสารได้ในทุกๆ ช่วงเวลา และยังสามารถตอบสนองโมเดล “แชริ่ง อีโคโนมี” ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
ขณะที่ “นายแทนรัฐ คุณเงิน” อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า จากที่เกาะติดประเด็นเกี่ยวกับสิทธิส่วนบุคคล (Privacy Rights) มองว่ากฎหมายใหม่ทั้งที่กำลังจะถูกประกาศใช้ในอนาคตอันใกล้ หรือกฎหมายที่มีการประกาศใช้แล้ว โดยเฉพาะ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฯ พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ฯ กฎหมายลูกอื่นๆ หรือ แนวนโยบายต่างๆ ของภาครัฐที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อาจส่งผลกระทบเกินความจำเป็นต่อสิทธิเสรีภาพ โดยเฉพาะในเรื่องสิทธิส่วนบุคคล เพราะในบางประเทศทางตะวันตก ซึ่งเป็นโลกเสรี ประชาชนส่วนใหญ่ จะตื่นตัว และตระหนักถึงความสำคัญของการถูกละเมิดสิทธิส่วนบุคคลบางอย่าง ขณะที่บางประเทศที่เป็นคอมมิวนิสต์ หรือมีการปกครองแบบรวมศูนย์ ประชาชนอาจคุ้นชินกับการถูกเฝ้าจับตามองจากหน่วยงานของรัฐ เพื่อแลกกับการเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในชีวิต หรือสิทธิพิเศษบางประการจากทางภาครัฐ
“สำหรับประเทศไทยแม้เรื่องความมั่นคงของชาติ และความปลอดภัยของประชาชนจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่ภาครัฐจะต้องคำนึงถึงสิทธิส่วนบุคคลของประชาชนด้วยเช่นกัน เราจะต้องมาพิจารณากันว่า การยอมรับของประชาชนต่อเรื่องดังกล่าวเป็นเช่นไร เส้นมาตรฐานทางกฎหมายที่จะร่างขึ้นเพื่อสมดุลระหว่างทั้งสองเรื่องนี้ควรจะอยู่ตรงจุดไหน นั่นคือเรื่องที่สำคัญอย่างมากต่อความเป็นส่วนตัวอันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน”
ด้าน “นายศดิศ ใจเที่ยง” นายกสมาคมแท็กซี่สาธารณะไทย กล่าวว่า สมาคมฯ ไม่เห็นด้วยกับ แนวคิดของขนส่งฯในการบังคับให้ต้องส่งข้อมูลการใช้งานของรถในแบบเรียลไทม์ ทั้งนี้ อยากให้ดูตัวอย่างของประเทศที่ใช้แอปพลิเคชั่นในลักษณะเดียวกัน ซึ่งกำหนดให้การจัดส่งข้อมูลผู้โดยสารให้แก่ภาครัฐเพียงเดือนละครั้ง และจากนี้สมาคมฯ ซึ่งเป็นคณะทำงานร่วมกับขนส่งฯในการพิจารณาร่างประกาศ กรมการขนส่งทางบก จะเรียกร้องให้ภาครัฐทบทวน แนวคิดดังกล่าว เนื่องจากเป็นภาระทั้งด้านความรับผิดชอบต่อข้อมูลฯ และรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นของผู้ขับขี่ฯ ซึ่งหากเกิดกรณีอาชญากรรมหรือเหตุไม่พึงประสงค์ ภาครัฐสามารถขอข้อมูลจากผู้ขับขี่เป็นรายบุคคลได้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องบังคับให้จัดส่งข้อมูลการใช้งานของรถแบบทันทีแต่อย่างใด
งานนี้จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหาข้อสรุป!!!