“ผศ.ดร.สิงห์ สิงห์ขจร” แนะประเทศต้องการผู้นำ ลุ้นรัฐบาลใหม่ชูแนวทางต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไร!?!
จากการที่ภาคเอกชนเห็นสัญญาณที่มีความชัดเจนในการตั้งรัฐบาล ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี หากเกินเดือนสิงหาคมไปแล้ว จะทำให้จัดตั้งรัฐบาลรอบนี้ยาวนานเกิน 4 เดือน ภาคเอกชนต้องมีการจัดตั้งรัฐบาลได้แล้ว เพราะเศรษฐกิจตอนนี้แย่อย่างมาก เห็นได้จากตัวเลขการส่งออกที่หดตัวมากกว่าที่คิด ส่วนที่คาดกันว่า ส่งออกจากที่ติดลบจะกลับมาเป็นศูนย์น่าจะยาก
นอกจากปัญหาเศรษฐกิจไม่ดี ซึ่งเป็นแบบนี้ทั้งโลก ปัญหานี้ภาคเอกชน ยอมรับได้ แต่ปัญหาความไม่ชัดเจนทางการเมือง และยืดเยื้อในขณะนี้ เป็นสิ่งที่น่ากังวลมากกว่า ทราบหรือไม่ปัจจัยการเมือง เป็นอีกปัญหาที่ทำให้ธนาคารไม่ยอมปล่อยสินเชื่อ เพราะต้องการรอดูความชัดเจนทางการเมือง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงสินเชื่อทั้งของภาคธุรกิจ และภาคประชาชน
พร้อมกันนี้ มีข้อเสนอต่อรัฐบาลใหม่ โดยให้แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เป็นภารกิจเร่งด่วนแรก โดยเฉพาะเร่งกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยในประเทศ ซึ่งมีผลต่อการจ้างงาน ,แก้ปัญหาภัยแล้ง ,รวมถึงการปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อแก้ปัญหาสภาพคล่อง ,และแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงถึง 91% ต่อจีดีพี หรือราว 16 ล้านล้านบาท
ซึ่งก่อนหน้านี้ “นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์” รองประธานกรรมการหอการค้าไทย บอกว่า หากจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้สำเร็จ อยากให้รัฐบาลใหม่ดำเนินการสิ่งเร่งด่วน ใน 2 ประเด็น คือ เร่งแถลงนโยบายต่อสภาฯ เพื่อให้เกิดความชัดเจนต่อการตัดสินใจในการลงทุนของภาคเอกชน 2.จากนั้นให้เร่งเดินหน้าแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในทุกมิติ เพราะเป็นตัวนำความสงบสุข และรายได้ต่อสังคมให้กลับมา ส่วนนโนยบายที่หาเสียงที่ได้ประกาศไว้กับประชาชน อยากให้ทยอยพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนดำเนินการ
โดยพิจารณาจากโครงสร้างเศรษฐกิจเป็นสำคัญ ส่วนปัญหาเรื่อง ต้นทุน เช่น ค่าไฟฟ้า น้ำมัน หรือ ดอกเบี้ยที่สูง ในขณะนี้ เพื่อช่วยเหลือภาคเอกชน โดยเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอี เชื่อว่า ทางคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. เตรียมข้อเสนอไว้พร้อมแล้ว เมื่อได้รัฐบาลใหม่ก็สามารถนำเสนอ เพื่อให้รัฐเร่งดำเนินการได้ทันที
ทั้งนี้ในมุมมองของ “ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สิงห์ สิงห์ขจร” ประธานหลักสูตรดุษฎีบัณฑิตสาขาวิชานวัตกรรมการจัดการการสื่อสาร มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา กล่าวว่า หลังจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 จนถึงปัจจุบันนับได้ 3 เดือน ประเทศไทยยังไม่ได้ตัวนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจของประเทศไทยเพราะหลายเรื่องรอรัฐบาลใหม่มาแก้ปัญหา ซึ่งในช่วงเดือนสิงหาคม กันยายน จะมีการพิจารณาพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปี 2567 ซึ่งเป็นรายจ่ายของภาครัฐตั้งแต่เดือนตุลาคม 2566 ถึง เดือนกันยายน 2567 ซึ่งจะเป็นเครื่องมือหลักของรัฐบาลในการผลักดันนโยบายต่าง ๆ เพื่อจะกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทย ในปัจจุบันยังไม่มีนายกรัฐมนตรี สิ่งที่น่าจะเป็นกังวลซึ่งยังไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย คือเรื่องของ Government Shutdown คือการที่ไม่สามารถผ่านพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปี 2567 ได้ทันก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2566 จะทำให้หน่วยงานต่าง ๆของรัฐ จะไม่สามารถดำเนินการตามแผนที่ได้มีการกำหนดไว้ หวังว่าจะไม่เกิดขึ้นกับประเทศไทย
ปัญหาด้านการเมืองทำให้ประเทศไทยเสียโอกาส ทั้ง ๆที่ประเทศไทยมีโอกาสทางเศรษฐกิจค่อนข้างสูง ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี มีระบบซัพพลายเชนที่ครบวงจร ประเทศไทยมีความปลอดภัย มีความเสี่ยงด้านภัยธรรมชาติน้อยเมื่อแทบกับประเทศในกลุ่มอาเซียน โดยในช่วงครึ่งปีหลังเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัวลงจากอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น สังคมผู้สูงอายุที่มีผลต่อเศรษฐกิจ ปัญหาราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่เพิ่มสูงขึ้น ปัญหาค่าครองชีพและต้นทุนในการดำรงชีพในภาคประชาชน ปัญหาหนี้ครัวเรือนของคนไทย การใช้จ่ายภาครัฐหดตัวจากทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน จะเป็นโจทย์สำคัญของรัฐบาลในการที่จะกระตุ้นส่งเสริมให้เศรษฐกิจไทยได้เดินต่อไปข้างหน้า เพราะหากเศรษฐกิจดีก็จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล รวมไปถึงความมั่นคงของรัฐบาลที่จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนชาวต่างชาติ
การฟื้นตัวของประเทศไทยและความท้าทายในอนาคตของประเทศไทย ในส่วนของผลบวกของด้านเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมาที่เห็นได้ชัดเจนคือด้านการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมีการเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น มูลค่าการส่งออกสินค้าปรับเพิ่มขึ้นโดยมีสินค้าเกษตรเป็นสำคัญ ส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมทรงตัว ตลาดแรงงานมีการฟื้นตัวต่อเนื่องตามภาวะเศรษฐกิจ แต่การที่ประเทศไทยยังไม่มีนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ยิ่งนานเท่าไรก็จะส่งผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศ รวมทั้งโอกาสในการเติบโตของเศรษฐกิจ การมีรัฐบาลใหม่มีนโยบายที่ชัดเจนในการดำเนินงานสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ฝากรัฐบาลใหม่ควรให้ความสำคัญในการพัฒนาคน พัฒนาประเทศ และพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน
ตอนนี้ได้แค่ลุ้นว่าหน้าตา “นายกรัฐมนตรี-คณะรัฐมนตรี” จะออกมาอย่างไร หวังว่าคงไม่มีอะไรมาสะดุดล้มกระดานก็แล้วกัน!!!