กรมการค้าภายในเผยราคาสินค้าเกือบทุกหมวดถูกลง เดินหน้าโครงการพาณิชย์ลดราคาต่อเนื่อง
นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ได้ติดตามสถานการณ์ราคาสินค้า พบว่า หลายกลุ่มมีราคาปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยหมูเนื้อแดง ราคาเฉลี่ยอยู่ที่กิโลกรัม (กก.) ละ 180-190 บาท ส่วนในห้างมีการจัดโปรโมชัน เช่น แม็คโคร บิ๊กซี ราคาอยู่ที่ กก.ละ 165 บาท เนื้อไก่ ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ กก.ละ 80-90 บาท ในตลาดสดเฉลี่ยอยู่ที่ กก.ละ 74-87 บาท ส่วนอกไก่ กก.ละ 79 บาท และน้ำมันปาล์มราคาขวดลิตรละ 47-50 บาท น้ำมันถั่วเหลือง 55-68 บาท ขณะที่ข้าวหอมมะลิ ข้าวขาว ราคาทรงตัว แต่เริ่มปรับลดลง ปลากระป๋อง น้ำปลา ซีอิ้ว ราคาทรงตัว แต่ห้างมีการจัดโปรโมชันลดราคาต่อเนื่อง
สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค ผลิตภัณฑ์ซักล้าง ชำระล้าง ราคาทรงตัว โดยห้างมีการจัดโปรโมชันลดราคาสลับกันไปในแต่ละสินค้า และเครื่องใช้ไฟฟ้า ราคาปรับลดลงต่อเนื่อง จากการที่ห้างจัดโปรโมชัน ส่วนผักสด ราคาปรับลดลงชัดเจน เช่น ผักคะน้า ถั่วฝักยาว กะหล่ำปลี แต่บางชนิดราคาปรับขึ้นบ้าง เช่น ต้นหอม แต่ราคายังถูกกว่าเดือนที่แล้ว และผักชี ราคาเริ่มปรับลดลงแล้ว
ทั้งนี้ ในช่วงเดือนธ.ค.2565 กรมฯ ยังจะเดินหน้าจัดโครงการพาณิชย์ลดราคา Lot 20 และ Lot 21 อย่างต่อเนื่อง ทั้งการจำหน่ายผ่านรถโมบาย และการเปิดจุดจำหน่ายสินค้าราคาถูก โดยนำสินค้าจำเป็นต่อการครองชีพ ทั้งข้าวสาร เนื้อหมู เนื้อไก่ ไข่ไก่ น้ำตาลทราย น้ำมันพืช ไปจำหน่ายให้กับประชาชน โดยสามารถตรวจสอบจุดจำหน่ายได้ทางเว็บไซต์ www.dit.go.th และแอปพลิเคชัน Line @mobilepanich
โดยราคาสินค้าเกษตรสำคัญ เช่น มันสำปะหลัง พบว่า ราคาเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยขณะนี้ราคากก.ละ 2.85-3.30 บาท สูงกว่าเดือนก่อนเฉลี่ยกก.ละ 3.08 บาท ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กก.ละ 12-12.10 บาท สูงกว่าเดือนก่อน กก.ละ 11-12 บาท น้ำมันปาล์ม กก.ละ 5.80-6.70 บาท สูงกว่าเดือนก่อนเฉลี่ย 6.21 บาท โดยเชื่อว่าราคายังมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อไป ส่วนแนวโน้มราคาปุ๋ยเคมี ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญในการเพาะปลูกสินค้าเกษตร พบว่า ขณะนี้ราคาเริ่มทรงตัวและปรับตัวลดลง แต่ยังต้องจับตาราคาก๊าซธรรมชาติว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป เพราะเป็นต้นทุนสำคัญในการผลิตปุ๋ยเคมี
สำหรับแนวทางการดูแลราคาสินค้าในปี 2566 กรมฯ ยังจะเน้นขอความร่วมมือให้ผู้ผลิตตรึงราคาสินค้าต่อไป เพื่อดูแลผู้บริโภคในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว และเชื่อว่า ผู้ประกอบการจะบริหารจัดการต้นทุนได้ เพราะต้นทุนสินค้าหลายๆตัวพ้นช่วงพีกมาแล้ว และหากสินค้ายังคงราคาไว้ได้ ก็จะยิ่งช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย และผู้ประกอบการก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้น ส่วนโครงการพาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชนจะดำเนินการต่อ แต่จะจัดเป็นช่วงๆ ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการค้าขายปกติ และจะเน้นพื้นที่จำเป็น ในช่วงสถานการณ์ที่จำเป็น
ขณะเดียวกันจะนำมาตรการทางกฎหมายมาใช้อย่างเข้มข้น ทั้งการตรวจสอบการปิดป้ายแสดงราคา การตรวจสอบการจำหน่ายสินค้าแพง เพื่อดูแลผู้บริโภคให้ได้รับความเป็นธรรม และหากสินค้ารายการใด มีปัญหาด้านราคา หรือเกิดความผันผวน ก็จะใช้มาตรการเด็ดขาด เช่น การเสนอให้เป็นสินค้าควบคุม เพื่อที่จะสามารถบริหารจัดการได้อย่างเหมาะสม แต่จะยึดหลัก 3 ฝ่ายอยู่ได้ ทั้งเกษตรกร ผู้ผลิต และผู้บริโภค