“ทรีนีตี้” ให้กรอบดัชนีหุ้น ม.ค.66 ที่ระดับ 1620-1700 จุด แนะลงทุน 5 ธีมหลัก  

เศรษฐกิจ3 ม.ค. 2566 • 15:17 น.
“ทรีนีตี้” ให้กรอบดัชนีหุ้น ม.ค.66 ที่ระดับ 1620-1700 จุด แนะลงทุน 5 ธีมหลัก  

“ทรีนีตี้” ให้กรอบดัชนีหุ้นเดือน ม.ค. 2566 ที่ระดับ 1620-1700 จุด แนะลงทุนหุ้น 5 ธีมหลัก  เช่นหุ้นอิงเศรษฐกิจในประเทศได้รับผลดีจากมาตรการ “ช้อปดีมีคืน” หุ้นท่องเที่ยว หุ้นปันผล

นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยถึงทิศทางการลงทุนเดือนมกราคม 2566 ว่า คาด SET Index แกว่งตัวในกรอบ 1620-1700 จุด ในเชิงกลยุทธ์ แนะถือครองหุ้นเพื่อ Let profit run สำหรับหุ้นที่ได้เข้าซื้อช่วงดัชนีต่ำกว่าระดับ 1640 จุด โดยการถือครอง ยังคงเน้นไปที่ธีมการลงทุนแนะนำหลักของเราประจำไตรมาส 1 ซึ่งได้แก่  1. กลุ่ม Domestic cyclical ที่อิงกับการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศได้แก่ GLOBAL,PLANB,SC, STEC 2.กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยวและราคายังคงปรับตัว Laggard ได้แก่ กลุ่ม PF&REIT 3.กลุ่ม Anti-Commodity ที่ได้ประโยชน์จากราคาโภคภัณฑ์ขาลง ได้แก่ GPSC 4.กลุ่ม Counter Cyclical เพื่อ Hedging พอร์ตหากเศรษฐกิจชะลอเร็วกว่าคาด ได้แก่ JMT 5.กลุ่มหุ้นปันผลสูงที่เข้าสู่ High season ได้แก่ ADVANC, SCC, TISCO

ทั้งนี้ประเมินว่าทิศทางดัชนี SET ในช่วงเดือนมกราคมยังไม่มีอะไรน่ากังวลใจมากนัก โดยแรงกดดันที่จะเกิดขึ้นจากการไถ่ถอนกองทุน LTF นั้นมองไม่มีนัยสำคัญ โดยน่าจะอยู่ในระดับต่ำกว่า 8 พันล้านบาท หลังนักลงทุนส่วนใหญ่ที่มีการเข้าซื้อกองทุนนี้ในปี 2017 ยังคงประสบผลขาดทุนอยู่ จึงอาจจะไม่ได้มีแรงจูงใจในการขายกองมากนัก

ขณะที่ส่วนของปัจจัยกระตุ้นอื่น มองไปยังมาตรการ ‘ช้อปดีมีคืน’ ที่น่าจะช่วยเข้ามาสร้างสีสันให้กับการจับจ่ายใช้สอยในประเทศได้บ้าง ส่วนทางภาคการคลังสหรัฐฯ จับตาความคาดหวังของนักลงทุนเชิงบวกต่อการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ ภายหลังจากการเข้ามาทำงานอย่างเป็นทางการของ Congress ชุดใหม่ ซึ่งมีการเปลี่ยนขั้วเสียงข้างมากจากพรรคเดโมแครตไปเป็นรีพับลิกัน

สำหรับการประชุมธนาคารกลางในเดือนนี้ มีที่น่าจับตาได้แก่ การประชุมกนง.ของไทยในวันที่ 25 มกราคม  ซึ่งหากมีการขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 4 ไปอยู่ที่ 1.50% ก็ไม่ได้ถือเป็นเรื่องที่ Surprise แต่อย่างใด

ส่วนปัจจัยที่น่าติดตามระยะสั้นได้แก่ รายงานตัวเลขภาคการผลิตของประเทศสำคัญต่างๆที่ดูเหมือนจะออกมาอ่อนแอมากขึ้น เปิดความเสี่ยงต่อภาคการส่งออกของไทยในช่วงถัดไป รวมถึงรายงานตัวเลขตลาดแรงงานของสหรัฐฯประจำเดือนธ.ค. ซึ่งมีโอกาสเป็นตัวกำหนดแผนการดำเนินนโยบายการเงินของ Fed ในช่วงถัดไป โดยเฉพาะหากตัวเลขจริงออกมาทรงตัวหรืออ่อนแอจากเดือนก่อน เนื่องจากจะเป็นการยืนยันถึงแผนการลดความเร็วการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ในช่วงถัดไปได้