รายงานพิเศษ : อาถรรพ์ ! ก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ "ถนนทรุด" ความเสียหายทางเศรษฐกิจ ยากประเมิน

เศรษฐกิจ26 ก.ย. 2568 • 20:19 น.
รายงานพิเศษ : อาถรรพ์ ! ก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ "ถนนทรุด" ความเสียหายทางเศรษฐกิจ ยากประเมิน

 

เหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นช่วงเช้าวันที่ 24 กันยายน 2568 บริเวณหน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ถนนสามเสนเกิดทรุดตัว เป็นหลุมขนาดใหญ่ โดยที่เกิดเหตุโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ ช่วงเตาปูน–ราษฎร์บูรณะ (วงแหวนกาญจนาภิเษก) ภายใต้การบริหารของ “รถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย” (รฟม.) มีระยะทางรวมทั้งสิ้น 23.6 กิโลเมตร 

แบ่งเป็น โครงสร้างทางวิ่งใต้ดิน 13.6 กิโลเมตร จำนวน 10 สถานี โครงสร้างทางวิ่งยกระดับ 10 กิโลเมตร จำนวน 7 สถานีวงเงินลงทุน กว่า 82,200 ล้านบาท ล่าสุดโครงการมีความคืบหน้าไปมากกว่า 60%

ทั้งนี้มองย้อนไปตั้งแต่เริ่มการประมูลโครงการฯ  พิจารณาจากเกณฑ์ราคา ทั้งที่บริเวณพื้นที่ก่อสร้าง มีลักษณะเป็นดินอ่อน ผ่านสถานที่สำคัญหลายแห่ง ที่ต้องให้ความสำคัญกับเทคนิคงานก่อสร้าง และท้ายสุด รฟม.ประกาศผู้ชนะประมูลโครงการ 5 ราย พร้อมกับแยกสัญญาจ้างก่อสร้างตามเส้นทาง ตั้งแต่ ช่วงเตาปูน ถึง ดาวคะนอง และงานออกแบบและก่อสร้าง ระบบราง และอาคารจอดรถ จำนวน 6 สัญญา โดย บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ 3 สัญญา , ช.การช่าง จับมือกับ ซิโน-ไทย 2 สัญญา และนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น 1 สัญญา

นายกาจผจญ อุดมธรรมภักดี  ผู้ว่าการรฟม. กล่าวว่า พื้นที่เกิดเหตุ "ถนนยุบตัว" เป็นบริเวณก่อสร้าง "สถานีวชิรพยาบาล" ส่วนปลายของสถานีกับตัวอุโมงค์ ซึ่งเป็นทางวิ่งของรถไฟฟ้าใต้ดิน มุ่งหน้าไปยังอาคารรัฐสภา และคาดว่าจะส่งมอบพื้นที่ และเปิดบริการ ในปี 2570 โดยอุโมงค์ดังกล่าว เป็นอุโมงค์ที่ซ้อนกัน 2 ชั้น บริเวณชั้นบน จะมีความลึกอยู่ที่ 15 เมตร ส่วนอุโมงค์ชั้นล่าง มีความลึกประมาณ 20 เมตรเศษ มีกิจการร่วมค้า CKST-PL ซึ่งประกอบด้วย บมจ. ช.การช่าง ถือหุ้น 55% และ บมจ. ซิโน-ไทย 45% เป็นผู้รับจ้าง ลงนามสัญญาเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2565 วงเงิน 19,400 ล้านบาท กิจการร่วมค้านี้ ยังได้งานสัญญาที่ 2 ช่วงหอสมุดแห่งชาติ ถึงผ่านฟ้าด้วย

ดร.สุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัยด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า เหตุการณ์นี้สะท้อนต้นทุนทางเศรษฐกิจที่ไม่ควรเกิดขึ้น โดยเฉพาะความล่าช้าในโครงการก่อสร้าง ถ้าต้องมีการซ่อมเเซม มีต้นทุนที่สูงขึ้น เข้าใจว่าผู้รับเหมาก็ต้องรับผิดชอบ คงเป็นไปตามสัญญา เเต่โครงการที่ต้องเปิดล่าช้า มีค่าปรับอย่างไร เพราะจะส่งผลกระทบกับ รฟม.ที่มีเเผนต้องเปิดใช้ ที่สำคัญคือ คุ้มค่ากับความเสียหายที่เกิดขึ้นหรือไม่ ที่อาจชะลอไปอีก 1–2 ปี เพราะถ้าไม่มีเหตุการณ์นี้ และสามารถเปิดได้ตามปกติ ก็จะสามารถสร้างรายได้ สร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้ 

ดังนั้นเงื่อนไขปรับความล่าช้าตามสัญญาก่อสร้าง ต้องไปตรวจสอบว่าเพียงพอที่จะครอบคลุมความเสียหายที่แท้จริงได้หรือไม่ โดยเฉพาะหากความเสียหายสูงกว่ามูลค่าโครงการ อีกทั้งยังมีต้นทุนที่ซ่อนอยู่ เช่น กรณีบางส่วนของโครงการสร้างเสร็จแล้ว แต่ยังใช้งานไม่ได้เพราะต้องรอแก้ปัญหา ทำให้ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายบำรุงรักษาในช่วงที่ยังเปิดไม่ได้ หรือ รถไฟฟ้าสายสีส้มที่ก่อสร้างแล้วเสร็จบางส่วน แต่ไม่สามารถวางรางต่อได้ ก็เป็นต้นทุนของทั้งสาย และเหตุการณ์ล่าสุด มีแผนเปิดให้บริการโครงการในปี 2571 แต่ต้องเลื่อนออกไปอีก และยังไม่สามารถระบุเวลาที่ชัดเจนได้จนกว่าจะประเมินความเสียหายครบถ้วน

เหตุการณ์นี้เป็นเรื่องที่หลายฝ่ายต้องเร่งทบทวน!!

หาแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำรอยอีก!!

เพราะความเสียหายไม่สามารถประเมินความค่าได้!!!