รัฐบาลจัดของขวัญรับปีจอ ไฟเขียว “สถาบันการเงินเฉพาะกิจ” ดูแลดบ.ปชช.

เศรษฐกิจ27 ธ.ค. 2560 • 13:13 น.
รัฐบาลจัดของขวัญรับปีจอ ไฟเขียว “สถาบันการเงินเฉพาะกิจ” ดูแลดบ.ปชช.
นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2560 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการของขวัญปีใหม่ปี 2561 ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่ประชาชนปี 2561 ซึ่งประกอบด้วย 1) โครงการเพื่อส่งเสริมวินัยทางการเงินให้แก่ประชาชน โดยธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และ 2) โครงการสนับสนุนให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง โดย ธอส. ซึ่งมีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้ 1. โครงการเพื่อส่งเสริมวินัยทางการเงินให้แก่ประชาชน1.1 โครงการของขวัญปีใหม่ 2561 เพื่อส่งเสริมวินัยทางการเงินสำหรับลูกค้าธนาคารอาคารสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อย ธอส. จะจ่ายเงินจำนวน 1,000 บาท ให้กับลูกค้ารายย่อยที่มีการชำระเงินงวดของเดือนธันวาคม2560 ตรงตามกำหนด รวมถึงต้องมีประวัติผ่อนชำระหนี้ดีย้อนหลังตลอด 48 เดือน และไม่เคยเป็นสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-Performing Loans : NPLs) และมีวงเงินกู้รวมกู้ทุกบัญชีภายใต้หลักประกันเดียวกัน ไม่เกิน 1,000,000 บาท ทั้งนี้ คาดว่าจะมีผู้มีคุณสมบัติที่จะได้รับของขวัญจำนวนประมาณ 165,107 ราย 1.2 โครงการชำระดีมีคืนของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธ.ก.ส. จะคืนดอกเบี้ยให้แก่ลูกค้าร้อยละ 30 ของจำนวนดอกเบี้ยที่ชำระในช่วงวันที่ 1 มกราคม 2561 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2561 สำหรับลูกค้าที่มีต้นเงินคงเป็นหนี้ ณ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 ไม่เกิน 300,000 บาท โดยคาดว่าจะมีผู้ได้รับของขวัญเป็นเกษตรกรจำนวน 2.3 ล้านราย 2. โครงการสนับสนุนให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ธอส.ได้จัดทำโครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้ได้รับสิทธิในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผู้มีรายได้น้อยทั่วไป และบุคลากรภาครัฐ รวมทั้งสิ้น 3 โครงการ ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยผ่อนปรนและมีระยะเวลากู้ยืมสูงสุดถึง 40 ปี รวมทั้งมีการยกเว้นค่าธรรมเนียมตามที่ธนาคารกำหนด ระยะเวลายื่นคำขอกู้ไม่เกินวันที่ 28 ธันวาคม 2561 หรือเมื่อธนาคารได้อนุมัติสินเชื่อเต็มวงเงินโครงการแล้ว โดยมีรายละเอียดโครงการสรุปได้ ดังนี้ 2.1 โครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ สำหรับประชาชนผู้ได้รับสิทธิในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รวมถึงประชาชนผู้มีรายได้น้อยตามที่ธนาคารกำหนด วงเงินโครงการรวม 30,000 ล้านบาท วงเงินสูงสุดต่อรายไม่เกิน 2 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยคงที่ 4 ปีแรก ร้อยละ 2.75 ต่อปี กรณีวงเงินกู้ไม่เกิน 1 ล้านบาท และร้อยละ 3.00 ต่อปี สำหรับกรณีวงเงินกู้มากกว่า 1 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 2 ล้านบาท 2.2 โครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ (บุคลากรภาครัฐ) สำหรับบุคลากรภาครัฐตามที่ธนาคารกำหนด วงเงินโครงการรวม 30,000 ล้านบาท ไม่จำกัดวงเงินสูงสุดต่อราย อัตราดอกเบี้ยคงที่ 4 ปีแรก ร้อยละ MRR-3.75 ต่อปี หรือเท่ากับร้อยละ 3 ต่อปี (ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ย MRR ของ ธอส. อยู่ที่ร้อยละ 6.75 ต่อปี) ,2.3 โครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ สำหรับประชาชนผู้ได้รับสิทธิในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ประชาชนผู้มีรายได้น้อยตามที่ธนาคารกำหนด รวมถึงบุคลากรภาครัฐตามที่ธนาคารกำหนด ที่มีภูมิลำเนาหรือมีความต้องการที่อยู่อาศัยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดยะลา นราธิวาส และปัตตานี วงเงินโครงการรวม 1,000 ล้านบาท วงเงินสูงสุด ต่อรายไม่เกิน 1 ล้านบาท สำหรับผู้ได้รับสิทธิในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และไม่เกิน 2 ล้านบาท สำหรับประชาชนผู้มีรายได้น้อยและบุคลากรภาครัฐ โดยกำหนดอัตราดอกเบี้ยคงที่ใน 5 ปีแรก อยู่ที่ 2.50 ต่อปี นางสาวกุลยา กล่าวว่า การดำเนินโครงการดังกล่าวข้างต้นมีกลุ่มเป้าหมายครอบคลุมทั้งเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่มีเงื่อนไขผ่อนปรนเพื่อให้สามารถมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองได้มากขึ้น รวมทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดการสร้างวินัยทางการเงินให้กับประชาชนผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกร นอกจากนี้ ในการดำเนินโครงการดังกล่าว ธอส. และ ธ.ก.ส. ถือเป็นการมอบของขวัญให้แก่ประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ปี 2561 ที่ใกล้จะถึงนี้ นายสมศักดิ์ กังธีระวัฒน์ รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า ธ.ก.ส. มอบของขวัญปีใหม่ให้กับพี่น้องเกษตรกรด้วย "โครงการชำระดี มีคืน" โดยธนาคารจะคืนดอกเบี้ยเงินกู้ ให้กับพี่น้องเกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. ที่มีต้นเงินคงเป็นหนี้ ณ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 ไม่เกิน 300,000 บาท จำนวน 2.3 ล้านราย รวมต้นเงินกู้ประมาณ 220,000 ล้านบาท สำหรับขั้นตอนการดำเนินงานเมื่อเกษตรกรนำเงินมาชำระหนี้ตามกำหนด ธนาคารจะคืนดอกเบี้ยในส่วนที่ลูกค้าส่งชำระคืนในอัตราร้อยละ 30 ของจำนวนดอกเบี้ยที่ชำระ ในกรณีที่มีหนี้คงเหลืออยู่จะนำดอกเบี้ยที่คืนให้ลูกค้ามาลดภาระหนี้ด้วยการตัดชำระต้นเงิน กรณีที่ไม่มีหนี้คงเหลือธนาคารจะโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของลูกค้า ทั้งนี้ประมาณการดอกเบี้ยที่จะคืนให้แก่เกษตรกรลูกค้าที่มีวินัยทางการเงินที่ดีดังกล่าวคิดเป็นวงเงินรวม 4,620 ล้านบาท โดยระยะเวลาดำเนินโครงการเริ่มตั้งแต่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2561 “การคืนดอกเบี้ยตามโครงการชำระดีมีคืนถือเป็นของขวัญที่ ธ.ก.ส. มอบให้สำหรับส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ที่ช่วยสร้างขวัญกำลังใจ และลดภาระหนี้ให้กับพี่น้องเกษตรกรที่ชำระหนี้ได้ตามกำหนด ให้สามารถมีเงินนำไปใช้จ่ายหมุนเวียนในชีวิตประจำวัน รวมทั้งเป็นการสร้างเสริมให้เกษตรกรลูกค้ารักษาวินัยทางการเงินการคลัง ซึ่งส่งผลดีต่อภาพรวมในการแก้ไขปัญหาหนี้สินของตนเองและประเทศในระยะยาว” นายสมศักดิ์กล่าว ขณะที่ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) ออกมาตรการช่วยเหลือชำระหนี้ สำหรับลูกค้ารายย่อยที่ค้างชำระ เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาปัญหาการชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว ใน “โครงการแก้ไขหนี้ รายย่อย” โดยมอบข้อเสนอพิเศษให้กับลูกค้าในการชำระหนี้ให้เสร็จสิ้น ซึ่งธนาคารจะพิจารณา ยกหนี้ในส่วนที่เป็นกำไรค้างเบี้ยปรับผิดนัด และค่าใช้จ่ายอื่นๆ เพื่อให้ลูกค้าสามารถชำระหนี้ที่ค้างกับธนาคารให้เสร็จสิ้นครบถ้วน โดยมาตรการดังกล่าวมีระยะถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561 เท่านั้น