“VNG”จัดทัพรับศก.โลกผันผวน ปรับโมเดลธุรกิจ ปั้น”วู้ดสมิตร”พัฒนาค้าปลีกเจาะตลาดในประเทศ

เศรษฐกิจ5 มิ.ย. 2562 • 04:46 น.
“VNG”จัดทัพรับศก.โลกผันผวน  ปรับโมเดลธุรกิจ ปั้น”วู้ดสมิตร”พัฒนาค้าปลีกเจาะตลาดในประเทศ
VNG ปรับโมเดลธุรกิจ รับมือเศรษฐกิจโลกผันผวนจากปัญหาสงครามการค้าปั้น“วนชัย วู้ดสมิตร” พัฒนาสินค้าใหม่เจาะค้าปลีก ผ่านการจับมือกลุ่ม “ไดนาสตี้”จำหน่ายสินค้าทั่วประเทศ ประเดิมปีนี้ 20 สาขา คาดกวาดยอดขายกว่า 300 ล้านบาท วางเป้าปี 66 ทะลุ 9,000 ล้านบาท ดันสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศ-ในประเทศขยับเป็น 50:50 จากปัจจุบันอยู่ที่ 80:20 มั่นใจปี 65 รายได้พุ่งแตะ 2 หมื่นล้านบาท นายวรรธนะ เจริญนวรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วนชัย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (VNG) เปิดเผยว่า ปัญหาสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯกระทบการค้าขายทั่วโลก ตลอดจนการเดินเรือและบริษัทได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากยอดขายกว่า 80% มาจากการส่งออก รวมไปถึงค่าเงินบาทที่แข็งค่าว่าเงินสกุลอื่นๆ ทำให้ราคาขายสินค้าลดต่ำลง นอกจากนี้ยังมีผลพวงปัญหาที่เกิดขึ้น ทำให้จีนต้องชะลอการผลิตอุตสาหกรรมไม้ และชะลอการซื้อไม้แปรรูปจากประเทศไทย อุตสาหกรรมโรงเลื่อยในประเทศไทยจึงชะลอตัวลงอย่างมาก ส่งผลให้เกิดการชะลอการโค่นไม้ยางพาราจากสวนยางพาราที่หมดอายุการกรีด ทำให้ซัพพลายของไม้หายไปจำนวนมาก กดดันผลการดำเนินงานของบริษัทในปีที่ผ่านมาประสบปัญหาขาดทุน และคาดว่าปีหน้าจะไม่ขาดทุนแล้ว “ในช่วงเวลาไม่ถึง 5 ปีนี้ มีทั้งปีที่บริษัทกำไรมากที่สุดและปีที่ขาดทุนมากที่สุด แสดงให้เห็นว่ากำไรของบริษัทผันผวนตามตลาดคอมโมดิตี้ส์โลก ซึ่งในช่วงนี้เศรษฐกิจโลกอาจมีความผันผวนมากกว่านี้ ทำให้เรามีความจำเป็นต้องปรับโมเดลธุรกิจใหม่ให้มีความเชื่อมโยงกับตลาดคอมโมดิตี้ส์ของโลกลดลง แต่จะพัฒนาให้ขายสินค้าในตลาดในประเทศเพิ่มขึ้น ทั้งตลาดปลายน้ำใหม่ๆ ตลาดค้าปลีก และตลาด Finished Products การปรับโมเดลครั้งนี้จะเสร็จสมบูรณ์ในปี 2565 จะทำให้ธุรกิจของ VNG สร้างกำไรได้อย่างยั่งยืนสม่ำเสมอและเติบโตอย่างยั่งยืน สร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้นในอนาคต โดยในปี 2565 วางเป้าหมายรายได้ไว้ที่ระดับ 20,000 ล้านบาท” สำหรับโมเดลธุรกิจใหม่ของบริษัทจะเพิ่มการขายสินค้าในประเทศเป็น 50% จากเดิมที่มีเพียง 20% โดยยอดขายประเทศไทย 50% จะเป็น Finished Products ที่บริษัทกำลังพัฒนาขึ้นมาใหม่ โดยดำเนินการผ่านบริษัทย่อยคือ บริษัทวนชัย วู้ดสมิธ จำกัด โดยจะใช้แบรนด์สินค้าคือ วนชัย วู้ดสมิตร ซึ่งโมเดลใหม่นี้จะทำให้บริษัทสามารถสร้างผลกำไรได้อย่างต่อเนื่อง และสม่ำเสมอ ไม่ผันผวนตามเศรษฐกิจโลก “ตลาดปลายน้ำและตลาดค้าปลีก การใช้ไม้อัด wood-based panel ในประเทศไทยไม่ได้เจริญเติบโตขึ้นเหมือนในประเทศอื่นๆทั่วโลก แสดงให้เห็นว่าการใช้ไม้ในการก่อสร้างในประเทศไทยไม่ได้รับการพัฒนาเลย บริษัทมีความตั้งใจจะพัฒนาตลาดการใช้ไม้อัด wood-based panel ในประเทศให้ทัดเทียมนานาประเทศ เนื่องจากไม้เป็นวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากที่สุดเมื่อเทียบกับเหล็ก ซีเมนต์ และพลาสติก การผลิตไม้ wood-based panel ของบริษัทมีกระบวนการผลิตที่มีความ sustainable สมบูรณ์ครบวงจร” นอกจากนี้ VNG ยังมีแผนเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สร้างกำไรเติบโตอย่างยั่งยืนและสม่ำเสมอจาก 3 กลยุทธ์หลักคือ 1.การบริหารวัตถุดิบไม้แบบครบทั้งสวนทั้งต้น 2.การพัฒนาสินค้าใหม่ แผ่นไม้ OSB และแผ่นวีเนียร์ 3.การทำธุรกิจพลังงานทดแทน โดยการบริหารวัตถุดิบไม้แบบครบทั้งต้นครบทั้งสวนนั้น จะทำให้บริษัทไม่ต้องพึ่งพาเศษไม้จากอุตสาหกรรมโรงเลื่อย ซึ่งจะมีปริมาณมากน้อยขึ้นลงตามเศรษฐกิจโลกเพียงอย่างเดียว โดยสามารถใช้ไม้ยางพาราได้ทั้งสวนทั้งต้น ซึ่งจะลดต้นทุนไม้ได้มาก เพราะสวนยางพาราที่มีอายุเกินกรีดยางได้แล้วยังไม่ถูกโค่นมีจำนวนมาก โดยการใช้ไม้ของบริษัทส่วนกิ่งก้านจะเอาไปผลิตแผ่น MDF และแผ่น OSB ส่วนตรงกลางลำต้น หรือไม้ท่อนจะนำมาปอกเป็นแผ่นวีเนียร์ เศษจากการปอกวีเนียร์จะนำไปทำ Particleboard และรากไม้จะนำไปเป็นเชื้อเพลิงชีวมวล ส่วนการพัฒนาสินค้าใหม่ แผ่น OSB และแผ่นวีเนียร์ ทำให้สามารถใช้ไม้ยางพาราได้ทั้งสวนทั้งต้น และสินค้าใหม่สองตัวยังมีราคาขายที่สูงที่สุดในกลุ่มสินค้า wood-based panel ซึ่ง วนชัย กรุ๊ปจะเป็นผู้นำคนแรกในการผลิตสินค้าสองชนิดนี้ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ในประเทศไทย โดยโรงงาน OSB แห่งใหม่ที่ จ.สุราษฏร์ธานีจะก่อสร้างเสร็จภายในปีนี้ มีมูลค่าการลงทุน 2,300 ล้านบาท ทั้งนี้ VNG ยังได้จัดตั้งบริษัทฯใหม่เพื่อเข้ามาบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์ จะเห็นความชัดเจนในปีนี้เพื่อรองรับการสเติบโตของ วนชัย วู้ดสมิตร และการขายสินค้าภายในประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพควบคู่กับการลดต้นทุนและช่วยให้ วนชัย กรุ๊ปและ วนชัย วู้ดสมิตร สามารถบริการลูกค้าผู้บริโภคทั่วประเทศได้ดีสมบูรณ์ โดยปัจจุบันบริษัทได้เริ่มก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลที่ จ.สุราษฎร์ธานี มีกำลังการผลิต 9.9 เมกะวัตต์ โดยวัตถุดิบคือ เศษเปลือกไม้ที่เหลือจากการผลิตในโรงงาน และรากไม้ที่เหลือจากโค่นไม้ยางพาราที่หมดอายุ และจะดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลที่ จ.ชลบุรี และสระบุรี อีกทั้งยังได้เริ่มใช้พลังงานไฟฟ้า solar roof ที่โรงงานสระบุรีแล้วในปีนี้ มีกำลังการผลิต 3.5 เมกะวัตต์ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตได้อย่างมากเช่นกัน และจะดำเนินโครงการ solar roof ที่โรงงานชลบุรี และสุราษฎร์ธานี ต่อไป น.ส.ภัทรา สหวัฒน์ กรรมการ บริษัท วนชัย วู้ดสมิธ จำกัด บริษัทย่อยของ VNG กล่าวว่า บริษัทมีเป้าหมายพัฒนาตลาดการค้าปลีก และสินค้า finished products โดยบริษัทมีสำนักงานใหญ่ที่กรุงเทพที่สะพานพระราม 7 เป็นศูนย์เรียนรู้ให้ผู้บริโภค และผู้ประกอบการได้ทดสอบและเรียนรู้การใช้ finished products ของบริษัทฯ นอกจากนั้น วนชัย วู้ดสมิตร จะเปิด flagship store ตามหัวเมืองใหญ่เป็นลำดับต่อไป โดยจะมีทั้ง standalone store และ partner store โดยร่วมมือกับพันธมิตรเริ่มต้นด้วยการจับมือกับกลุ่ม Dynasty ผู้นำในอุตสาหกรรมกระเบื้องเซรามิค “ตั้งเป้าหมายจะมีสาขา 20 สาขาร่วมกับกลุ่ม Dynasty ในสิ้นปีนี้ และภายในปี 2564 ตั้งเป้าจะมี 60 สาขา พร้อมมีการขายออนไลน์ และภายในปี 2566 จะมี 100 สาขาทั่วประเทศไทย พร้อมทั้งได้ตั้งเป้าหมายยอดขายในปีนี้จำนวน 300 ล้านบาท และคาดว่าภายในปี 2564 จะมียอดขาย 4,000 ล้านบาท และภายในปี 2566 ยอดขายจะเพิ่มขึ้นเป็น 9,000 ล้านบาท ตามการขยายตัวของสาขา” อย่างไรก็ตามในส่วนของการวางจำหน่ายสินค้าให้กับโมเดิร์นเทรดที่ดำเนินการอยู่แล้วในปัจจุบันจะทำต่อไป ทั้งสินค้าใน brand Vanachai และสินค้า OEM ต่างๆ แต่การเปิดตัว วนชัย วู้ดสมิตร มีเป้าหมายที่จะพัฒนาสินค้าแบบใหม่ที่ตลาดยังไม่คุ้นเคย แต่เมื่อได้รับการตอบรับแล้วสินค้าของ วนชัย วู้ดสมิตร จะช่วยให้ผู้บริโภคมีสินค้าที่ดีมีคุณภาพ ตอบสนองไลฟ์ไสตล์ใหม่ๆได้ในราคาที่เหมาะสม สำหรับบริษัท วนชัย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ VNG ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2486 เริ่มจากธุรกิจโรงเลื่อยจักร ก่อนพัฒนาเป็นผู้ผลิตไม้อัด และ ก้าวมาเป็นผู้ผลิตแผ่นไม้ทดแทนไม้ธรรมชาติ wood-based panel มีผลิตภัณฑ์หลากหลาย อาทิ Particleboard MDF Board OSB Laminate Flooring บานประตูไม้ HDF ผลิตภัณฑ์ตกแต่งผนัง ผลิตภัณฑ์ไม้พื้นและบัว และผลิตภัณฑ์ไม้พื้นบันไดและไม้ราวจับ